ภัณฑารักษ์ไร้เงากับภาพวาดที่กรีดร้อง•ตอนที่ 19

รอยจูบที่เปื้อนเลือด

ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
"คุณคิดว่าความผิดบาปที่ถูกขัดเกลาด้วยกรอบทองคำ มันจะกลายเป็นความบริสุทธิ์ได้จริงๆ งั้นหรือคะ ธันวา" น้ำเสียงของรินรดาราบเรียบ เย็นเยียบ และเจือไปด้วยรอยยิ้มหยันที่มุมปาก ขณะที่เธอยืนพิงราวระเบียงเหล็กดัดสีดำสนิท สายลมราตรีของกรุงเทพมหานครพัดกระโชกปะทะเรือนร่างระหงในชุดเดรสสีชาด ปล่อยให้ปลายผมยาวสลวยปลิวไสวตามแรงลม เบื้องล่างคือแสงไฟระยิบระยับของมหานครที่ไม่เคยหลับใหล แต่สำหรับพวกเขา ณ พื้นที่ความสูงชั้นที่ยี่สิบห้าแห่งนี้ โลกทั้งใบราวกับถูกตัดขาด เหลือเพียงความอัดอั้นตันใจที่สะสมมานานนับปีและความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัว ธันวาหยุดยืนอยู่ห่างจากเธอเพียงก้าวเดียว นัยน์ตาคมกริบทอประกายความเจ็บปวดร้าวลึกที่ชายผู้ทรงอิทธิพลและเย่อหยิ่งอย่างเขาไม่เคยแสดงให้ใครเห็น เขากำมือแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว ราวกับกำลังพยายามคว้าอากาศธาตุที่สลายตัวไป เช่นเดียวกับความรักของภรรยาที่เขาเคยเหยียบยละเลยในอดีต "พี่ไม่ได้มองว่ามันคือความบริสุทธิ์ ริน... พี่รู้ว่าบาปที่พี่ก่อมันไม่มียวันล้างออก" ธันวาเอ่ยเสียงพร่า ริมฝีปากสั่นระริกเล็กน้อย "พี่แค่อยากชดใช้... ทุกหยดน้ำตา ทุกรอยแผลเป็นที่พี่ฝังไว้บนตัวเธอ พี่พร้อมจะแลกมันด้วยทุกอย่างที่พี่มี แม้กระทั่งลมหายใจของพี่เอง" รินรดาแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความสุข เต็มไปด้วยเศษซากความทรงจำอันขมขื่น เธียรหันกลับมาเผชิญหน้ากับเขาเต็มตา ดวงตากลมโตคู่สวยที่เคยฉายแววออนแอและยอมจำนนในอวันวาน บัดนี้กลับคมกริบดั่งใบมีดอาบยาพิษ เธอก้าวเข้าไปประชิดเขาช้าๆ สัมผัสได้ถึงกลิ่นน้ำหอมคุ้นเคยที่เธอเคยเกลียดชัง—กลิ่นที่มักจะติดกายเขาในยามที่เขากลับบ้านดึกดื่นพร้อมกับคำโกหก "ลมหายใจของคุณมันมีค่าเกินกว่าจะเอามาแลกกับขยะเปียกๆ อย่างฉันหรอกค่ะ ธันวา" รินรดาเอ่ยกระซิบชิดริมฝีปากของเขา น้ำเสียงนั้นเยียบเย็นจนคนฟังรู้สึกราวกับถูกกรีดด้วยน้ำแข็ง "คุณจำได้ไหมคะ... วันที่ฉันคุกเข่าร้องขอความเห็นใจจากคุณ วันที่คุณเลือกจะเซ็นสัญญาฉบับนั้นแล้วผลักฉันออกไปให้พ้นทาง วันนั้น... อากาศบนระเบียงนี้ก็หนาวเหน็บแบบนี้แหละค่ะ แต่หัวใจของฉันมันหนาวและตายไปตั้งนานแล้ว" ธันวาใจกระตุกวาบ ภาพอดีตย้อนกลับมาทุบตีอกเขาอย่างรุนแรง