ความเงียบในคฤหาสน์หลังใหญ่โตโอ่อ่านี้ไม่ได้ให้ความรู้สึกสงบสุขแม้แต่น้อยค่ะ มันคือความเงียบงันชนิดที่หนาแน่น หนักหน่วง และพร้อมจะบดขยี้กระดูกสันหลังของคนที่เคยเย่อหยิ่งที่สุดให้แหลكสลายคามือ ธันวากำลังเรียนรู้บทเรียนนั้น—บทเรียนราคาแพงที่จ่ายด้วยลมหายใจแห่งความสำนึกผิด ซึ่งมันช่างไร้ค่าเหลือเกินในสายตาของหญิงสาวผู้เคยถูกเขาเหยียบย่ามจนจมดิน
บนโต๊ะไม้มะฮอกกานีตัวยาว เอกสารสีครีมที่ถูกพับครึ่งวางนิ่งสนิทราวกับใบประกาศิตแห่งความตาย ความลับที่เขาโหยหา ดิ้นรน และแลกมาด้วยทุกสิ่งทุกอย่างตลอดสามปีเต็ม บัดนี้มันวางอยู่ตรงหน้าแล้วค่ะ... แต่น่าขันสิ้นดี ที่ความจริงข้อนั้นกลับคมกริบเสียจนบาดลึกเข้ามาในขั้วหัวใจของคนที่พยายามไขว่คว้ามันมาตลอดชีวิต
ธันวากลืนก้อนสะอื้นที่จุกแน่นอยู่ในลำคอลงไปอย่างยากลำบาก มือหนาที่เคยใช้เซ็นเช็คเงินสดมูลค่ามหาศาลด้วยความมั่นใจ บัดนี้กลับสั่นเทาจนแทบควบคุมไม่ได้ ปลายนิ้วที่เย็นเฉียบเอื้อมไปแตะขอบกระดาษแผ่นนั้น ราวกับกลัวว่ามันจะเป็นเพียงภาพลวงตาที่พร้อมจะสลายกลายเป็นควัน หากแต่สัมผัสหยาบกระด้างของเนื้อกระดาษกลับตอกย้ำความจริงที่ว่า... เขานั่นแหละคือผู้ทำลายมันด้วยมือของตัวเอง
“อ่านสิคะคุณธันวา…” เสียงหวานใสแต่เย็นเยียบจนน่าขนลุกดังขึ้นจากมุมมืดของห้อง รินรดาในชุดผ้าไหมสีดำสนิทก้าวออกมาจากเงาสลัว ท่วงท่าของเธองดงามราวกับนางพญาผู้ถือครองสิทธิ์ขาดเหนือชีวิตและความตาย แววตาสีดำสนิทคู่นั้นไม่มีร่องรอยของความรัก ความโกรธ หรือแม้แต่ความเกลียดชังหลงเหลืออยู่อีกต่อไปแล้ว มีเพียงความว่างเปล่า—ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับมนุษย์ที่กำลังดิ้นรนขอความเห็นใจ
“ริน…” เสียงของเขาแหบพร่าและสั่นเครือจนแทบจำไม่ได้ว่าเป็นเสียงของประธานกรรมการบริหารผู้ทรงอิทธิพล “คุณ… คุณใจร้ายกับผมเกินไปแล้วนะ”
รินรดาหัวנסเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความสุข แต่มันช่างไพเราะและบาดลึกในความรู้สึกของคนฟังจนแทบกระอักเลือด เธอย่างสามขุมเข้ามาใกล้ ชายกระโปรงผ้าไหมยาวลากพื้นส่งเสียงเสียดสีกับพรมเปอร์เซียเบาๆ ดั่งเสียงนาฬิกาทรายที่กำลังนับถอยหลังสู่จุดจบของความวิปลาส
“ใจร้ายเหรอคะ?” เธอย่อตัวลงเล็กน้อยเพื่อให้ใบหน้าเรียวได้ระดับเดียวกับเขา ดวงตากลมโตจ้องลึกเข้าไปในดวงตาแดงก่ำของอดีตสามี “คำนี้มันสงวนไว้สำหรับคนที่ยังมีความเป็นมนุษย์ไม่ใช่หรือคะคุณธันวา สามปีก่อน ตอนที่คุณผลักไสฉันออกจากบ้านหลังนี้อย่างไร้เยื่อใย ตอนที่คุณบอกว่าเด็กในท้องฉันเป็นแค่ก้อนเลือดไร้ค่าที่ขวางทางอนาคตของคุณ... ตอนนั้นคุณเคยคิดไหมคะว่าคำว่า ‘ใจร้าย’ มันสะกดอย่างไร”
ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่อีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันคือความเงียบที่เต็มไปด้วยแรงกดดันมหาศาล ธันวาอยากจะแก้ตัว อยากจะเอ่ยคำขอโทษนับล้านคำที่อัดอั้นอยู่ในอก แต่ลำคอมันตีบตัน ราวกับมีใครเอาก้อนกรวดมาอุดไว้ เมื่อสายตาของเขาเหลือบลงไปเห็นข้อความในเอกสารตรงหน้า หัวใจที่เต้นระส่ำก็แทบจะหยุดทำงาน
ในนั้น... บันทึกประวัติการรักษา บันทึกการสูญเสีย และหลักฐานชิ้นสำคัญที่ยืนยันว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาไม่ได้เป็นเพียงแค่สามีที่ไร้หัวใจ แต่เขาคือฆาตกรทางความรู้สึกที่ลงมือฆ่าลูกในไส้ของตัวเองด้วยความเย็นชา
