ภัณฑารักษ์ไร้เงากับภาพวาดที่กรีดร้อง•ตอนที่ 3

รอยร้าวในความทรงจำ

ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
กลิ่นอายของฝุ่นละอองที่สะสมมานานแรมปี ไม่ได้ทำให้รินรดารู้สึกอึดอัดเท่ากับเงาตะคุ่มของความทรงจำที่เริ่มกัดกินผนังหัวใจของเธอทีละน้อย ห้องทำงานเก่าที่มุมอับของคฤหาสน์หลังนี้... สถานที่ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นกรงขังวิญญาณอันบอบช้ำของเธอ บัดนี้มันยังคงทิ้งร่องรอยความโหดร้ายเอาไว้ครบถ้วน ราวกับเวลาข้างในนี้ถูกแช่แข็งไว้ด้วยหยาดน้ำตาและรอยเลือดจางๆ ที่ไม่มีวันจางหายไปจากความนึกคิด นิ้วเรียวภายใต้ถุงมือหนังสีดำแตะลงบนสันโต๊ะไม้สักหนาเตอะ ฝุ่นผงสีเทาร่วงกราวลงสู่พื้นราวกับปฏิกิริยาตอบรับจากการกลับมาของผู้เป็นเจ้าของตัวจริง รินรดากวาดสายตามองไปรอบห้องอย่างเยียบเย็น ม่านกำมะหยี่สีเลือดหมูที่เคยปิดตายถูกแง้มออกเพียงเล็กน้อย แสงสลัวยามบ่ายส่องลอดผ่านช่องว่าง ตกกระทบลงบนรอยขูดขีดลึกบริเวณขาโต๊ะ—ร่องรอยที่เกิดจากเล็บของเธอเองในคืนที่ความอดทนเส้นสุดท้ายขาดผึ่ง "คิดถึงบรรยากาศเก่าๆ งั้นหรือครับ... คุณภรรยาเก่า" เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังขึ้นจากความมืดบริเวณมุมห้อง ธันวาก้าวออกมาจากเงาสลัว ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีเข้มเข้ารูปดูทรงอำนาจและเย่อหยิ่งเช่นเคย ทว่าแววตาคู่นั้นกลับไร้ซึ่งความมั่นใจอย่างที่เคยเป็น มันเต็มไปด้วยความหมกมุ่น ความเจ็บปวดร้าวลึก และร่องรอยของความสำนึกบาปที่กัดกินเขาจนแทบไม่เหลือความเป็นมนุษย์ รินรดาไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง เธอเพียงแค่แค่นسเสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ น้ำเสียงของเธอนิ่งสนิทจนน่ากลัว "บรรยากาศเหรอคะ? สำหรับฉัน ที่นี่มันก็ไม่ต่างอะไรจากห้องสอบสวนดีๆ นี่เอง... ห้องที่ฉันเคยนั่งกอดเข่าร้องไห้ ขอร้องให้คุณหันมามองหัวใจที่แตกสลายของฉันบ้าง แต่สิ่งที่ฉันได้รับกลับมา มีเพียงความว่างเปล่าและสายตาดูแคลนราวกับฉันเป็นแค่สิ่งของชิ้นหนึ่งที่คุณซื้อมาประดับบ้าน" ธันวาชะงักไปราวกับถูกตบเข้าที่ใบหน้าฉาดใหญ่ ความเจ็บปวดแปลบปلاบพุ่งเข้าจู่โจมอกข้างซ้ายจนเขาต้องยกมือขึ้นกุมมันไว้โดยไม่รู้ตัว คำพูดแต่ละคำของเธอมันคมกริบเสียยิ่งกว่าใบมีด มันกรีดลึกลงไปในแผลเก่าที่เขาเป็นคนสร้างขึ้นมาเองกับมือ "ตอนนั้น... ผมตาบอด..." ธันวาเค้นเสียงพูดออกมาอย่างยากลำบาก ลมหายใจของเขาสั่นไหว ดวงตาคมก้มมองแผ่นหลังบางที่ตั้งตรงอย่างไม่ยอมจำนน "ผมคิดว่าเงินทองและอำนาจสามารถซื้อได้ทุกอย่าง... ผมคิดว่าการที่คุณก้มหัวให้ผม แปลว่าคุณไม่มีวันไปไหนได้พ้น... จนกระทั่งวันที่คุณหายไปพร้อมกับภาพวาดพวกนั้น ริน... วันที่เตียงนอนของเราเหลือเพียงความหนาวเหน็บ ผมถึงได้รู้ว่าผมได้ทำลายสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตทิ้งไป" รินรดายกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่เคลือบด้วยความสมเพชเวทนาจนธันวาแทบอยากจะทรุดลงไปกองกับพื้น เธ่อย่างสามขุมหันกลับมาเผชิญหน้ากับอดีตสามี ดวงตากลมโตคู่สวยที่เคยหม่นหมอง