"ถ้าตึกนี้พังลงมามารabominationรอบนี้ ฉันจะเอาชื่อคุณไปปักหมุดประจานไว้หน้าไซต์งานฐานเป็นฆาตกรต่อเนื่องค่ะรุ่นพี่ธันวา!"
เสียงใสๆ ที่ตวัดหางเสียงอย่างเอาเรื่องดังขึ้นท่ามกลางฝุ่นปูนคละคลุ้ง กฤษฏ์ถอยกรูดออกมาสามก้าว ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นสายตาจ้องเขม็งไปยังรอยร้าวขนาดใหญ่ที่พาดผ่านผนังอิฐมอญโบราณอย่างน่ากลัว เนื้อปูนเก่าแก่ร่วงกวาดกราวลงมากองแทบเท้า เสียงลั่นเปรี๊ยะๆ ของโครงสร้างภายในทำเอาบรรยากาศในตึกเก่าอายุหลายสิบปีแห่งนี้ดิ่งลงติดลบในเสี้ยววินาที
จากเหตุการณ์ไฟไหม้กะทันหันเมื่อตอนที่แล้ว ความร้อนระอุที่แผดเผาได้ทิ้งร่องรอยมรณะเอาไว้ และนี่คือผลลัพธ์—วิกฤตผนังร้าวที่พร้อมจะพังครืนลงมาฝังพวกเขาทั้งเป็นได้ทุกเมื่อ
"เลิกบ่นแล้วหุบปากแล้วเดินมานี่สักทีเถอะน่า กฤษฏ์"
ธันวาเอ็ดเสียงต่ำ ใบหน้าหล่อเหลาคมคายบึ้งตึงยิ่งกว่าเดิม ดวงตาคมกริบกวาดมองรอยแตกร้าวด้วยสัญชาตญาณวิศวกรโครงสร้างที่ประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว เขาไม่ได้ก้าวหนีไปไหน ตรงกันข้าม... ร่างสูงใหญ่ในชุดช่างสีเข้มกลับก้าวสวนทางกับความอันตราย พุ่งตรงเข้ามาคว้าข้อแขนเรียวของสถาปนิกปากเก่งแล้วกระชากให้หลุดจากรัศมีของกำแพงที่กำลังจะทรุดตัวลงมาทันที
แรงกระชากนั้นกะทันหันเสียจนแผ่นหลังบางกระแทกเข้ากับอกแกร่งเต็มแรง กลิ่นเหงื่อผสมกลิ่นฝุ่นจางๆ และกลิ่นน้ำหอมผู้ชายสะอาดๆ ลอยปะทะจมูก กฤษฏ์ชะงักไปชั่วขณะ หัวใจเจ้ากรรมดันเต้นผิดจังหวะไปหนึ่งจังหวะด้วยความตกใจ... ไม่ใช่เพราะกลัวตึกถล่ม แต่เป็นเพราะระยะห่างระหว่างใบหน้าของพวกเขามันใกล้เกินไปจนลมหายใจอุ่นๆ รดรดปลายจมูกกันอยู่แล้ว
"ปล่อยเลยนะ! ฉันเดินเองได้ย่ะ ไม่ได้เป็นอัมพฤกษ์" กฤษฏ์รีบดันอกแกร่งออกทันที สองแก้มเนียนขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความเคืองปนเขินที่ไม่อาจควบคุม ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันอย่างนึกเจ็บใจที่ดันเสียฟอร์มให้คนปากร้ายอย่างธันวาอีกจนได้
"ถ้ามัวแต่ยืนอ้าปากพะงาบๆ สั่งเสียอยู่ตรงนั้น เมื่อกี้คงโดนอิฐหล่นใส่หัวสมองเสื่อมไปแล้วล่ะครับคุณสถาปนิก" ธันวาแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาดุๆ ฉายแววโล่งอกอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่เจ้าตัวจะทันรู้ตัว แต่ปากซึนๆ ก็ยังไม่วายหาเรื่องแขวะ "ปากเก่งให้ได้ตลอดรอดฝั่งเถอะน่า เวลาวิกฤตทีไร เห็นยืนแข็งเป็นหินทุกที"
"นี่คุณ! อยากกินตีนฉันรอบสองหรือไงฮะ!" กฤษฏ์แยกเขี้ยวใส่ ทำท่าจะยกเท้าขึ้นมาประทับรอยคอมแบตลงบนรองเท้าเซฟتيของอีกฝ่ายจริงๆ สักที
"พอเลยทั้งคู่! เลิกจีบกันในยามวิกฤตสักทีเถอะค่ะแม่คุณ พิมพ์หัวใจจะวายตายอยู่แล้วนะ!"
