เสียงกระแทกปิดประตูดังปังสนั่นห้องทำงานสถาปนิก ส่งผลให้กฤษฏ์ที่กำลังนอนซมอยู่บนโซฟาหนังแท้สะดุ้งสุดตัว นิ้วเรียวขยี้ขมับที่เต้นตุบๆ จากพิษไข้ ร่างกายร้อนรุมราวกับโดนสุมด้วยไฟกองย่อมๆ แต่สิ่งที่ร้อนยิ่งกว่าอุณหภูมิในร่างกายคือความหงุดหงิดที่พุ่งพล่านจนแทบจะระเบิดออกมาเป็นโกจุน
ให้ตายสิ... ยัยพิมพ์ชนกนะยัยพิมพ์ชนก! ดันเข้าใจผิดคิดว่าเขากับไอ้ตัวปัญหาหน้าตายกำลังทำเรื่องชวนเข้าใจผิดหลังประตูบานนั้น ทั้งที่ความเป็นจริงเขากำลังจะกระโดดบีบคออีกฝ่ายต่างหากที่บังอาจเข้ามาล้ำเส้นในพื้นที่ส่วนตัว!
"มองหน้าอะไร อยากโดนสถาปนิกปากจัดคนนี้ถีบตกโซฟาอีกรอบหรือไงคะคุณวิศวกร"
เสียงแหบพร่าแต่ยังคงไว้ซึ่งความเชือดเฉือนเอ่ยขึ้นพร้อมกับดวงตาเรียวรีที่พยายามปรือขึ้นมองผู้ชายตัวโตซึ่งยืนค้ำหัวอยู่ตรงหน้า ธันวาไม่ตอบโต้อะไรสักคำ ใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะตีสีหน้านิ่งสนิทราวกับหุ่นยนต์ไร้ความรู้สึกในเวลานี้กลับฉายแววคุกรุ่นบางอย่างที่อ่านยาก ดวงตาคมกริบกวาดมองสภาพอิดโรยของคนปากเก่งตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนที่มุมปากหยักจะได้รูปจะกระตุกขึ้นนิดๆ อย่างน่าหมั่นไส้
"ปากดีได้ขนาดนี้ ไข้คงขึ้นถึงสาม9องศาแล้วล่ะมั้งครับคุณสถาปนิก" ธันวาเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าแฝงความประชดประชันตามสไตล์ "นอนเป็นผักตบชวาอยู่ได้ ลุกขึ้นมานั่งดีๆ เดี๋ยวคนอื่นเขาจะหาว่าผมมารังแกคนป่วยคาออฟฟิศ"
"ถ้าสำนึกได้ว่าตัวเองกำลังทำตัวน่ารำคาญ ก็ไสหัวออกไปจากห้องฉันซะทีสิคะ!" กฤษฏ์เค้นเสียงลอดไรฟัน พยายามยันกายลุกขึ้นนั่งแต่ความวิงเวียนกลับเล่นงานจนโลกเอียงวับ ทว่าก่อนที่แผ่นหลังบางจะล้มพับลงไปกระแทกพนักโซฟาอีกรอบ มือหนาของวิศวกรหนุ่มก็คว้าหมับเข้าที่ต้นแขน รั้งร่างของเขาไว้ด้วยแรงที่มั่นคงเกินคาด
สัมผัสอุ่นจัดจากปลายนิ้วที่ทะลุผ่านเนื้อผ้าเชิ้ตทำเอากฤษฏ์ชะงักไปชั่วขณะ ดวงตากลมโตช้อนขึ้นสบกับนัยน์ตาคมที่ฉายแววความดุดันเจือความเป็นห่วงแบบเนียนๆ จนคนมองถึงกับทำตัวไม่ถูก รีบสะบัดแขนออกจากการเกาะกุมทันที
"ไม่ต้องมาแตะเนื้อต้องตัวฉัน ออกไปห่างๆ เลย ไอ้นิสัยชอบถือวิสาสะนี่มันแก้ไม่หายจริงๆ สินะ"
