"คุณไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเอ่ยชื่อนั้นค่ะ... ธันวา"
สุ้มเสียงของรินรดาราบเรียบ เย็นชา และบาดลึกเสียจนคนฟังรู้สึกราวกับถูกกรีดด้วยใบมีดขึ้นสนิม เธอนั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหนังสีเขียวมรกตเข้มในห้องทำงานส่วนตัว แสงไฟสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะสาดกระทบใบด้านข้างของเธอขับเน้นให้เห็นสันจมูกคมและคางเชิดรั้นที่เต็มไปด้วยความถือดี อดีตจิตรกรสาวในวันนี้ไม่ใช่ผู้หญิงตัวสั่นเทาคนเดิมที่ยอมก้มหัวให้เขาเหยียบย่ำอีกต่อไปแล้ว ร่องรอยความเจ็บปวดในอดีตถูกหลอมรวมเข้ากับความด้านชา จนกลายเป็นเกราะกำบังที่แข็งแกร่งเกินกว่าที่อดีตสามีอย่างเขาจะทะลวงผ่านเข้าไปได้ง่ายๆ
ธันวากลืนก้อนสะอื้นฝืดเคืองลงคอ ดวงตาคมกริบที่เคยเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและอำนาจในวงการศิลปะ บัดนี้แดงก่ำ ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะต่อกร เขายืนอยู่เบื้องหน้าเธอ—ผู้หญิงที่เขาเคยคิดว่าเป็นเพียงเงาจางๆ ในคฤหาสน์หลังใหญ่ ผู้หญิงที่เขาเคยเซ็นชื่อลงบนเอกสารหย่าอย่างไร้เยื่อใยโดยไม่แม้แต่จะชายตามองหน้าตอนที่เธอกำลังแตกสลาย
ภาพความทรงจำสีเทาหม่นเมื่อสามปีก่อนย้อนกลับมาทับซ้อน ในวันที่บริษัทสถาปัตยกรรมและหอศิลป์ของครอบครัวเธอกำลังล่มสลายจากแผนการอันแยบยลของกลุ่มทุนใหญ่ที่ธันวาแอบไปสวามิภักดิ์ด้วย วันนั้น... วันที่เธอยืนถือซองเอกสารล้มละลายเนื้อตัวสั่นเทา ท้องป่องนูนขึ้นมาเล็กน้อยจากทายาทที่ซ่อนไว้ด้วยความหวังอันริบหรี่ เธอก้มลงกราบแทบเท้าเขา วิงวอนให้เขาช่วยต่อชีวิตให้กับหยาดเหงื่อและผลงานศิลปะชิ้นสุดท้ายของบิดา
แต่สิ่งที่เธอได้รับกลับมาคือรอยยิ้มเย้ยหยัน และคำพูดที่ยังคงกรีดแทะหัวใจเขามาจนถึงทุกวันนี้
*'ริน... เธอคิดจริงๆ เหรอว่าเด็กในท้องกับบริษัทใกล้เจ๊งพวกนี้จะมีค่าพอให้ฉันเอาอนาคตไปเสี่ยงด้วย? เซ็นใบหย่าเสียเถอะ แล้วออกไปจากชีวิตฉันซะ ก่อนที่ฉันจะทำให้เธอไม่เหลือแม้แต่แผ่นดินจะกลบหน้า'*
เสียงนั้นยังคงดังสะท้อนอยู่ในโสตประสาทของธันวา ราวกับวิญญาณร้ายที่คอยตามหลอกหลอนไม่ให้เขานอนหลับตาลงได้สักคืน ตลอดสามปีที่ผ่านมา เขาเพียรพยายามซื้อคืนภาพวาดทุกชิ้นที่เธอเคยสร้างสรรค์ ทุ่มเงินมหาศาลกว้านซื้อแกลเลอรีเพื่อรอวันที่เธอจะกลับมา แต่วันนี้ เมื่อเธอยืนอยู่ตรงหน้าจริงๆ รอยแผลที่เขาเคยฝากฝังกลับย้อนกลับมาแผดเผาตัวเขาเองจนมอดไหม้
"ผมขอโทษ..." เสียงของธันวาสั่นพร่า มือหนาที่เคยถือพู่กันและปากกาเซ็นสัญญามูลค่าร้อยล้านสั่นเทาขณะยกขึ้นกุมขมับ "ผมรู้ว่าคำขอโทษมันไม่มีค่าอะไรเลย... แต่ริน ได้โปรด ให้โอกาสผมได้ไถ่บาป ได้ชดใช้ให้กับสิ่งเลวร้ายที่ผมเคยทำ..."
"ไถ่บาปเหรอคะ?" รินรดาหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน ระคนด้วยความสมเพชเวทนาจนคนฟังรู้สึกชาหนึบไปทั้งร่าง เธอลุกขึ้นยืนช้าๆ เดินเข้าไปใกล้เขา กลิ่นน้ำหอมกลิ่นกุหลาบป่าผสมกลิ่นอายสีน้ำมันลอยแตะจมูก กลิ่นเดียวกับที่เคยอบอวลอยู่ในสตูดิโอเล็กๆ ของเธอก่อนที่มันจะถูกไฟนรกแผดเผาจนไม่เหลือซาก "คุณคิดว่าความผิดบาปที่คุณทำลายชีวิตผู้หญิงคนหนึ่ง ทำลายลมหายใจของเด็กบริสุทธิ์คนหนึ่ง มันจะลบล้างได้ด้วยการเอาเงินสกปรกของคุณมาซื้อภาพวาดของฉันอย่างนั้นหรือคะ?"