เสียงห้าวปนตื่นตระหนกของพิมพ์ชนก เจ้าของโปรเจกต์สาวเปรี้ยวที่วิ่งกระหืดกระหอบถือแปลนเข้ามาในตึก ขัดจังหวะสงครามประสาทของสองหนุ่มพอดี เธอยกมือขึ้นทาบอก หน้าตาซีดเผือดเมื่อมองรอยร้าวบนผนัง "ตกลงมันยังไงคะเนี่ยคุณวิศวกร ตึกฉันจะพังลงมาฝังพวกเราจริงๆ เหรอ? แล้วแบบนี้กำหนดส่งมอบงานเดือนหน้าจะไม่เลทแย่เหรอคะ!"
ธันวาละสายตาจากใบหน้ายุ่งเหยิงของกฤษฏ์ หันไปตีสีหน้านิ่งขรึมราดน้ำเย็นใส่ความตื่นตระหนกของลูกค้าทันที "ไม่พังถ้าไม่ซุ่มซ่ามไปเตะมันเข้าอีกรอบครับคุณพิมพ์ แต่โครงสร้างรับน้ำหนักโซนนี้เสียหายจากความร้อนสะสมเมื่อกี้จริง เราต้องค้ำยันชั่วคราว (Temporary Shoring) ด่วนที่สุดก่อนที่ผนังจะรับแรงเฉือนไม่ไหวและทรุดตัวลงมาทั้งแถบ"
"แล้วเราต้องทำยังไงบ้างคะ?" กฤษฏ์ลืมเรื่องทะเลาะเมื่อครู่ชั่วขณะ สัญชาตญาณนักออกแบบและคนคุมงานกลับมาพุ่งพล่าน ดวงตากลมโตฉายแววจริงจังขึ้นมาทันทีเมื่อพูดถึงเรื่องงาน "เหล็กค้ำยันเราเหลืออยู่ในโกดังไซต์งานอีกกี่ต้นนะ? แทนคุณมันเอาไปเคลียร์โซนหลังหมดหรือยัง?"
"หมดสิครับคุณเพื่อนรัก!" เสียงตะโกนก้องพร้อมร่างสูงโปร่งของแทนคุณที่วิ่งหน้าตั้งถือวิทยุสื่อสารเข้ามาสมทบพอดี "กูเช็คสต็อกแล้ว เหล็กค้ำยันไฮดรอลิกเหลือพอดีห้าต้น แต่ปัญหาคือ... พื้นตรงนี้มันยุบตัวลงนิดหน่อย ถ้าตั้งเหล็กไม่ดี มีหวังได้พังครืนลงมาทับกันหมดจริงๆ แน่!"
บรรยากาศในห้องโถงเก่าแก่กลับมาตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหวีดหวิวที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างแตกๆ เข้ามา เสียงฝนเริ่มปรอยเมฆครึ้มด้านนอกเป็นสัญญาณเตือนว่าพายุลูกใหญ่กำลังจะเคลื่อนตัวเข้ามาสมทบ ความกดดันพุ่งสูงขึ้นจนแทบหายใจไม่ออก
กฤษฏ์กัดริมฝีปากล่างเบาๆ อย่างใช้ความคิด สายตากวาดมองมุมองศาของรอยร้าวและแนวคานไม้เก่าที่รองรับเพดานอยู่ "ถ้าคำนวณจากแรงกระจายน้ำหนัก... เราต้องวางเหล็กค้ำยันเฉียงทำมุมสี่สิบห้าองศากับแนวคานรับแรงเฉือนตรงนั้น ไม่ใช่ตั้งตรงๆ แบบที่แกคิดนะแทน"
"เห้ย มึงแน่ใจเหรอวะกฤต? นั่นมันคานไม้อายุสามสิบปีนะเว้ย ถ้าคำนวณพลาดนิดเดียว น้ำหนักกดลงมาจุดเดียว มีหวังพังทลายเป็นโดินอมิโน่แน่" แทนคุณขมวดคิ้วมุ่นอย่างกังวล
"ฉันมั่นใจ" กฤษฏ์เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตาคมกริบฉายแววมั่นอกมั่นใจในศักยภาพของตัวเอง "หลักการกระจายแรงแบบนี้ฉันเรียนมา ไม่ได้เอาหัวแม่เท้าคิดเหมือนแก"
"แต่ผมไม่เห็นด้วย"
เสียงทุ้มต่ำราบเรียบแต่เด็ดขาดดังแทรกขึ้นมาทันที ธันวาก้าวเข้ามาประชิดตัวกฤษฏ์อีกครั้ง ใบหน้าหล่อเหลาบึ้งตึง ดวงตาคมปลาบจ้องมองสถาปนิกตัวแสบอย่างตำหนิ "ถ้าทำมุมสี่สิบห้าองศาตามที่คุณว่า แรงเฉือนจะไปรวมตัวกันที่จุดอับสายตา ซึ่งโครงสร้างปูนตรงนั้นโดนไฟไหม้จนกรอบไปหมดแล้ว มันจะรับน้ำหนักจุดนั้นไม่ได้ คุณจะเอาชีวิตคนงานมาเสี่ยงกับทฤษฎีในตำราของคุณไม่ได้เด็ดขาด"
"นี่คุณธันวา! จะดูถูกความรู้ฉันมากเกินไปแล้วนะ!" กฤษฏ์หันขวับไปเอาเรื่อง ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความโกรธ "ฉันคำนวณมาดีแล้ว ถ้าไม่ทำแบบนี้ แรงลมจากพายุข้างนอกที่กำลังจะเข้าจะซัดผนังนี้พังลงมาก่อนที่เราจะค้ำยันเสร็จซะอีก!"