“คุณอยากรู้ไม่ใช่เหรอคะว่าความเจ็บปวดที่แท้จริงมันเป็นยังไง” รินรดากระซิบแผ่วเบaข้างใบหูของเขา กลิ่นน้ำหอมกลิ่นกุหลาบป่าผสมกับความเย็นเยียบของเธอยิ่งทำให้ธันวารู้สึกเหมือนกำลังจมน้ำ “ฉันมอบมันให้คุณครบทุกกระบวนการแล้วนะคะ... เชิญเสพสุขกับมันให้เต็มที่เลยค่ะ คนเห็นแก่ตัว”
ธันวานั่งทรุดลงไปกับพื้นพรมอย่างไร้ศักดิ์ศรี น้ำตาแห่งความสำนึกผิดไหลรินอาบสองแก้มอย่างไม่อายใคร ความรู้สึกผิดบาปที่กัดกินวิญญาณมานานนับปี บัดนี้มันแปรสภาพเป็นกรงเล็บแหลมคมที่กำลังฉีกทึ้งอกข้างซ้ายของเขาให้ขาดวิ่น เขาเอื้อมมือไปควชายเสื้อของเธอไว้ราวกับคนใกล้ตายที่ไขว่คว้าหาท่อนไม้ลอยคอ
“ริน… ผมยอมแล้ว ผมยอมทุกอย่างแล้ว… จะให้ผมชดใช้ด้วยอะไร ผมก็ยอม ขอแค่… ขอแค่โอกาส…”
“โอกาส?” รินรดากระตุกยิ้มมุมปากอย่างเย้ยหยัน เธอสะบัดชายเสื้อออกจากการเกาะกุมของเขาอย่างไร้เยื่อใย ราวกับรังเกียจที่จะให้สัมผัสของเขามาแปดเปื้อน “ความตายของลูกฉันสามปีก่อน มันยังมีโอกาสฟื้นคืนกลับมาไหมคะคุณธันวา? ถ้าคุณตอบฉันได้ ฉันอาจจะพิจารณา ‘โอกาส’ ที่คุณร้องขอ… แต่ในเมื่อคุณทำไม่ได้ ก็จمنيจมอยู่กับความนรกในใจตรงนี้เถอะค่ะ”
เธอยืดตัวขึ้นเต็มความสูง หันหลังให้เขาอย่างไร้ความลังเล ทิ้งให้ธันวานั่งกอดเข่าร้องไห้อย่างหมดสภาพอยู่ท่ามกลางความมืดมิดของห้องสมุดโอ่อ่า ความเงียบงันกลับมาทำหน้าที่ของมันอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่ความเงียบธรรมดา มันคืออาวุธที่กำลังเชือดเฉือนลมหายใจของเขาให้หมดไปทีละนิด
ธันวาซบหน้าลงกับฝ่ามือ ไหล่หนาสั่นสะท้านด้วยแรงสะอื้น ภายในหัวมีแต่ภาพอดีตที่ย้อนกลับมาหลอนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนแทบเสียสติ เขาคิดว่านี่คือจุดตกต่ำที่สุดในชีวิตของเขาแล้ว... จนกระทั่งเสียงฝีเท้าเบาหวิวคู่หนึ่งดังขึ้นที่หน้าประตูห้อง
*ต๊อก… ต๊อก… ต๊อก…*
ไม่ใช่ฝีเท้าของผู้ใหญ่ แต่เป็นเสียงก้าวเดินของเด็กเล็กๆ ที่วิ่งเล่นอย่างรื่นรมย์ พร้อมกับเสียงหัวเราะคิกคักใสกระจ่างที่ดังแทรกเข้ามาในความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัว
ธันวาชะงักกุน หัวใจกระตุกวูบอย่างแรง เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นจากฝ่ามือที่เปื้อนคราบน้ำตา ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึงเมื่อประตูห้องสมุดไม่ได้ปิดสนิท มันถูกผลักเปิดออกน้อยๆ โดยฝ่ามือเล็กๆ ของเด็กหญิงวัยราวสามขวบคนหนึ่ง ในชุดกระโปรงสีขาวบริสุทธิ์ ดวงตากลมโตคู่นั้น... ถอดแบบมาจากรินรดาราวกับพิมพ์เดียวกัน แต่ดั้งจมูกและโครงหน้า... มันช่างละม้ายคล้ายคลึงกับตัวเขาในวัยเด็กเสียเหลือเกินจนแทบหยุดหายใจ!
“คุณแม่ขา… หนูหิวน้ำจังเลยค่ะ” เสียงใสแจ๋วเอ่ยขึ้น พร้อมกับเอียงคอด้วยความสงสัยเมื่อเห็นผู้ชายแปลกหน้านั่งร้องไห้อยู่บนพื้นพรม
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางดำดิ่งไปกับความวิปลาสครั้งนี้นะคะ
ภัณฑารักษ์ไร้เงากับภาพวาดที่กรีดร้อง•ตอนที่ 15
จังหวะของความวิปลาส
ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ภัณฑารักษ์ไร้เงากับภาพวาดที่กรีดร้อง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!