ภัณฑารักษ์ไร้เงากับภาพวาดที่กรีดร้อง•ตอนที่ 20

ความทรงจำที่แตกสลาย

ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
กลิ่นของสีน้ำมันและสนิมเหล็กเจือจางในห้องใต้หลังคา คละคลุ้งราวกับซากศพของความฝันที่ถูกฝังกลบไว้เนิ่นนาน รินรดายืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าผ้าใบผืนใหญ่ที่ถูกคลุมด้วยผ้าดิบสีหม่น ปลายเรียวลิ้นของเธอยังคงรับรู้ได้ถึงรสฝาดเฝื่อนของความจริงที่เพิ่งถูกกระชากหน้ากากออก ความทรงจำที่เคยถูกลบเลือนด้วยยาระงับประสาทและกาลเวลา ค่อยๆ ไหลย้อนกลับมาทับถมกันราวกับกระแสน้ำเชี่ยวที่พังทำนบกั้น ไม่ใช่เพราะอุบัติเหตุรถคว่ำอย่างที่ธันวาเคยกรอกหูเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา ภาพในหัวฉายชัดยิ่งกว่าภาพยนตร์... คืนนั้น แสงไฟสลัวในห้องทำงานส่วนตัว กลิ่นแอลกอฮอล์ฉุนกานต์จากร่างของสามีผู้เพียบพร้อม และเสียงหัวเราะเยียบเย็นที่กรีดแทงลงมาพร้อมกับน้ำหนักมหาศาลที่กดทับข้อมือขวาของเธอไว้กับขอบโต๊ะทำงานหินอ่อน *“เธอจะไม่มีวันได้วาดภาพให้ใครชื่นชมอีก รินรดา… พรสวรรค์บ้าๆ นี่มันเป็นของฉัน คนอย่างเธอไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเงยหน้ามองฉันด้วยซ้ำ”* เสียงกระซิบพร่าทุ้มในอดีตกรีดลึกเข้ามาในโสตประสาท จนปลายนิ้วมือข้างขวาของรินรดากระตุกเกร็งขึ้นมาอัตโนมัติ รอยแผลเป็นจางๆ บริเวณกระดูกข้อมือใต้เสื้อแขนยาวส่งกระแสความเจ็บแปลบขึ้นมาถึงหัวไหล่ ราวกับกระดูกที่เคยถูกบดขยี้ด้วยความจงใจกำลังร่ำร้องหาการแก้แค้น “จำได้แล้วสินะครับ...” เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังขึ้นจากความมืดมุมห้อง ธันวาก้าวเท้าพ้นเงาสลัวออกมา ชายผู้เคยมีภาพลักษณ์เป็นนักสะสมศิลปะผู้ทรงอิทธิพลและอ่อนโยนในสายตาคนนอก บัดนี้เหลือเพียงร่างที่สวมเสื้อเชิ้ตยับยู่ยี่ เนคไทถูกปลดออกอย่างไร้ระเบียบ แววตาของเขาไม่ได้มีความเย่อหยิ่งหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความหวาดกลัวระคนสำนึกผิดที่บิดเบี้ยวจนน่าสมเพช รินรดาไม่หันไปมอง เขายกมือขึ้นช้าๆ ราวกับกลัวว่าเธอจะสลายหายไปในอากาศ ธันวาก้าวเข้ามาใกล้ทีละน้อย ทอดสายตามองข้อมือข้างที่สั่นเทาของภรรยาเก่าด้วยหัวใจที่แหลกสลาย “พี่... พี่ขอโทษ ริน... พี่ไม่ได้ตั้งใจในคืนนั้น มันเป็นเพราะความบ้าคลั่ง มันเป็นเพราะพี่กลัว กลัวว่าเธอกำลังจะบินหนีพี่ไป กลัวว่าโลกศิลปะจะรักเธอมากกว่าพี่” เสียงของธันวาสั่นพร่า เขาคุกเข่าลงเบื้องหน้าเธออย่างไร้ศักดิ์ศรี ยื่นมือสั่นเทาหมายจะแตะปลายนิ้วของเธอ แต่รินรดากลับชักมือหลบราวกับรังเกียจที่จะให้ผิวเนื้อต้องมลทิน รินรดาก้มลงมองอดีตสามีที่กำลังคุกเข่าแทบเท้า ดวงตากลมโตคู่สวยที่เคยไร้ประกาย บัดนี้กลับพราวระยับด้วยหยาดน้ำตาแห่งความสะใจและสมเพชระคนกัน เธอย่อตัวลงช้าๆ จนสายตาอยู่ในระดับเดียวกัน ใบหน้าเรียบเฉยเย็นชาดั่งน้ำแข็งขั้วโลก “คุณไม่ได้กลัวว่าฉันจะบินหนีไปหรอกค่ะ ธันวา...” รินรดาเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าบาดลึกจนคนฟังแทบกระอักเลือด “แต่คุณกลัว... กลัวว่าโลกจะมองเห็นความจริงว่าสามีผู้แสนประเสริฐคนนี้ แท้จริงแล้วเป็นเพียงไอ้ขี้แพ้ที่ไม่มีวันเทียบชั้นกับภรรยาตัวเองได้ต่างหาก” ธันวาชะביกหน้าขึ้น ดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาที่ไหลทะลัก “พี่ชดใช้ให้เธอได้ทุกอย่างแล้วนะริน