ภัณฑารักษ์ไร้เงากับภาพวาดที่กรีดร้อง•ตอนที่ 2

ภาพวาดที่หายไป

ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
แผ่นกระดาษ A4 ยับยู่ยี่ที่นอนสงบนิ่งอยู่แทบปลายรองเท้าหนังขัดมันราคาแพงระยับ เปรียบเสมือนก้อนระเบิดเวลาที่ถูกจุดชนวนขึ้นกลางห้องจัดแสดงนิทรรศการศิลปะอันโอ่อ่า ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่กว้างใหญ่จนได้ยินแม้กระทั่งเสียงเครื่องปรับอากาศที่กำลังทำงานแข่งกับจังหวะหัวใจที่เต้นรัวกระหน่ำในอกของธันวา ดวงตาคมกริบที่เคยเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและอำนาจของผู้ทรงอิทธิพลแห่งวงการศิลปะ บัดนี้เบิกกว้างจนแทบถลน รูม่านตาหดเกร็งด้วยความหวาดกลัวระคนไม่อยากจะเชื่อ สายตาของเขาไม่ได้มองต่ำลงที่ใบรับรองผลตรวจ DNA ฉบับนั้นอีกต่อไป แต่มันถูกตรึงไว้กับใบหน้าของเด็กชายตัวน้อยที่ยืนกะพริบตาปริบๆ อยู่ข้างกายรินรดา ดวงตากลมโต คิ้วเข้มได้รูป และโดยเฉพาะริมฝีปากหยักลึกที่ถอดแบบมาจากพิมพ์เดียวกันอย่างไร้ที่ติ... มันคือเงาสะท้อนของตัวเขาเองในวัยเด็ก ราวกับปาฏิหาริย์อันโหดร้ายกำลังเล่นตลกกับความผิดบาปที่เขาพยายามฝังกลบมันไว้ก้นบึ้งของจิตใจมานานหลายปี รินรดายังคงยืนนิ่ง สงบ และเยือกเย็นราวกับรูปปั้นหินอ่อนที่ถูกแกะสลักขึ้นมาเพื่อพิพากษาโลก เธอมองปฏิกิริยาของอดีตสามีด้วยแววตาว่างเปล่า—แววตาที่ไร้ซึ่งความโกรธเกรี้ยว ไร้ซึ่งหยาดน้ำตา และที่สำคัญที่สุด... มันไร้ซึ่งความรัก ความอาลัยอาวรณ์ใดๆ หลงเหลืออยู่อีกต่อไปแล้ว มีเพียงความสะใจเย็นชาที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้รอยยิ้มมุมปากอันแสนบางเบา "ธันวา..." เสียงทุ้มต่ำของเขาสั่นสะท้านจนแทบไม่เป็นคำ เมื่อเขาพยายามเปล่งชื่ออดีตภรรยาออกมา มือหนาที่เคยตวัดพู่กันสร้างชื่อเสียงและกวาดซื้อผลงานศิลปะราคาแพง บัดนี้กลับสั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่ เขาก้มตัวลงช้าๆ ราวกับคนหมดแรง ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตัวอักษรบนกระดาษระบุชื่อของเขาและเด็กชายอย่างชัดเจน... ลูกชายที่เขาไม่เคยรู้ว่ามีอยู่ ลูกชายที่เขาเคยผลักไสไล่ส่งพร้อมกับมารดาของเด็กในวันที่เธอท้องโตและไร้ที่พึ่ง "คุณ..." ธันวาเงยหน้าขึ้นช้าๆ สายตาคู่นั้นแดงก่ำ รื้นไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความสำนึกผิดที่สายเกินแก้ "ริน... นี่มัน..." "อย่าเรียกชื่อฉันด้วยน้ำเสียงน่าสมเพชแบบนั้นเลยค่ะคุณธันวา" รินรดาตัดบทขึ้นทันควัน น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลแต่เชือดเฉือนทุกอณูประสาท เธอก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวเพื่อเว้นระยะห่างราวกับรังเกียจที่จะยืนหายใจร่วมอากาศเดียวกับเขา "มันน่ารังเกียจ... และมันก็สายเกินไปกว่าที่คุณจะมีสิทธิ์มาเรียกร้องความกระจ่างใดๆ จากฉัน" บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกแช่แข็งด้วยความอึดอัด ลูกค้ากระเป๋าหนักและนักสะสมศิลปะที่เดินอยู่รอบบริเวณนั้นเริ่มหันมามองด้วยความสนใจ แต่ไม่มีใครกล้าเข้ามาสอดรู้สอดเห็น เนื่องจากบารมีและรังสีความน่ากลัวของธันวาแผ่ซ่านออกมาจนน่าขนลุก แต่ก่อนที่ธันวาจะได้เอ่ยคำอ้อนวอนหรือสารภาพบาปใดๆ ออกมาเพื่อเหนี่ยวรั้งอดีตภรรยา สายตาของรินรดาก็พลันเบนเลยผ่านร่างสูงใหญ่ของเขาไป ปลายทางของสายตาคู่นั้นหยุดนิ่งอยู่ที่ผนังห้องแสดงงานฝั่งตรงข้าม... ผนังที่ถูกจัดไว้สำหรับไฮไลต์ผลงานชิ้นเอกประจำค่ำคืนนี้ รอยยิ้มเยือกเย็นบนใบหน้าของรินรดากลายเป็นรอยยิ้มหยันที่น่ากลัวที่สุดเท่าที่ธันวาเคยเห็นมาในชีวิต เธอก้าวเดินผ่านเขาไปอย่างไร้เยื่อใย ราวกับเขาเป็นเพียงฝุ่นผงไร้ค่าบนพื้นถนน เด็กชายตัวน้อยรีบก้าวตามมารดาต้อยๆ มือเล็กๆ เอื้อมไปจับชายเสื้อกันฝนของเธอไว้แน่นด้วยความคุ้นชิน ธันวาลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล เขารีบหันขวับตามร่างบางนั้นไป หัวใจของเขาเต้นรัวด้วยความหวาดระแวงบางอย่างที่กำลังก่อตัวขึ้นในอก เมื่อเห็นรินรดาก้าวตรงไปยังภาพวาดขนาดใหญ่ที่ถูกแขวนประดับไว้ภายใต้แสงไฟสปอตไลท์สีนวลตา ภาพวาดสีน้ำมันที่ถูกใส่กรอบหลุยส์ทองคำอย่างหรูหรา ภาพที่บรรดานักวิจารณ์ศิลปะต่างพากันชื่นชมว่าเป็นผลงานชิ้นโบแดงของจิตรกรนิรนามผู้ลึกลับ ซึ่งถูกตั้งราคาประมูลไว้สูงลิ่วถึงแปดหลัก แต่สำหรับรินรดา... ภาพนั้นไม่ใช่แค่งานศิลปะราคาแพง "หยุดมองด้วยสายตาชื่นชมแบบนั้นเถอะค่ะ" รินรดายืนกอดอก จ้องมองภาพวาดตรงหน้าด้วยแววตาที่เจ็บปวดแต่ทอประกายความเหี้ยมเกรียมขึ้นมาวับวาม "เพราะผลงานชิ้นนี้... คือหยาดเหงื่อ ความเจ็บปวด และลมหายใจในยวันที่ฉันเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด" ธันวาเดินเข้ามาหยุดยืนเคียงข้างเธอ ดวงตาสีเข้มมองตามภาพวาดนั้นด้วยความงุนงง มันคือภาพวาดแนวเซอร์реализмที่สะท้อนภาพของหญิงสาวคนหนึ่งกำลังกรีดร้องอยู่ในกรงกระจกที่แตกละเอียด สีหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความทรมานและรอยแผลเป็นที่ถูกซ่อนไว้ใต้เงาสะท้อน ช่างเป็นภาพที่ทรงพลังและดึงดูดสายตาผู้คนได้อย่างประหลาด "ฉันจำได้..." ธันวาพึมพำด้วยความประหลาดใจ "นี่คือผลงานที่หอศิลป์นานาชาติเพิ่งซื้อลิขสิทธิ์มาจากศิลปินชื่อดังคนหนึ่งเมื่อปีที่แล้ว... ศิลปินที่ทางแกลเลอรีอ้างว่าเป็นดาวรุ่งพุ่งแรง... เดี๋ยวก่อนนะ ริน ทำไมคุณถึง..." "ศิลปินดาวรุ่งพุ่งแรงอย่างนั้นเหรอคะ?" รินรดาหัวเราะออกมาเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความสุขโดยสิ้นเชิง เธอนัยน์ตาคมกริบหันกลับมาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอดีตสามี "คุณนี่ช่างความจำสั้นเสียจริง หรือว่าตอนนั้นคุณมัวแต่เอาเวลาไปเสวยสุขอยู่กับผู้หญิงอีกคน จนไม่เคยแม้แต่จะชายตาแลกองกระดาษและผ้าใบเก่าๆ ที่ฉันกองไว้หลังบ้าน?" ธันวานิ่งงันไป สมองของเขาพยายามประติดประต่อเรื่องราว ภาพในอดีตผุดขึ้นมาในหัว—ภาพของรินรดานั่งหลังขดหลังแข็งอยู่หน้าขาตั้งภาพในห้องใต้หลังคาที่มืดทึบ ใบหน้าซีดเซียว ร่างกายผอมโซ และหยดเลือดที่เคยหยดลงบนผืนผ้าใบในคืนที่เธอแท้งลูก... ดวงตาของธันวาเบิกกว้างขึ้นด้วยความตระหนกสุดขีด ใบหน้าของเขาซีดเผือดลงจนไร้สีเลือด เมื่อตรรกะในหัวเริ่มเชื่อมโยงความจริงอันโหดร้ายเข้าด้วยกัน "ภาพนี้..." ธันวาเสียงสั่นพร่า หันขวับไปมองภาพวาดนั้นสลับกับใบหน้าของอดีตภรรยา "ภาพนี้คือ... ผลงานที่คุณวาดในตอนนั้น..." "ใช่ค่ะ" รินรดาเอ่ยย้ำทีละคำ ชัดถ้อยชัดคำราวกับใช้เข็มแหลมค่อยๆ แทงลงกลางใจเขา "ผลงานชิ้นเอกที่พวกคุณเอาไปเชิดหน้าชูตา เอาไปขายทอดตลาดในราคาหลายสิบ่อยบาท เอาชื่อของคนอื่นมาแปะทับหยาดเลือดและน้ำตาของฉัน... ผลงานที่ถูกขโมยไปในวันที่ฉันสูญเสียทุกอย่างแม้กระทั่งลูกในท้อง" ความเงียบงันเข้าปกคลุมอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่ความเงียบที่สงบสุข มันคือความเงียบที่เต็มไปด้วยแรงกดดันมหาศาล ธันวารู้สึกราวกับหายใจไม่ออก ขาทั้งสองข้างแทบทรุดลงไปกองกับพื้น ความสำนึกผิดที่เขาสั่งสมมาหลายปีพังทลายลงในพริบตา เมื่อเขาตระหนักว่านอกจากเขาจะทำลายชีวิตและจิตใจของผู้หญิงคนนี้แล้ว เขายังเป็นคนอุดหนุนและส่งเสริมการปล้นผลงานอันเลือดเนื้อเชื้อไขของเธอด้วยมือของตัวเองอีกด้วย "ริน... ผม... ผมไม่รู้เรื่องนี้จริงๆ ผมสาบานได้ว่า..." ธันวารีบเอื้อมมือไปหมายจะคว้าแขนเรียวของเธอไว้ด้วยความตื่นตระหนก น้ำตาชายชาตรีคลอหน่วงอยู่ที่ขอบตา แต่รินรดาเร็วกว่า เธอสะบัดแขนหลบจากการเกาะกุมของเขาอย่างไม่ใยดี รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นบนริมฝีปากอีกครั้ง พร้อมกับประโยคประกาศิตที่ทำให้ธันวาต้องยืนแข็งค้างราวกับถูกสาปให้เป็นหิน "ไม่ต้องมาสาบานอะไรทั้งนั้นค่ะคุณธันวา เพราะสิ่งที่คุณทำลงไป... มันกำลังจะได้รับการชดใช้" รินรดาหันหลังให้เขาเตรียมจะเดินจากไป แต่ในจังหวะเสี้ยววินาทีก่อนที่เธอจะก้าวเท้าพาลูกชายเดินพ้นจากมุมอับสายตาของผู้คน เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงประกาศผ่านไมโครโฟนของเจ้าหน้าที่จัดงานก็ดังแทรกขึ้นมาขัดจังหวะเสียก่อน *“ขอเรียนเชิญท่านประธานสมาคมนักสะสมศิลปะแห่งชาติ และคุณปกรณ์ เจ้าของแกลเลอรีผู้ครอบครองลิขสิทธิ์ภาพวาด ‘เสียงกรีดร้องในกระจกเงา’ ขึ้นมากล่าวเปิดงานประมูลรอบพิเศษในค่ำคืนนี้ด้วยครับ!”* ธันวาหันไปมองตามเสียงนั้นด้วยความตกใจ ขณะที่รินรดาหยุดชะงักฝีเท้า เธอยกมุมปากขึ้นยิ้มอย่างมีความหมาย ดวงตาคู่สวยเปล่งประกายความเยียบเย็นและสะใจออกมาอย่างไร้การปิดบัง เมื่อร่างของชายวัยกลางคนผู้มีศักดิ์เป็นถึงหุ้นส่วนใหญ่ของแกลเลอรีคู่ปรับ... คนเดียวกับคนที่ขโมยผลงานของเธอไปขาย—กำลังเดินยิ้มร่าถือไมโครโฟนก้าวขึ้นมาบนเวทีกลางห้องโถงใหญ่! ขอขอบคุณคุณรีดเดอร์ที่ติดตามและร่วมดิ่งลึกไปกับความเจ็บปวดนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ — กระจกเงาต้องสาป
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ภัณฑารักษ์ไร้เงากับภาพวาดที่กรีดร้อง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%