ภาพหญิงสาวผู้เปรียบเสมือนดวงใจที่ค่อยๆ แหลกสลายคามือ ภาพหยดน้ำตาที่เขาเคยมองว่าเป็นเพียงมารยาหญิง บัดนี้มันกลายเป็นเงาทมิฬที่ตามหลอกหลอนเขาในทุกค่ำคืน ร่างสูงก้าวเข้าไปหาเธอหมายจะเอื้อมมือไปคว้าจับเรียวแขนเล็ก แต่รินรดากลับถอยหลังหนึ่งก้าวอย่างรังเกียจ ราวกับสัมผัสของเขาคือสิ่งสกปรกที่เธอไม่อาจทนทาน "อย่าแตะต้องตัวฉัน!" เธอแหวขึ้นด้วยความกรุ่นโกรธที่อัดอั้นมานาน "ความสำนึกผิดของคุณมันเป็นแค่ความเห็นแก่ตัวรูปแบบหนึ่ง! คุณไม่ได้เสียใจที่คุณทำร้ายฉัน แต่คุณเสียใจที่ตอนนี้ฉันไม่ได้โง่งมงายรอให้คุณเหยียบย่ำอีกต่อไปแล้วต่างหาก!" ความอดทนของธันวาขาดผึ่ง ความกดดัน ความสำนึกผิด และความหึงหวงที่กัดกินจิตใจทำให้สติของเขาหลุดลอย ร่างสูงพุ่งเข้าประชิดตัวรินรดาอย่างรวดเร็วก่อนที่เธอจะทันตั้งตัว มือหนาคว้าจับเอวบางไว้แน่นแล้วดึงเข้ามาปะทะอกแกร่งอย่างแรง แรงปะทะนั้นทำให้ลมหายใจของรินรดาสะดุด ดวงตาทอประกายความตื่นตระหนกเป็นครั้งแรกก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความดุดัน "ใช่! พี่มันเห็นแก่ตัว!" ธันวาคำรามออกมาด้วยความอัดอั้น นัยน์ตาสสีเข้มแดงก่ำด้วยพิษอารมณ์ "พี่บ้าไปแล้ว พี่หมกมุ่นกับภาพวาดของเธอ กับกลิ่นกายของเธอ จนกินไม่ได้นอนไม่หลับมาเป็นปี! ริน... ให้โอกาสพี่เถอะนะ ให้พี่ได้กอดเธอในฐานะสามี... ไม่ใช่ในฐานะคนแปลกหน้าที่เธอเกลียดชัง" "ปล่อยฉันนะ! คนทุเรศ!" รินรดาพยายามดิ้นรนสุดแรง มือเรียวทุบตีลงบนแผงอกของเขาไม่ยั้ง แต่แรงอันน้อยนิดหรือจะสู้แรงของชายหนุ่มได้ ธันวากลับยิ่งรัดร่างเธอแน่นขึ้นเรื่อยๆ ราวกับต้องการหลอมรวมเธอเข้าไปในกระดูกดำ ความโกรธ ความเจ็บปวด และแรงปะทะทางอารมณ์ที่รุนแรงทำให้บรรยากาศรอบตัวระอุขึ้น ธันวาจ้องมองริมฝีปากอิ่มที่สั่นระริกด้วยความเคียดแค้น ก่อนที่สัญชาตญาณดิบเถื่อนจะเข้าครอบงำ เขาก้มลงประกบจูบิริมฝีปากเธอบดขยี้ลงไปอย่างไร้ความปรานี เป็นการจูบที่เต็มไปด้วยความโหยหา ความเจ็บปวด และความบิดเบี้ยวทางจิตวิทยาที่สั่งสมมาเนิ่นนาน รินรดาเบิกตากว้างด้วยความช็อก เธียรพยายามเบือนหน้าหนีแต่ถูกมือใหญ่วางล็อกท้ายทอยไว้แน่น กลิ่นคาวเลือดจางๆ คละคลุ้งขึ้นในโพรงปาก เมื่อความโกรธพุ่งถึงขีดสุด รินรดาไม่ลังเลที่จะกัดลงริมฝีปากของชายหนุ่มเต็มแรงเพื่อระบายความคับแค้น รสชาติของเลือดสดๆ ซึมเข้าสู่ริมฝีปากของทั้งคู่ ธันวาสะดุ้งเล็กน้อยด้วยความเจ็บปวด