ทุกภาพวาดของเธอที่พี่กว้านซื้อเก็บไว้ ทุกแกลเลอรีที่พี่สร้างขึ้นมาเพื่อประกาศชื่อเสียงของเธอ... มันยังไม่พอให้อภัยให้อดีตคนเลวคนนี้อีกเหรอ?” “การชดใช้เหรอคะ?” รินรดาหัวเราะออกมาเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความสุข แต่กลับดังก้องบาดลึกในความเงียบงัน “คุณคิดว่าเงินทอง ชื่อเสียง หรือแกลเลอรีปลอมๆ เหล่านั้น มันจะต่อกระดูกข้อมือที่หัก 12 ท่อนของฉันให้กลับมาใช้งานได้เหมือนเดิมหรือไงคะ? คุณทำลายลมหายใจของฉัน ทำลายตัวตนของฉัน เพื่อเอาความภาคภูมิใจบิดเบี้ยวของคุณไปเชยชม... แล้วตอนนี้จะมาขอร้องให้ฉันยกโทษให้เนี่ยนะ ช่างกล้าพูดเสียจริง” เธอลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ทอดสายตามองเขาด้วยความเย็นชาขั้นสุด ราวกับเขาก็เป็นเพียงฝุ่นผงไร้ค่าบนพื้นห้องใต้หลังคาแห่งนี้ รินรดายื่นมือไปกระชากผ้าดิบที่คลุมภาพวาดผืนใหญ่ออกทันที! ฝุ่นละอองฟุ้งกระจายท่ามกลางแสงสลัว เผยให้เห็นภาพวาดสีน้ำมันขนาดมหึมาที่ซ่อนอยู่ ภาพของหญิงสาวในชุดสีขาวที่กำลังกรีดร้องอย่างทรมาน ดวงตาของเธอหลั่งเลือดเป็นสาย ร่างกายถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนที่สลักชื่อ ‘ธันวา’ เอาไว้ทุกข้อต่อ และที่น่ากลัวที่สุดคือ... มือข้างขวาในภาพนั้นบิดเบี้ยวผิดรูปและหลุดลุ่ยออกจากร่าง ราวกับเป็นภาพถ่ายทอดสดความเจ็บปวดที่เธอดำ ดิ่งผ่านมาตลอดหลายปี ธันวาผงะถอยหลังด้วยความหวาดกลัว ใบหน้าซีดเผือดเมื่อสบเข้ากับดวงตาในภาพวาดที่เหมือนกำลังจ้องมองทะลุเข้ามาในวิญญาณของเขา “นี่มัน... ภาพอะไรกัน...” “ภาพเหมือนของความจริงไงคะ” รินรดากล่าวเสียงเรียบ ดวงตาเป็นประกายวาวโรจน์ด้วยเพลิงแค้นที่แผดเผา “ความจริงที่คุณพยายามกลบฝัง แต่มันกลับเติบโตและกัดกินคุณอยู่ทุกค่ำคืน และมันจะเป็นภาพสุดท้ายที่คุณจะได้เห็น ก่อนที่ทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณสร้างขึ้นด้วยหยาดเหงื่อและคราบน้ำตาของฉัน จะต้องพังทลายลงด้วยมือของฉันเอง” ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ บรรยากาศตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก ธันวานั่งทรุดลงกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง ขณะที่รินรดากำลังจะก้าวเดินหันหลังให้ผู้ชายที่เคยทำลายชีวิตเธอ ทว่า... เสียงฝีร้าวกดทับของพื้นไม้ลั่นเอี๊ยดอาดเบาๆ จากหน้าประตูห้องใต้หลังคา กลับหยุดฝีเท้าของเธอไว้ ไม่ใช่เสียงของลม ไม่ใช่เสียงของหนูวิ่ง รินรดาขมวดคิ้วเล็กน้อย หันกลับไปมองตามสัญชาตญาณ ธันวาเองก็ชะงักเงยหน้าขึ้นมองด้วยความตกใจเช่นกัน ประตูห้องที่ควรจะปิดสนิท ค่อยๆ ถูกผลักเปิดออกช้าๆ อย่างแผ่วเบา เผยให้เห็นร่างเล็กป้อมในชุดนอนลายการ์ตูนของเด็กชายวัยราวสี่ขวบยืนขยี้ตาอยู่ตรงธรณีประตู ดวงตากลมโตคู่หนึ่งช้อนขึ้นมองผู้ใหญ่ทั้งสองคนด้วยความงงงวย และใบหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพราถอดแบบพิมพ์เดียวกันกับธันวาอย่างไม่มีผิดเพี้ยน! “คุณแม่ครับ... เสียงดังอะไรเหรอครับ ทำไมคุณพ่อถึงร้องไห้ล่ะ?” ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งไปกับความเจ็บปวดและการเอาคืนอันสะใจนี้ด้วยกันนะคะ
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ภัณฑารักษ์ไร้เงากับภาพวาดที่กรีดร้อง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%