เสียงหัวเราะเบาๆ ที่หลุดออกมาจากริมฝีปากเคลือบลิปสติกสีแดงกุหลาบของรินรดา มันบาดลึกเข้าไปในโสตประสาทของธันวา ราวกับมีใครเอาเศษแก้วมา กรีดซ้ำลงบนแผลเก่าที่ยังไม่เคยตกสะเก็ด
ห้องจัดแสดงงานศิลปะส่วนตัวในเพนต์เฮาส์หรูใจกลางกรุงเวลานี้ถูกปกคลุมด้วยความมืดสลัว มีเพียงแสงไฟนีออนดัดสีอำพันสาดส่องกระทบผืนผ้าใบรูปหญิงสาวไร้ใบหน้า ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่กลางห้อง ภาพนั้น... คือผลงานชิ้นเอกที่เธอเคยลงมือวาดมันด้วยหยาดน้ำตาและเลือดเนื้อในวันที่แตกสลายที่สุด
“คุณอยากรู้เหรอคะว่าฉันจำอะไรได้บ้าง หรือจริงๆ แล้วคุณแค่กลัวว่าความจริงมันจะน่าเกลียดเกินกว่าที่ผู้ชายแสน The Best แบบคุณจะแบกรับไหว”
รินรดาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเธอนิ่งเรียบ ไร้ซึ่งความโกรธเกรี้ยว แต่มันกลับน่ากลัวยิ่งกว่าเสียงกรีดร้องเสียอีก เธอก้าวเข้าไปใกล้ชายหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลที่เคยเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเธอจนจมดิน ธันวาในยามนี้ไม่มีเค้าลางของความเย่อหยิ่งจองหองเหลืออยู่เลย มีเพียงความหวาดหวั่นในแววตาคู่นั้นที่กำลังสั่นไหวอย่างควบคุมไม่ได้
ชายหนุ่มกลืนก้อนความขมขื่นลงคอ มือหนาที่เคยสะบัดใส่เธออย่างไร้เยื่อใยในอดีต บัดนี้กลับกำเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปーン
“ริน... ผมสมควรถูกเกลียด ผมรู้” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยออกมาอย่างยากลำบาก “แต่ได้โปรด... พูดมันออกมาเถอะครับ จะด่า จะทุบตีผมยังไงก็ได้ แต่อย่าทำตัวเหมือนคนแปลกหน้าแบบนี้เลย”
“คนแปลกหน้า?” รินรดาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มเยาะหยันปรากฏขึ้นที่มุมปาก “น่าขันเสียจริงนะคะ ธันวา ทั้งที่คุณเป็นคนผลักฉันออกไปสู่ความมืดมิดด้วยมือของคุณเองแท้ๆ วันนี้กลับมาเรียกร้องหาความคุ้นเคยจากซากศพที่คุီးคุณเป็นคนฝังเนี่ยนะ”
เธอย่างสามขุมเข้าไปประชิดตัวเขา กลิ่นน้ำหอมกลิ่นกุหลาบป่าผสมความเย็นชาลอยแตะจมูก กลิ่นเดียวกับในคืนนั้น... คืนที่เธอตั้งท้องได้สามเดือน คืนที่เธอถือใบนัดแพทย์เดินเข้าไปหาเขาที่ห้องทำงานเพื่อจะบอกข่าวดี แต่สิ่งที่เธอได้รับกลับไม่ใช่รอยยิ้มแห่งความปีติยินดี
*“เธอคิดจริงๆ เหรอว่าเด็กคนนี้จะทำให้ฉันผูกมัดกับเธอได้? รินรดา... เลิกฝันกลางวันแล้วไสหัวไปซะ ฉันไม่เคยต้องการทายาทที่เกิดจากผู้หญิงไม่มีหัวนอนปลายอย่างเธอ”*
คำพูดเฉือดเฉือนเหล่านั้นยังคงก้องกังวานอยู่ในความทรงจำราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
“วันนั้น... วันที่ฝนตกหนักจนแทบจะกลืนกินเมืองทั้งเมือง” รินรดาเริ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แต่ทุกคำพูดกลับหนักอึ้งราวกับภูเขาถล่มทับ “ฉันยืนอยู่ที่หน้าประตูกระจกห้องทำงานของคุณ ในมือถือซองเอกสารสีขาวที่มีผลอัลตราซาวండ్ของเด็กคนหนึ่ง... เด็กที่หัวใจกำลังเต้นอยู่ข้างใน”
ธันวาเบิกตากว้าง ลมหายใจของเขาติดขัดทันที ร่างสูงใหญ่สะท้านเฮือกราวกับถูกสายฟ้าฟาดเข้ากลางอก สมองของเขาย้อนกลับไปในคืนวันมืดมนหม่นหมองนั้น วันที่เขาไล่เธอออกไปโดยไม่ฟังคำอธิบายใดๆ วันที่เขาคิดแค่ว่าเธอเป็นเพียงภาระที่น่ารำคาญ
“คุณจำได้ไหมคะ ธันวา?” รินรดากระซิบชิดริมหูของเขา ลมหายใจอุ่นร้อนที่รินรดรดต้นคอทำให้เขารู้สึกหนาวเหน็บไปถึงไขกระดูก “คุณบอกว่าฉันมันน่าสมเพช คุณบอกว่าต่อให้เด็กคนนั้นตายไปต่อหน้า คุณก็จะไม่ชายตาแล... แล้วคุณก็ผลักฉันล้มลงกับพื้น กระเป๋าของฉันหลุดร่วง เอกสารปลิวว่อน ท่ามกลางสายตาของเลขาฯ และแขกเหรื่อที่หัวเราะเยาะฉันเหมือนฉันเป็นตัวตลกในคณะละครสัตว์”
หยาดน้ำใสๆ คลอเบ้าตาของอดีตสามีผู้เย่อหยิ่ง เขาเซถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ใบหน้าหล่อเหลาซีดเผือดไร้สีเลือด หยาดเหงื่อกาฬผุดซึมตามไรผม ความสำนึกผิดที่สะสมมานานนับปีบีบคั้นหัวใจจนเขาแทบกระอักเลือดออกมาเป็นลิ่มเลือด
“ริน... ผม... ผมไม่รู้... ผมไม่ได้ตั้งใจจะให้มัน...”