แต่เขากลับไม่มีทีท่าว่าจะผ่อนแรงกอดลงเลยแม้แต่น้อย รอยจูบที่เปื้อนเลือดนี้ช่างหอมหวานและเจ็บปวดทรมานในเวลาเดียวกัน มันคือสัญลักษณ์แห่งการทำลายล้างที่พวกเขามอบให้แก่กันและกันอย่างสาสม เมื่อธันวาผ่อนริมฝีปากออกช้าๆ ลมหายใจของทั้งคู่หอบกระชั้น รินรดาหอบหายใจรัว ใบหน้าหวานแดงก่ำด้วยความโกรธจัด เธอยกมือขึ้นแล้วตวัดฝ่ามือลงบนใบหน้าคมคายของอดีตสามีอย่างเต็มแรงจนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวบนระเบียง *เพียะ!* ใบหน้าของธันวาหันไปตามแรงตบ รอยฝ่ามือสีแดงปรากฏเด่นชัดบนแก้วสากระคาย พร้อมกับคราบเลือดจากริมฝีปากที่เลอะเปรอะเปื้อน ทว่าชายหนุ่มกลับนิ่งเงิด เขาค่อยๆ หันกลับมามองหน้าอดีตภรรยาด้วยรอยยิ้มสมเพชตัวเอง ดวงตาคู่นั้นไม่มีความโกรธเคือง มีเพียงความยอมจำนนต่อบาปกรรมที่เขาก่อขึ้นด้วยมือของตนเอง "สะใจพอหรือยังคะ?" รินรดาถามเสียงสั่น สะอื้นฮักด้วยความคับแค้นใจ เธอยกหลังมือขึ้นเช็ดริมฝีปากที่เปื้อนเลือดของตนเองออกอย่างรังเกียจ "ถ้ายังไม่พอ... ก็ฆ่าฉันให้ตายตรงนี้เลยสิคะ ธันวา! เหมือนที่คุณเคยทำกับความรู้สึกของฉันเมื่ออดีต!" ธันวานิ่งงัน หัวใจของเขาเจ็บแปลบจนแทบหยุดเต้น เขากำลังจะเอաբาทาอ้าปากเอ่ยคำขอโทษอีกครั้ง ทว่า— เสียงฝีเท้าเบาๆ พร้อมกับเสียงเคาะประตูกระจกใสบานใหญ่จากภายในห้องนอน ก็ดังแทรกขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของค่ำคืน *ก๊อก... ก๊อก...* "คุณแม่คะ..." เสียงใสแจ๋วของเด็กหญิงวัยราวสี่ขวบดังลอดเข้ามา พร้อมกับร่างเล็กป้อมในชุดนอนลายกระต่ายน้อยที่ยืนขยี้ตาอยู่หน้าบานกระจก ดวงตากลมโตคู่ใสแจ๋วถอดแบบมาจากรินรดาไม่มีผิดเพี้ยน แต่โครงหน้า จมูกโด่งรั้น และนัยน์ตาสีเข้มลึกซึ้งคู่นั้น... กลับสะท้อนเงาของชายผู้ยืนอยู่ตรงหน้าเธออย่างชัดเจนราวกับพิมพ์เดียวกัน ธันวาชะงักกึก ร่างสูงแข็งทื่อราวกรรมกรถูกสาปให้กลายเป็นหิน สายตาของเขาค่อยๆ เบนจากใบหน้าของอดีตภรรยาที่ซีดเผือดลงทันที ไปหยุดนิ่งสนิทอยู่ที่ร่างเล็กป้อมของเด็กหญิงเบื้องหลังบานกระจก ลมหายใจของธันวาสะดุดกึก ความลับที่ถูกซ่อนเร้นไว้ภายใต้รอยน้ำตาและการแก้แค้นตลอดหลายปี พังทลายลงในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งไปกับความเจ็บปวดและการเอาคืนอันสะใจนี้ด้วยกันนะคะ
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ภัณฑารักษ์ไร้เงากับภาพวาดที่กรีดร้อง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%