บัดนี้กลับเปล่งประกายด้วยอำนาจและหยาดหยดแห่งการแก้แค้นที่ถูกเก็บกดไว้มานานแรมปี "น่าสมเพชจังนะคะ..." รินรดาก้าวเข้าไปใกล้ จนกระทั่งกลิ่นน้ำหอมคุ้นเคยปะปนกับกลิ่นบุหรี่จางๆ ของเขาลอยเข้าจมูก "คุณเพิ่งมาสำนึกได้ในวันที่ทุกอย่างมันพังทลายลงไปหมดแล้ว ในวันที่ฉันตายจากความรู้สึกเดิมๆ ไปแล้ว... ธันวา คุณคิดจริงๆ เหรอคะว่าน้ำตาปลอมๆ กับคำแก้ตัวน่าสมเพชพวกนี้ จะสามารถลบเลือกรอยแผลเป็นที่ฝังรากลึกอยู่ในเนื้อตัวของฉันได้?" เธอเอื้อมมือไปแตะที่ปกเสื้อสูทของเขาอย่างแผ่วเบา ทว่าปลายนิ้วนั้นกลับเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง "จำคืนนั้นได้ไหมคะ? คืนที่ฝนตกหนักมาก... ฉันยืนตากฝนอยู่หน้าประตูห้องนี้ ร้องขอความเห็นใจจากคุณ ขอร้องให้คุณฟังคำอธิบายเรื่องเด็กคนนั้น... แต่คุณทำอะไร? คุณผลักฉันล้มลงกับพื้นอย่างไร้เยื่อใย แล้วเดินหนีไปอย่างไร้หัวใจ" ภาพเหตุการณ์ในคืนนั้นผุดขึ้นมาในหัวของธันวา ราวกับฟ้าผ่าลงกลางใจ ร่างกายของเขาสั่นสะท้าน เขาก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว น้ำตาหยดหนึ่งรินไหลลงมาจากหางตาของชายผู้ที่ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร "ริน... ผมขอร้อง... ให้โอกาสผมได้ไถ่บาป..." ธันวาเอ่ยเสียงสั่นเครือ มือหนาเอื้อมหมายจะคว้ามือเธอมากุมไว้ แต่รินรดากลับชักมือหลบอย่างรวดเร็ว ราวกับรังเกียจที่จะให้ผิวเนื้อของตนต้องมลทินจากการสัมผัสของเขา "อย่ามาแตะต้องตัวฉัน!" เสียงหวานตวาดก้องด้วยความกรุ่นโกรธที่ระเบิดออกมาราวกับลาวาใต้พิภพ "ความอดทนของคนเรามันมีขีดจำกัดค่ะธันวา และคุณ... ก็ได้ใช้โอกาสสุดท้ายของคุณหมดไปตั้งแต่ห้าปีที่แล้วแล้ว!" บรรยากาศในห้องเงียบงันลงทันที มีเพียงเสียงหอบหายใจด้วยความเจ็บปวดของธันวา และแววตาเด็ดเดี่ยวราวก้อนหินผาของรินรดา ความทรงจำสีเลือดที่ถูกกดทับไว้ บัดนี้ถูกขุดคุ้ยขึ้นมาประจันหน้ากันอย่างเต็มรูปแบบ และไม่มีใครยอมถอยให้กันอีกต่อไป ทว่า... ในวินาทีที่สงครามประสาทกำลังดำเนินไปถึงจุดเดือด เสียงฝีเท้าเล็กๆ ของเด็กน้อยคนหนึ่งก็ดังแว่วมาจากทางเดินด้านนอก ทำลายความเงียบงันทั้งหมดลง "คุณแม่คะ... น้าภัทรบอกว่าขนมเค้กที่สั่งมาส่งแล้วค่ะ ให้หนูมาตามไปทานข้างล่าง..." เสียงใสแจ๋วของเด็กหญิงวัยสี่ขวบดังขึ้นพร้อมกับร่างเล็กป้อมที่ผลักประตูห้องทำงานเก่าเข้ามาอย่างถือวิสาสะ ดวงตากลมโตสีนิลถอดแบบมาจากรินรดาราวกับพิมพ์เดียวกัน ทว่าโครงหน้า คิ้ว และสันจมูกโด่งรั้น กลับสะท้อนเงาของใครอีกคนอย่างเด่นชัด... ธันวาแข็งค้างราวกับถูกสาปให้เป็นหิน ลมหายใจของเขาขาดห้วงไปในทันที ดวงตาคมเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงเมื่อสบเข้ากับใบหน้าของเด็กน้อยที่ยืนอยู่ตรงหน้า ภาพความจริงอันโหดร้ายและซับซ้อนที่ถูกซ่อนเร้นมาตลอดห้าปี กระแทกเข้าใส่โสตประสาทของเขาอย่างรุนแรงจนโลกทั้งใบแทบพังทลายลงในเสี้ยววินาที หวังว่าคุณรี้ดจะชื่นชอบและดื่มด่ำไปกับความเจ็บปวดครั้งนี้นะคะ... แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ "กระจกเงาต้องสาป"
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ภัณฑารักษ์ไร้เงากับภาพวาดที่กรีดร้อง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%