ภัณฑารักษ์ไร้เงากับภาพวาดที่กรีดร้อง•ตอนที่ 9

เงาสะท้อนในกระจกเก่า

ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
กลิ่นอายของสีน้ำมันและสนิมเหล็กคละคลุ้งอยู่ในความมืด ชวนให้คลื่นไส้ราวกับสูดดมซากศพที่เพิ่งถูกขุดขึ้นมาจากหลุม รินรดายืนนิ่งอยู่หน้าผืนผ้าใบทรงสูงในห้องใต้ดินของหอศิลป์—สถานที่ซึ่งควรจะเป็นเพียงห้องเก็บของเก่า แต่มันกลับกลายเป็นห้องขังทางจิตวิญญาณที่ธันวาจงใจสร้างขึ้นเพื่อกักขังเธอไว้กับภาพอดีตที่เธอพยายามลบเลือน เสียงฝีเท้าหนักแน่นที่คุ้นเคยดังสะท้อนก้องมาจากบันไดวน ธันวาไม่ได้รีบร้อน เขาก้าวเดินด้วยจังหวะของนักล่าผู้มั่นใจว่าเหยื่อไม่มีวันหนีพ้น ร่างสูงโปรดปรานในชุดสูทสีเข้มไร้รอยยับหยุดยืนซ้อนอยู่เบื้องหลังเธอ ระยะห่างระหว่างเธอกับเขาในตอนนี้แทบไม่ต่างจากเมื่อหลายปีก่อน—ระยะห่างที่อบอวลไปด้วยความอึดอัด กลิ่นน้ำหอมราคาแพงผสมผสานกับความเย็นชาอันเป็นเอกลักษณ์ของเขา "คุณยังวาดรูปเดิมซ้ำๆ วนเวียนอยู่ที่เดิม... เหมือนคนตาบอดที่พยายามคลำหาดวงอาทิตย์ในความมืด" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น แฝงความเยาะหยันที่เจือปนด้วยความห่วงใยอันบิดเบี้ยว รินรดาไม่หันกลับไปมอง เธอเพียงแค่จรดปลายพู่กันลงบนผืนผ้าใบ ลากเส้นสีแดงฉานตัดผ่านกลางภาพสีเทาหม่นอย่างไม่ลังเล "ถ้าฉันตาบอด คนที่ควรมืดบอดสนิทและไร้ซึ่งทางออกยิ่งกว่าใคร... ก็คือคุณค่ะ ธันวา" เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท เย็นเยียบจนน่าขนลุก "คุณคิดจริงๆ หรือคะว่าการสร้างภาพลวงตาเหล่านี้ขึ้นมา จะทำให้ความผิดบาปในใจของคุณมันเจือจางลงได้" ธันวาขยับกายเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนรินรดาได้ยินเสียงลมหายใจของเขาที่รดรินอยู่เหนือลาดไหล่ มือหนาเอื้อมออกหมายจะแตะลงบนข้อมือของเธอที่ถือพู่กัน แต่รินรดาไวกว่า เธอสะบัดข้อมือหลบราวกับรังเกียจที่จะให้ผิวเนื้อต้องมลทินจากสัมผัสของเขา การกระทำนั้นทำให้ธันวาชะงัก ดวงตาคมกราบกรานมองแผ่นหลังบางที่ตั้งตรงอย่างดื้อรั้น ความรู้สึกผิดที่เคยกัดกินหัวใจเขาตลอดหลายปีที่ผ่านมา บัดนี้มันแปรเปลี่ยนเป็นความหมกมุ่นอันร้อนรุ่ม เขาต้องการเธอ—ไม่ใช่ในฐานะอดีตภรรยาที่เขาเคยเหยียบย่ำ แต่ในฐานะสิ่งเดียวที่ค้ำจุนเศษซากวิญญาณเน่าเฟะของเขาไว้ "ริน... ผมสำสำนึกผิดแล้ว" ธันวาเอ่ยเสียงพร่า ความเย่อหยิ่งทระนงตนอันเป็นเกราะกำบังมาตลอดพังทลายลงต่อหน้าเธอ "ทุกอย่างที่ผมทำลงไปในอดีต มันคือความโง่เขลา... ผมยอมแลกทุกอย่างที่มี เพื่อให้คุณกลับมามองผมด้วยสายตาแบบเดิม" รินรดาวางพู่กันลงบนถาดสี เสียงกระทบกันดัง *กริ๊ก* เบาๆ แต่กลับบาดลึกในความเงียบ เธอยอมหันกลับมาเผชิญหน้ากับเขา ดวงตากลมโตคู่สวยที่เคยมีแต่ความอ่อนแอและหยาดน้ำตา บัดนี้ราบเรียบราวกระจกเงาไร้เงาสะท้อน มันว่างเปล่าจนน่ากลัว เธอยกยิ้มมุมปาก—รอยยิ้มที่กรีดลึกลงไปในหัวใจของอดีตสามีผู้ยิ่งใหญ่ "สายตาแบบเดิมเหรอคะ?" รินรดาหัวנסแผ่วเบาในลำคอ เสียงหัวoเราะนั้นช่างเย็นชาและไร้ซึ่งความปรานี "คุณกำลังขอร้องให้ฉันกลับไปเป็นผู้หญิงโง่เง่า คนที่ยอมให้คุณเหยียบย่ำศักดิ์ศรี ยอมแม้กระทั่งมองข้ามหัวใจตัวเองเพื่อนนั่งอยู่ในตำแหน่ง 'ภรรยา' ที่คุณไม่เคยชายตาแลอย่างนั้นสินะคะ" "ไม่ใช่... ไม่ใช่แบบนั้น!" ธันวาพยายามก้าวเข้าประชิด