"แต่ในฐานะวิศวกรโครงสร้าง ผมไม่อนุญาตให้ใช้แผนนี้" ธันวากดเสียงต่ำ สายตาคมกริบมองสบตาคู่สวยอย่างไม่ยอมถอย "ความปลอดภัยต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง ไม่ใช่ความดื้อรั้นอยากเอาชนะของคุณ"
"ฉันไม่ได้ดื้อ! คุณต่างหากที่ซือมะลื่อ หัวโบราณ มองไม่เห็นภาพรวม!"
"พอเลยทั้งคู่! จะเถียงกันเอาโล่หรือไงคะ!" พิมพ์ชนกยกมือขึ้นกุมขมับด้วยความปวดหัว "นี่มันไม่ใช่เวลามางอนกันนะยะ! ตกลงจะเอายังไง พายุมาโน่นแล้ว!"
กฤษฏ์สะบัดหน้าหนีอย่างหัวเสีย สองมือเรียวกอดอกแน่น เม้มปากจนเป็นเส้นตรง ความอัดอั้นตันใจตีรวนขึ้นมาจนขอบตาร้อนผ่าวเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะเสียใจ แต่เพราะหงุดหงิดที่อีกฝ่ายเอาแต่ใช้อำนาจวิศวกรมาหักดิบโดยไม่ยอมรับฟังเหตุผลของเขาเลยสักนิด
ธันวามองท่าทางดื้อรั้นแต่น่าเอ็นดูระคนน่าตีนั้นด้วยแววตาที่อ่อนลงวูบหนึ่งอย่างรวดเร็ว—รวดเร็วเสียจนไม่มีใครทันสังเกตเห็น ปากหนาเม้มเข้าหากันก่อนที่เขาจะถอนหายใจยาวออกมาพรืดใหญ่
มือหนาเอื้อมออกไปคว้าข้อมือเล็กที่กอดอกอยู่นั้น ดึงเข้าหาตัวเบาๆ โดยไม่สนใจเสียงร้องประท้วงของอีกฝ่าย
"ทำอะไรของคุณเนี่ย ปล่อยนะ!" กฤษฏ์สะดุ้งสุดตัว พยายามยื้อข้อมือกลับแต่ถูกกุมไว้แน่นด้วยมือใหญ่ที่อบอุ่นและแข็งแกร่งเกินกว่าจะขัดขืน
"ถ้าไม่อยากให้ผนังนี่ทับพวกเราตายห่านกันหมด ก็หุบปากแล้วฟังผมพูดให้ดีๆ" ธันวาก้มหน้าลงกระซิบชิดริมหู เสียงทุ้มต่ำนั้นเจือความอ่อนโยนที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความดุ ดึงสติของกฤษฏ์ให้กลับมาจดจ่อที่สถานการณ์ตรงหน้าอีกครั้ง "ผมไม่ได้บอกว่าจะไม่ทำตามที่คุณคิด... แต่เราต้องผสมผสานกัน"
"ฮึ...?" กฤษฏ์ชะงัก ช้อนตาขึ้นมองเสี้ยวหน้าคมคายที่อยู่ใกล้แค่คืบ
"คุณคำนวณจุดกระจายแรงถูกแล้ว... แรงลมพายุจะตีเข้ามุมนั้นจริง แต่โครงสร้างปูนมันกรอบเกินกว่าจะรับน้ำหนักเดี่ยวๆ" ธันวาผายมืออีกข้างหยิบแท่งช็อกมาวาดแปลนโครงสร้างคร่าวๆ ลงบนผนังปูนที่ยังพอมีพื้นที่ว่างอย่างคล่องแคล่ว "เราจะใช้เหล็กค้ำยันของคุณทำมุมสี่สิบห้าองศาตามที่คุณต้องการ... แต่เราจะเพิ่มแผ่นเหล็กดามเสริมแรง (Steel Plate Reinforcement) เข้าไปรองรับน้ำหนักกระจายอีกชั้น เพื่อซัพพอร์ตจุดที่โดนไฟไหม้... แบบนี้ ปลอดภัยทั้งโครงสร้าง และแผนของคุณก็รอดด้วย พอใจหรือยังครับ คุณสถาปนิกปากเก่ง"
ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อมองแปลนที่อีกฝ่ายร่างขึ้นอย่างรวดเร็วและแม่นยำ มันคือการผสานความงามทางสถาปัตยกรรมและความปลอดภัยทางวิศวกรรมเข้าด้วยกันได้อย่างสมบูรณ์แบบอย่างไร้ที่ติ รอยโกรธขึงเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา ถูกแทนที่ด้วยความทึ่งและความรู้สึกบางอย่างที่อุ่นวาบขึ้นมาในอกอย่างประหลาด
ไอ้บ้านี่... ปากก็ร้ายแถมชอบขัดใจ แต่เวลาคับขันกลับพึ่งพาได้เกินร้อยเสมอ
"ก็... ถ้าคุณฉลาดได้แค่นี้แต่แรก ฉันก็ไม่ต้องเปลืองน้ำเสียงมาเถียงกับคุณหรอกค่ะ" กฤษฏ์เชิดหน้าขึ้นกลบเกลื่อนความใจเต้นแรงของตัวเอง เม้มปากพยายามซ่อนรอยยิ้มที่เกือบจะหลุดออกมา
"ปากดีไม่เลิกนะเรา" ธันวาแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบมองสำรวจใบหน้าเนียนที่ขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างลึกซึ้งขึ้นอีกนิด ปลายนิ้วโป้งใหญ่ที่ยังคงกุมข้อมือเล็กอยู่เผลอไล้เบาๆ บนผิวเนียนนุ่มโดยไม่รู้ตัว "ถ้างานนี้รอดไปได้ ผมจะถือว่าคุณติดหนี้ผมหนึ่งอย่างนะ... สถาปนิก"
"ห๊ะ? ติดหนี้อะไรของคุ—"
*เปรี๊ยะ! ครืนนน—!*
เสียงลั่นของเศษปูนก้อนใหญ่ร่วงหล่นลงมาตัดบทสนทนาฉับพลัน แรงสั่นสะเทือนจากพายุภายนอกกระแทกเข้ากับตัวตึกเก่าอย่างจัง ฝุ่นตลบอบอวลไปทั่วบริเวณจนมองไม่เห็นทาง ธันวาไม่รอช้า สัญชาตญาณการปกป้องพุ่งพล่าน ร่างสูงพุ่งเข้าโอบกอดร่างบางของกฤษฏ์เข้าหาอกแกร่งทันที ใช้แผ่นหลังกว้างของตัวเองบังเศษปูนที่กำลังร่วงกราวลงมาราวกับหาม
ร่างทั้งสองแนบชิดติดกันจนแทบไม่เหลือช่องว่าง หัวใจของกฤษฏ์เต้นรัวระรัวยิ่งกว่าเสียงพายุข้างนอก อกแกร่งที่ซบอยู่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและกลิ่นอายเฉพาะตัวที่ทำให้ความกลัวทั้งปวงมลายหายไปสิ้น
ความเงียบงันชั่วขณะเข้าปกคลุม ท่ามกลางฝุ่นปูนที่ค่อยๆ จางลง ธันวาก้มหน้าลงช้าๆ จนหน้าผากชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดริมฝีปากกันและกัน ดวงตาคมกริบมองลึกเข้าไปในดวงตากลมโตที่สั่นระริกด้วยความตื่นตะลึง
"อยู่ิ่งๆ แบบนี้... สักพักก่อนสิครับ" เสียงทุ้มพร่ากระซิบแผ่วเบาข้างริมฝีปาก ชิดใกล้จนแทบจะแนบสนิทกันอยู่แล้ว
พุดดิ้งคาราเมลขอฝากตอนนี้ไว้ในใจรี้ดทุกคนด้วยนะคะ แล้วมาลุ้นกันต่อค่ะว่าท่ามกลางวิกฤตตึกถล่มครั้งนี้ หัวใจของสองหนุ่มจะเผลอสารภาพความรู้สึกอะไรออกมาอีกบ้าง!
สถาปนิกปากจัดกับรุ่นพี่วิศวะสายมึน•ตอนที่ 9
วิกฤตผนังร้าว
ผลงานโดย พุดดิ้งคาราเมล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พุดดิ้งคาราเมล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกปากจัดกับรุ่นพี่วิศวะสายมึน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!