ร่างสูงโปร่งที่ยืนแข็งทื่ออยู่ตรงกรอบประตูกลางห้อง ไม่ใช่ใครอื่น... แต่คือวิญญาณจากอดีตที่ธันวาคิดว่าฝังกลบไว้ใต้กองเพลิงแห่งความโลภและการละเลยมาเนิ่นนาน แสงไฟสลัวสีส้มอมเหลืองจากโคมไฟตั้งโต๊ะสาดกระทบโครงหน้าคมคายที่บัดนี้ซีดเซียวไร้สีเลือด ดวงตาคู่คมที่เคยเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและมั่นใจในยศถาบรรดาศักดิ์ของนักสะสมงานศิลปะผู้ทรงอิทธิพล บัดนี้กำลังเบิกกว้างสั่นระริกด้วยความตื่นตระหนก ราวกับคนเห็นผีกลางวันแสกๆ
ทว่า... นั่นไม่ใช่ผี
นั่นคือรินรดา อดีตภรรยาผู้เคยเป็นเพียงเงาจางๆ ในคฤหาสน์หลังใหญ่ ผู้หญิงที่เขาเคยปัดตกความสำคัญ มองข้ามหยาดน้ำตา และเหยียบย่ำหัวใจจนแหลกสลายคามือ แต่วันนี้... เธอยืนอยู่ตรงนั้นด้วยท่าทีที่สงบนิ่ง เย็นชา และทรงพลังราวกับราชินีผู้ครองบัลลังก์แห่งความเจ็บปวด
"คุณ..." เสียงของธันวาหลุดลอดออกจากริมฝีปากที่แห้งผาก แหบพร่า และสั่นเทาจนแทบไม่เป็นศัพท์ "ริน... รินรดา จริงๆ ด้วย..."
รินรดาไม่ได้ขยับเขยื้อnเคลื่อนไหว เธอยังคงยืนกอดอกพิงกรอบประตู ปล่อยให้ความเงียบงันทำหน้าที่กรีดแทะหัวใจของคนที่เคยทำร้ายเธออย่างเลือดเย็น ดวงตากลมโตคู่สวยที่เคยฉายแววอ้อนวอนและเจ็บช้ำในอديต บัดนี้ว่างเปล่า... ความว่างเปล่าที่น่ากลัวเสียยิ่งกว่าความเกลียดชัง เพราะมันแปลว่าเขาได้สูญหายไปจากพื้นที่ในใจของเธออย่างสมบูรณ์แบบแล้ว ไม่เหลือแม้แต่เศษเสี้ยวเยื่อใย
"แปลกใจเหรอคะคุณธันวา" น้ำเสียงหวานใสแต่เย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลกเอื้อnเอ่ยออกมา มันไม่ใช่เสียงกรีดร้อง ไม่ใช่เสียงตัดพ้อ แต่เป็นน้ำเสียงราบเรียบที่ทรงพลังพอจะทำให้ผู้ชายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสะท้านไปถึงกระดูกดำ "นึกว่าฉันตายไปพร้อมกับกองเพลิงในห้องทำงานเก่าของคุณแล้วหรือไงคะ?"
"เปล่า... ผม... ผมหมายถึง..." ธันวาละล่ำละลัก ก้าวเท้าถอยหลังโดยไม่รู้ตัวเมื่อร่างบางก้าวล้ำเข้ามาในแสงไฟ เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังยืนอยู่บนปากเหวลึกที่พร้อมจะพังทลายลงได้ทุกเมื่อ ความรู้สึกผิดที่สะสมมานานนับปีและแปรเปลี่ยนเป็นความหมกมุ่นบิดเบี้ยว กำลังตีรวนขึ้นมาจุกที่ลำคอ "ผมแค่... ไม่คิดว่าคุณจะ..."
"จะยังมีชีวิตอยู่เพื่อมาเห็นสภาพที่น่าสมเพชของคุณในตอนนี้สินะคะ" รินรดาต่อประโยคให้ด้วยรอยยิ้มเยาะหยันที่มุมปาก รอยยิ้มที่กรีดลึกเข้าไปในความรู้สึกผิดบาปของเขาจนเลือดซิบ
ธันวากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เขากวาดสายตามองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า ผู้หญิงที่เคยสวมชุดเรียบง่าย เสื้อผ้าเก่าๆ และมีแววตาหวาดผวาตลอดเวลา บัดนี้สวมชุดสูทเข้ารูปตัดเย็บอย่างประณีต แววตาคมกริบดั่งใบมีดที่ผ่านการเจียระไนจากความเจ็บปวด เธอดูงดงาม ทรงอำนาจ และอยู่ไกลเกินเอื้อมเสียจนเขารู้สึกหายใจไม่ออก
"ริน..." ธันวาทรุดตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่งกับพื้นอย่างไร้ศักดิ์ศรี ภาพของนักสะสมศิลปะผู้ทรงอิทธิพลพังทลายลงในพริบตา เหลือเพียงผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังร้องขอความเมตตาจากเหยื่อที่เขาเคยทำลาย น้ำตาหยดใสไหลรินอาบแก้มสากระคายของเขาอย่างไม่อายฟ้าดิน "ผมขอโทษ... ผมรู้ว่าสิ่งที่ผมทำมันเลวร้ายเกินกว่าจะให้อภัย ผมรู้ว่าผมมันเห็นแก่ตัว..."
ช่างน่าขันเสียนี่กระไร...