แต่รินรดากลับถอยหลังหนึ่งก้าว สายตาคมกริบของเธอกวาดมองใบหน้าคร่ำเคร่งของชายหนุ่ม ราวกับกำลังพิจารณาชิ้นส่วนของสัตว์ประหลาดที่น่าสมเพช "คุณไม่ได้รักฉันหรอกค่ะ ธันวา..." เธอกล่าวเน้นทีละคำ น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมดั่งใบมีด "สิ่งที่คุณกำลังทำอยู่ตอนนี้ มันไม่ใช่การไถ่บาป... แต่มันคือความเห็นแก่ตัวขั้นสุดยอด คุณทนไม่ได้ที่เห็นฉันยืนหยัดได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง ทนไม่ได้ที่ฉันไม่ได้ตายไปพร้อมกับความเจ็บปวดที่คุณมอบให้ ปีศาจตนที่คุณเคยสร้างขึ้นเพื่อทำลายฉัน... วันนี้มันย้อนกลับมาหลอนคุณเองต่างหากล่ะคะ" คำพูดเหล่านั้นพุ่งชนเข้ากลางหน้าอกของธันวาเต็มแรง เขารู้สึกราวกับถูกตบด้วยความจริงอันเจ็บปวด ใบหน้าหล่อเหลาซีดเผือดลงถนัดตา เขากำมือแน่นจนเส้นเลือดปูดโปーン "รินรดา..." เขากัดฟันกรอด ความอดทนที่ใกล้ขาดผึ่งเริ่มแสดงออกมาทางแววตาที่วับโรจน์ "อย่าท้าทายผม คุณก็รู้ว่าผมทำอะไรได้บ้าง หากผมต้องการคุณกลับมา..." "เชิญเลยค่ะ!" รินรดาก้าวสวนเข้าไปประชิดเขาโดยไม่เกรงกลัว ดวงตาทั้งคู่จ้องประสานกันอย่างไม่มีใครยอมใคร รังสีอำมหิตและความเด็ดเดี่ยวแผ่ออกมาจากร่างบอบบางจนธันวาต้องเป็นฝ่ายผะผ่อนลมหายใจ "ถ้าคุณคิดว่าอำนาจเงินและอิทธิพลสกปรกของคุณจะบีบบังคับฉันได้อีกครั้ง ก็ลองดูค่ะ... แต่บอกไว้ก่อนนะคะ ว่าผู้หญิงคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าคุณตอนนี้ ไม่มีอะไรเหลือให้คุณทำลายได้อีกแล้ว เพราะหัวใจของฉัน... มันตายด้านไปตั้งแต่คืนที่คุณเลือกจะเหยียบย่ำมันลงกับพื้นดินแล้วล่ะค่ะ" บรรยากาศในห้องใต้ดินอึมครึมจนแทบหายใจไม่ออก ทั้งสองยืนเผชิญหน้ากันราวกับนักรบสองคนที่รอเวลาปลิดชีพฝ่ายตรงข้าม ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่ธันวาเตรียมจะเอ่ยคำพูดบางอย่างเพื่อทำลายกำแพงความเย็นชานั้น เสียงฝีเท้าเบาหวิวคู่หนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมาจากหน้าประตูห้องใต้ดินที่เปิดแง้มไว้ *ตับ... ตับ...* เสียงรองเท้าผ้าใบเด็กขนาดเล็กย่างกรายเข้ามา พร้อมกับเสียงใสแจ๋วที่เอ่ยเรียกหาบุคคลในห้องด้วยความคุ้นเคย "คุณแม่ครับ... คุณป้าบอกว่าได้เวลาทานยาแล้วนะครับ" ร่างของเด็กชายวัยราวๆ สขวบเศษ ในชุดเอี๊ยมสีครامสะอาดตา ก้าวพ้นขอบประตูเข้ามาหยุดยืนอยู่กลางแสงสลัว ใบหน้ารูปไข่ จมูกโด่งรั้น และดวงตากลมโตคู่นั้น... ถอดแบบมาจากธันวาอย่างไร้ที่ติ ราวกับส่องกระจกเงาเห็นตัวเขาเองในวัยเด็กเมื่อยี่สิบปีก่อน ธันวาร่างแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน สายตาของเขาเบนจากใบหน้าของรินรดา เลื่อนลงไปมองเด็กชายตัวน้อยที่ยืนกะพริบตาปริบๆ อยู่ตรงหน้า ลลมหายใจของเขาขาดห้วงไปชั่วขณะ โลกทั้งใบคล้ายหยุดหมุนลงตรงวินาทีนั้นเอง รินรดาไม่ได้ห้ามปราม เธอยืนนิ่งราวกับรูปปั้นหินอ่อน ปล่อยให้ความเงียบงันทำหน้าที่กรีดแทงหัวใจของอดีตสามีผู้เย่อหยิ่งให้แหลกละเอียดคามือ ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมดำดิ่งไปในความมืดมนด้วยกันนะคะ... กระจกเงาต้องสาป
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ภัณฑารักษ์ไร้เงากับภาพวาดที่กรีดร้อง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%