“โกหกค่ะ!” รินรดาตวาดกร้าวขึ้นมาทันที ดวงตาคู่คมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา เต็มไปด้วยประกายไฟแห่งความเคียดแค้นชิงชังที่ถูกจุดขึ้นมาอีกครั้ง “คุณตั้งใจ! ทุกคำพูด ทุกการกระทำของคุณ มันคือความจงใจที่จะทำลายฉันให้แหลกคั้นคามือ! วันนั้น... ลูกของเราต้องตายในท้องเพราะความใจร้ายของคุณ! เพราะความเย็นชาของคุณที่เหยียบย่ำเราทั้งคู่จนไม่เหลือชิ้นดี!”
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัว เสียงหอบหายใจด้วยความเจ็บปวดของธันวาคือสิ่งเดียวที่ดังแข่งกับเสียงหัวใจที่เต้นรำในอกของรินรดา เธอมองดูผู้ชายที่เคยคุกเข่าอ้อนวอนขอความรักจากเธอในอดีต บัดนี้กลับต้องมาคุกเข่าอยู่เบื้องล่างด้วยความรู้สึกผิดบาปที่ไม่มีวันล้างออก
“ผมขอโทษ... ผมยอมรับกรรมทุกอย่างแล้ว รินรดา ผมยอมแล้ว...” ธันวาทรุดตัวลงคุกเข่าแทบเท้าของเธอ สองมือสั่นเทัาพยายามจะเอื้อมไปแตะชายกระโปรงของเธอ แต่รินรดากลับถอยหลังหลบราวกับรังเกียจเดียดฉันท์สิ่งปฏิกูล
“การขอโทษของคุณมันมีค่าเท่ากับเศษดินค่ะ ธันวา” เธอก้มลงมองเขาด้วยสายตาที่เย็นชาดุจน้ำแข็งขั้วโลก “คุณคิดเหรอว่าน้ำตาปลอมๆ กับคำว่าสำนึกผิด มันจะชุบชีวิตลูกของฉันกลับมาได้? คุณคิดเหรอว่าความร่ำรวยและภาพวาดพวกนี้ จะลบล้างรอยแผลเป็นในใจฉันได้?”
รินรดาก้มตัวลงกระซิบข้างหูของเขาด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นที่สุดในชีวิต
“เกมการแก้แค้นเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้นนะคะ... และคุณจะต้องชดใช้มันด้วยทุกอย่างที่คุณมี แม้กระทั่งลมหายใจของคุณเอง”
ธันวานั่งทรุดอยู่กับพื้น น้ำตาไหลอาบสองแก้มอย่างไม่อายฟ้าดิน เขารู้ซึ้งแล้วว่านรกบนดินมันหน้าตาเป็นอย่างไร... มันคือการได้เห็นผู้หญิงที่ตนรักและทำลายด้วยมือตัวเอง กลับมามีชีวิตอีกครั้งในฐานะ ‘ปีศาจ’ ที่พร้อมจะกลืนกินเขาทั้งเป็น
ทว่า ท่ามกลางบรรยากาศอันแสนดิ่งลึกและบีบคั้นหัวใจนั้นเอง เสียงเคาะประตูกระจกเบาๆ จากด้านนอกก็ดังขึ้น ขัดจังหวะความตึงเครียดภายในห้อง
*ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก*
ธันวาเงยหน้าขึ้นด้วยความตกใจ ขณะที่รินรดาก็ขมวดคิ้วด้วยความฉงน เพราะในยามวิกาลเช่นนี้ ไม่มีใครได้รับอนุญาตให้ขึ้นมาบนชั้นเพนต์เฮาส์ส่วนตัวนี้เด็ดขาด ยกเว้นแต่...
ประตูกระจกบานใหญ่ค่อยๆ ถูกผลักเปิดออกช้าๆ พร้อมกับร่างเล็กๆ ของเด็กชายวัยประมาณสี่ขวบคนหนึ่ง ในมือถือตุ๊กตากระต่ายเก่าๆ เดินก้าวเข้ามาด้วยดวงตากลมโตใสแป๋ว
“คุณแม่ครับ... น้องตินตินหิวน้ำจังเลย ทำไมคุณแม่ยังไม่นอนอีกครับ?”
เสียงใสแจ๋วของเด็กชายดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัด รินรดาหน้าถอดสีในเสี้ยววินาที ขณะที่ธันวาซึ่งยังคงคุกเข่าอยู่บนพื้น ถึงกับชะงักงัน ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงพรึงเพริดเมื่อมองใบหน้าจิ้มลิ้มของเด็กชายตัวน้อยคนนั้น... หน้าตาที่ถอดแบบมาจากตัวเขาเองราวกับแกะพิมพ์!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งไปในความมืดมิดนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
ภัณฑารักษ์ไร้เงากับภาพวาดที่กรีดร้อง•ตอนที่ 12
ค่ำคืนแห่งการสารภาพ
ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ภัณฑารักษ์ไร้เงากับภาพวาดที่กรีดร้อง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!