ประโยคคำถามนั้นทำให้ธันวาชะงักงัน หัวใจกระตุกวูบจนแทบหยุดเต้น
"เด็ก..." เขารำพึงออกมาด้วยเสียงอันแผ่วเบา ดวงเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวที่พุ่งพล่านขึ้นมาถึงลำคอ "ลูก... ลูกของเรา... ริน ลูกของเราอยู่ไหน?"
รินรดานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เธอมองลึกเข้าไปในดวงตาที่เต็มไปด้วยความสำนึกผิดและการรอคอยคำตอบอย่างทรมานของเขา นัยน์ตาคู่นั้นไหวระริก เธอเห็นความพินาศย่อยยับของอดีตสามีสะท้อนอยู่ในเงาดำมืดของดวงตาคู่นั้น และนั่นคือความสะใจขั้นสุดที่เธอรอคอยมาตลอดสามปีเต็ม
"เขาตายไปแล้วค่ะ" รินรดาเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งราวกับกำลังบอกสภาพอากาศ ทว่าทุกคำพูดกลับคมกริบราวกับใบมีดที่กรีดลงบนเนื้อสดๆ ของคนฟัง "ตายไปพร้อมกับวันที่คุณเซ็นใบหย่า และโยนเอกสารล้มละลายใส่หน้าฉันไงคะ ธันวา... หัวใจดวงน้อยๆ ของลูกหยุดเต้นไปก่อนที่เขาจะได้ลืมตาขึ้นมาดูโลกกว้างด้วยซ้ำ เพราะความใจร้ายและความโลภของคุณ!"
ธันวาราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงกลางกระหม่อม เข่าทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นพรมราคาแพงอย่างไร้ศักดิ์ศรี น้ำตาแห่งความเจ็บปวดที่กลั้นมานานทะลักล้นออกมาอาบแก้ม มือทั้งสองข้างทุบลงกับพื้นพรมซ้ำๆ ราวกับคนเสียสติ ความรู้สึกผิดที่กัดกินภายในบัดนี้แปรสภาพเป็นกรดร้อนๆ ที่กัดกร่อนอวัยวะภายในจนแหลกสลาย เขาไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะร้องขอความเห็นใจ เพราะเขาเป็นคนผลักไสสายเลือดของตัวเองลงสู่หลุมศพด้วยมือคู่นี้
รินรดายืนมองภาพชายหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลที่เคยเหยียบย่ำเธอ บัดนี้กลับคุกเข่าร้องไห้ฟูมฟายแทบเท้า เธอย่อตัวลงเล็กน้อยเพื่อให้สายตาอยู่ในระดับเดียวกับเขา มุมปากหยักยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่สวยงามแต่เย็นชาเสียจนน่ากลัว
"จำความรู้สึกนี้ไว้นะคะ... ธันวา" เธอกระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาข้างใบหูของเขา "ความรู้สึกที่เหมือนตายทั้งเป็น... นั่นคือสิ่งที่คุณมอบให้ฉันในวันที่หนาวเหน็บที่สุด และฉัน... จะทำให้คุณต้องลิ้มรสมันไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่"
เธอสะบัดชายกระโปรงแล้วหันหลังให้ เตรียมจะเดินกลับไปยังห้องพักด้านใน ทิ้งให้อดีตสามีนั่งจมอยู่กับกองน้ำตาและความสิ้นหวัง ทว่าเสียงฝีเท้าเบาๆ ที่ดังขึ้นบริเวณประตูห้องทำงานกลับทำให้เธอกับธันวาต้องชะงัก
"คุณแม่คะ..."
เสียงใสแจ๋วของเด็กหญิงตัวน้อยวัยสามขวบเศษ ดังขึ้นทำลายความเงียบงันภายในห้อง ประตูห้องทำงานถูกผลักเปิดออกด้วยมือเล็กๆ ปรากฏร่างของเด็กหญิงผมหยักศกยาวประบ่า ดวงตากลมโตเป็นประกายใสแจ๋วละม้ายคล้ายคลึงกับรินรดาราวกับถอดแบบกันมา แต่โครงหน้า ทรงจมูก และริมฝีปากหยักลึกนั้น... กลับถอดพิมพ์ทรงมาจากธันวาอย่างไร้ที่ติ
เด็กน้อยกอดตุ๊กตากระต่ายเน่าๆ ไว้แนบอก เธอกะพริบตาปริบๆ มองผู้ชายแปลกหน้าที่กำลังคุกเข่าร้องไห้ตัวสั่นอยู่บนพื้น ก่อนจะหันมามองมารดาด้วยความสงสัย
ธันวาที่เงยหน้าขึ้นมองตามเสียง ค้างเติ่งไปราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน หัวใจของเขาหยุดเต้นไปชั่วขณะเมื่อสบเข้ากับดวงตาคู่นั้น ดวงตาที่ฉายแววความจริงอันเจิดจ้าและโหดร้ายที่สุด ภาพถ่ายเอกสารผลตรวจ DNA และร่องรอยความลับที่รินรดาพยายามซ่อนเร้นมาตลอดพรั่งพรูเข้ามาในหัว ความจริงที่ว่า... ลูกของเขาไม่ได้ตายไปไหนเลย!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งไปในความมืดมิดนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
(กระจกเงาต้องสาป)
ภัณฑารักษ์ไร้เงากับภาพวาดที่กรีดร้อง•ตอนที่ 13
รอยแผลที่ไม่มีวันหาย
ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ภัณฑารักษ์ไร้เงากับภาพวาดที่กรีดร้อง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!