รินรดาก้มมองอดีตสามีผู้ยิ่งใหญ่ที่กำลังคุกเข่าแทบเท้า เธอมองภาพนั้นด้วยสายตาที่เรียเฉย ไร้ซึ่งความสงสาร ไร้ซึ่งความสะใจขั้นสุดตามที่ควรจะเป็น มีเพียงความว่างเปล่าและความสมเพชเวทนาที่พุ่งพล่านอยู่ในอก
"คุณกำลังทำอะไรคะคุณธันวา" เธอเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความตื่นตระหนก "การคุกเข่าร้องไห้ตรงนี้ มันช่วยให้ภาพวาดที่เคยกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดของฉันกลับคืนมาได้หรือเปล่า? หรือมันช่วยลบเลือนรอยแผลเป็นบนร่างกายและจิตใจที่ฉันต้องแบกรับไว้คนเดียวตลอดหลายปีที่ผ่านมา?"
"ผมจะชดใช้..." ธันวาเงยหน้าขึ้นมองเธอ ดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความสำนึกผิดที่สายเกินแก้ มือหนาสั่นเทายื่นออกไปหมายจะแตะชายเสื้อของเธอ แต่รินรดากลับถอยหลังหลบอย่างรังเกียจราวกับเขามีเชื้อโรค
"อย่ามาแตะต้องตัวฉัน!" เสียงของเธอเฉียบขาดและทรงพลังจนธันวาชะงักกึก ชักมือกลับแทบไม่ทัน
"ริน... ได้โปรด ให้โอกาสผมได้ไถ่บาปเถอะนะ" เสียงทุ้มสั่นเครือเอמהวอนขอ "ผมยอมทุกอย่างแล้ว สมบัติ เงินทอง หรือแม้แต่ชีวิตของผม... ถ้ามันทำให้คุณหายโกรธ ถ้ามันทำให้คุณกลับมามองผมเหมือนเดิม..."
"เหมือนเดิม?" รินรดาทวนคำ หัวسาะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวسาะนั้นช่างเย็นชาและบาดลึก "คุณคิดจริงๆ เหรอคะว่าคนเราจะกลับไปจุดเริ่มต้นได้ หลังจากที่ถูกผลักตกจากหน้าผาโดยคนที่รักที่สุด? คุณคิดว่าหยาดน้ำตาไถ่บาปของคุณในตอนนี้ มันมีค่าพอที่จะซื้อความรู้สึกที่ตายด้านไปแล้วของฉันกลับคืนมาอย่างนั้นเหรอคะ?"
เธอโน้มตัวลงไปใกล้ ใช้ปลายนิ้วเรียวยาวเชยคางของชายหนุ่มขึ้นมาบังคับให้เขาสบตา เธอจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดของเขา สะท้อนภาพความพินาศย่อยยับที่เขาเป็นคนสร้างมันขึ้นมาเองกับมือ
"ความสำนึกผิดของคุณในตอนนี้ มันก็แค่การดิ้นรนของคนเห็นแก่ตัวที่กลัวความโดดเดี่ยวและความผิดบาปเท่านั้นแหละค่ะคุณธันวา... คุณไม่ได้รักฉัน คุณแค่รักตัวเองที่ทนแบกรับความรู้สึกผิดไม่ไหวต่างหาก"
คำพูดนั้นแทงทะลุหัวใจของธันวาราวกับมีดสั้นที่อาบยาพิษ เขาหน้าซีดเผือด ตัวชาดิ่งลงเหวอย่างไร้ทางสู้ ความจริงที่ถูกกระชากออกมาอย่างไม่ไว้หน้าทำให้เขาพูดไม่ออก ได้แต่ปล่อยให้น้ำตาแห่งความพ่ายแพ้ไหลรินอย่างไร้ทิศทาง
รินรดาแค่นยิ้มหยัน ปัดมือออกจากคางของเขาอย่างไม่ไยดี เธอยืดตัวขึ้นเต็มความสูง จัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ด้วยท่าทีสง่างาม ก่อนจะหันหลังเตรียมเดินกลับออกไปทางประตูกลางห้องที่เปิดอ้าไว้
"ริน! อย่าไป..." ธันวาตะโกนเรียกสุดเสียงด้วยความตื่นตระหนก เขารีบพยุงร่างตัวเองลุกขึ้นวิ่งตาม ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะก้าวเท้าพ้นธรณีประตู เสียงฝีเท้าเล็กๆ วิ่งตึงตังพร้อมกับเสียงใสแจ๋วของเด็กน้อยก็ดังแทรกขึ้นมาจากความมืดมิดของทางเดินเบื้องนอกเสียก่อน
"คุณแม่ครับ! คุณพ่อทำไมรอนานจัง... เอ๊ะ? คุณลุงคนนี้เป็นใครเหรอครับ ทำไมหน้าตาเหมือนคุณพ่อจังเลยล่ะครับคุณแม่?"
ธันวาชะงักกึก หัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะ ลมหายใจสะดุดกึกยิ่งกว่าตอนที่เห็นเงาของรินรดาเสียอีก เมื่อเด็กชายตัวน้อยวัยราวๆ สี่ขวบ หน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มละม้ายคล้ายคลึงกับเขาในวัยเด็กราวกับถอดแบบออกมา เดินเข้ามาจับชายเสื้อสูทของรินรดา พร้อมกับช้อนตาโตใสแป๋วขึ้นมองหน้าเขาด้วยความสงสัยใคร่รู้
และในวินาทีนั้นเอง... โลกทั้งใบของธันวาก็พังทลายลงตรงหน้าอย่างแท้จริง
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งไปกับความเจ็บปวดและการเอาคืนอันสะใจนี้ด้วยกันนะคะ
ภัณฑารักษ์ไร้เงากับภาพวาดที่กรีดร้อง•ตอนที่ 18
หยาดน้ำตาแห่งการไถ่บาป
ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ภัณฑารักษ์ไร้เงากับภาพวาดที่กรีดร้อง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!