กลิ่นอับชื้นของสีน้ำมันและคราบกาวเก่าๆ คล้ายกลิ่นเลือดจางๆ ที่ลอยอวลอยู่ในห้องจัดแสดงนิทรรศการชั้นใต้ดิน ไม่ได้ทำให้ธันวารู้สึกอึดอัดเท่ากับภาพหลอนที่กำลังกัดกินประสาทสัมผัสของเขาในวินาทีนี้
ตุ๊กตาหมีเน่าเปื้อนฝุ่นตัวนั้น... ตัวเดียวกับที่เขาเคยโยนมันทิ้งลงถังขยะด้วยความรำคาญในคืนที่รินรดาตั้งครรภ์อ่อนๆ และร้องไห้ฟูมฟาย บัดนี้มันกำลังอยู่ในอ้อมแขนของเด็กหญิงแปลกหน้า หน้าตาของแกละมابคล้ายรินรดาในวัยเด็กราวกับถอดแบบออกมา แต่ดวงตากลมโตคู่นั้นกลับเรียบเฉย เย็นชา และเต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้ายแบบเดียวกับที่อดีตภรรยาของเขามักจะใช้มองเขาในคืนสุดท้ายก่อนที่เธอจะหายสาบสูญไปจากชีวิต
"พ่อคะ..."
เสียงเล็กๆ นั้นไม่ได้ดังมาจากริมฝีปากของเด็กหญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้า แต่ก้องกังวานมาจากผนังห้อง... มาจากผืนผ้าใบผืนใหญ่ที่รินรดาเพิ่งวาดเสร็จ และกำลังจะเปิดตัวในค่ำคืนนี้
ธันวาสעดถอยหลังจนแผ่นหลังชนเข้ากับชั้นวางอุปกรณ์ศิลปะ ขวดแก้วบรรจุพู่กันและน้ำมันสนร่วงหล่นลงมาแตกกระจาย กลิ่นฉุนของสารเคมีตีเข้าจมูกจนเขาต้องสำลักออกมา แต่นั่นเทียบไม่ได้เลยกับความรู้สึกเหมือนถูกมือที่มองไม่เห็นกระชากวิญญาณออกจากร่าง เมื่อเขาหันกลับไปมองภาพวาดตรงหน้าอีกครั้ง...
เด็กหญิงในภาพไม่ได้ยืนนิ่งอยู่บนทุ่งหญ้าสีเทาอีกต่อไปแล้ว
รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอบิดเบี้ยวขึ้นทีละน้อย ดวงตาสสีดำสนิทคู่นั้นมีหยดน้ำตาคลอหน่วย ก่อนจะเปลี่ยนเป็นหยดเลือดสีแดงฉานที่ไหลรินอาบแก้มลงมาเปรอะเปื้อนชุดกระโปรงสีขาวบริสุทธิ์ มือเล็กๆ ที่เคยถือตุ๊กตาหมี ยกขึ้นมาข่วนขีดลงบนผิวผ้าใบจนเกิดเสียงกรีดร้องเสียดแก้วหู—เสียงที่ดังมาจากความทรงจำอันดำมืดที่เขาพยายามฝังกลบมันมาตลอดห้าปีเต็ม
"หยุดนะ..." ธันวาพึมพำริมฝีปากสั่นเทา มือหนายกขึ้นกุมขมับที่กำลังปวดตุบราวกับจะระเบิด เขากวาดสายตามองไปรอบห้องที่ว่างเปล่า เด็กหญิงคนนั้นหายไปแล้ว เหลือเพียงแค่ความว่างเปล่าและภาพวาดตรงหน้าที่ยังคงส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนไม่หยุดหย่อน
"คุณธันวาคะ ดิฉันคิดว่าคุณควรออกไปสูดอากาศข้างนอกเสียหน่อย สีน้ำมันในห้องนี้คงจะทำพิษเข้าให้อีกแล้วนะคะ"
เสียงราบเรียบ เย็นเยียบ และไร้ซึ่งความเห็นอกเห็นใจดังขึ้นจากความมืดตรงมุมห้อง รินรดาก้าวออกมาจากเงาสลัวของเสาโรมัน ชุดเดรสเข้ารูปสีดำสนิทขับเน้นให้ผิวของเธอดูลึกล้ำราวนางพญาแห่งความตาย เธอยืนกอดอกมองสภาพอันน่าสมเพชของอดีตสามีด้วยแววตาที่ว่างเปล่า ไร้ซึ่งเยื่อใยใดๆ ราวกับกำลังมองดูแมลงตัวหนึ่งที่กำลังดิ้นรนใกล้ตาย
ธันวาเงยหน้าขึ้นมองเธอ หยาดเหงื่อกาฬไหลโทรมหน้าผาก ดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยความหวาดกลัวผสมผสานกับความหมกมุ่นที่บิดเบี้ยว "ริน... คุณเห็นใช่ไหม? เด็กคนนั้น... เด็กผู้หญิงคนนั้นที่ถือตุ๊กตาหมี เธอ... เธอกำลังตามหาฉัน เธอเรียกฉันว่าพ่อ..."
รินรดากลั้วหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่เย็นเยียบราวกับสายลมหนาวพัดผ่านหลุมศพ เธอก้าวเข้าไปใกล้เขาเรื่อยๆ จนกลิ่นน้ำหอมราคาแพงผสมกับกลิ่นอายความเจ็บปวดลอยแตะจมูก "เด็กผู้หญิงอะไรกันคะคุณธันวา? ในห้องนี้ นอกจากเราสองคนแล้ว ก็มีแค่ภาพวาดที่กำลังกรีดร้องความผิดบาปของคุณเท่านั้นแหละค่ะ"
"ไม่จริง! ผมไม่ได้ตาฝาด!" ธันวาพุ่งเข้าไปคว้าข้อแขนเรียวของเธอไว้แน่น ราวกับคนจมน้ำที่กำลังคว้าฟางเส้นสุดท้าย แรงบีบที่มากเกินไปทำให้รินรดาขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่เธอสะบัดแขนออกอย่างไร้ความปรานีอย่างรวดเร็ว พร้อมกับส่งสายตารังเกียจเดียดฉันท์ที่ทำเอาหัวใจของเขาเจ็บแปลบราวกับถูกมีดกรีด
"ปล่อยมือสกปรกของคุณออกจากตัวดิฉันค่ะ!" รินรดาตวาดเสียงต่ำ ทว่าทรงพลังจนธันวาต้องผงถอยหลัง "ห้าปีที่แล้ว คุณเคยบอกดิฉันว่าเด็กในท้องเป็นแค่ก้อนเลือดไร้ค่า เป็นภาระที่จะมาทำลายอนาคตของคุณ... วันนี้ คุณจะมาเรียกร้องหาความเป็นพ่อจากความว่างเปล่าอย่างนั้นหรือคะ? ช่างน่าสมเพชเสียจริงนะคะ ธันวา"
คำพูดเหล่านั้นเสียดแทงลงไปในใจของชายหนุ่มจนเขาแทบยืนไม่อยู่ เขาทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นพรม น้ำตาแห่งความสำนึกผิดที่อัดอั้นมานานนับปีทะลักล้นออกมาอย่างไร้ศักดิ์ศรี "ผมขอโทษ... ริน ผมขอโทษ ผมมันโง่เอง ผมไม่รู้ว่า... ไม่รู้ว่าคุณท้องจริงๆ ผมคิดว่า..."
"คิดว่าดิฉันกุเรื่องขึ้นเพื่อรั้งคุณไว้ใช่ไหมคะ?" รินรดาก้มตัวลงมองเขาจากเบื้องสูง มุมปากยกยิ้มหยันที่ไร้ความปรานี "น่าเสียดายนะคะที่ความจริงมันเจ็บปวดกว่าที่คุณคิด... และเด็กคนนั้น ถ้าเขายังมีชีวิตอยู่จนถึงวันนี้ เขาก็คงจะเกลียดชังคุณ ไม่แพ้3ที่ดิฉันเป็นอยู่ในตอนนี้อย่างแน่นอนค่ะ"
บรรยากาศในห้องอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก ธันวากำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้ากับเนื้อฝ่ามือ ความรู้สึกผิดบาปแปรเปลี่ยนเป็นความคลุ้มคลั่ง เขากําลังจะเอ่ยปากสารภาพบาปทุกอย่างที่เคยทำลงไป แต่ทว่า...
*ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...*
เสียงเคาะประตูกระจกบานใหญ่ที่เชื่อมต่อกับระเบียงด้านนอกดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน ทั้งธันวาและรินรดาต่างชะงักและหันไปมองพร้อมกัน
ที่เบื้องหลังกระจกใสบานนั้น ในความมืดมิดของค่ำคืนที่มีเพียงแสงจันทร์สีเลือดสาดส่อง... ร่างเล็กของเด็กหญิงคนเดิมยืนแนบใบหน้าติดกระจก รอยยิ้มกว้างจนถึงใบหูปรากฏขึ้นอย่างน่าสยดสยอง และในมือเล็กๆ นั้นไม่ได้มีเพียงตุ๊กตาหมีเน่าเปื้อนฝุ่นอีกต่อไปแล้ว แต่เธอกำลังถือ... "ซองเอกสารสีน้ำตาล" ที่จ่าหน้าซองด้วยลายมือชื่อของธันวาเอง พร้อมผลตรวจ DNA ฉบับจริงที่ควรจะถูกทำลายไปเมื่อห้าปีก่อน!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งไปในความมืดมิดนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
ภัณฑารักษ์ไร้เงากับภาพวาดที่กรีดร้อง•ตอนที่ 11
เสียงเพรียกจากผืนผ้าใบ
ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ภัณฑารักษ์ไร้เงากับภาพวาดที่กรีดร้อง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!