"ถ้าผมไม่จับไว้ คุณคงร่วงลงไปหัวฟาดพื้นสมองเสื่อมกลายเป็นภาระโลกไปแล้วครับ" ธันวาตอบกลับหน้าตาย ไร้ซึ่งความสำนึกผิดแม้แต่น้อย ร่างสูงใหญ่เดินหายลับไปทาง pantry มุมห้องพักผ่อน ทิ้งให้กฤษฏ์นั่งหายใจฟึดฟัดอยู่คนเดียวด้วยความขัดเคืองใจ
ผ่านไปไม่ถึงสิบนาที กลิ่นหอมกรุ่นแปลกๆ ก็ลอยแตะจมูก กฤษฏ์ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความฉงน เมื่อเห็นร่างสูงเดินกลับมาพร้อมถ้วยเซรามิกในมือ
"อะไรของคุณ..." สถาปนิกหนุ่มหรี่ตามองวัตถุในมืออีกฝ่ายอย่างระแวดระเวึง "คุณคงไม่ได้ใส่ยาพิษลงไปเพื่อกำจัดคู่กัดทางธุรกิจหรอกนะ"
"ถ้าผมอยากกำจัดคุณ ผมคงปล่อยให้คุณนอนเพ้อพิษไข้ตายคาโซฟาไปนานแล้ว ไม่มานั่งเคี่ยวอะไรพวกนี้ให้เสียเวลาหรอก" ธันวาว่าพลางวางถ้วยกระเบื้องลงบนโต๊ะกระจกตรงหน้า ควันสีขาวกรุ่นลอยขึ้นพร้อมกับกลิ่นหอมของขิงและข้าวเปื่อยๆ "โจ๊ก... กินซะ ก่อนที่ผมจะกรอกใส่ปากคุณด้วยวิธีที่ป่าเถื่อนกว่านี้"
กฤษฏ์มองถ้วยโจ๊กหน้าตาประหลาดในถ้วยอย่างไม่ไว้วางใจ เม็ดข้าวแตกตัวไม่ค่อยสม่ำเสมอแถมมีขิงซอยชิ้นมหึมาลอยอยู่บนหน้า ชัดเจนเลยว่าคนทำไม่เคยเข้าครัวจับตะหลิวหรือต้มข้าวซักครั้งในชีวิต แต่วิศวกรหนุ่มสายซึนคนนี้กลับยืนกอดอกตีสีหน้านิ่งสนิท รอคอยการพิสูจน์ฝีมือด้วยความมั่นใจเกินร้อยแบบน่าหมั่นไส้
"มองอะไร กินสิ หรือต้องให้ผมป้อน ถึงจะยอมอ้าปาก?"
"ประสาท! ใครจะไปกล้าให้คุณป้อนกันล่ะคะ!" กฤษฏ์สวนกลับทันควัน หน้าหวานขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความเขินอายที่ถูกอีกฝ่ายพูดจาชวนเลี่ยนใส่แบบหน้าตาย มือบางหยิบช้อนขึ้นมาตักโจ๊กส่งเข้าปากอย่างจำยอม
วินาทีแรกที่รสสัมผัสแตะลงบนลิ้น กฤษฏ์ถึงกับนิ่งค้างไป ข้าวเละเกินไปนิดแถมรสชาติยังจืดชืดจนแทบไม่มีรสชาติ มีเพียงรสเผ็ดร้อนของขิงที่โดดเด่นขึ้นมาตัดความเลี่ยน แต่แปลก... ท่ามกลางความประหลาดของรสชาติอาหารฝีมือมือใหม่ ความร้อนอุ่นที่ไหลผ่านลำคอลงสู่ท้องกลับช่วยบรรเทาอาการหนาวสั่นจากพิษไข้ได้อย่างไม่น่าเชื่อ ความอบอุ่นสายหนึ่งแผ่ซ่านลึกเข้าไปถึงกลางอก จนความรู้สึกต่อต้านที่มีเมื่อครู่มลายหายไปเกือบหมดสิ้น
ธันวายืนมองท่าทีเงียบงันของคนตรงหน้า ดวงตาคมกริบสังเกตปฏิกิริยาKüchenทุกกระเบียดนิ้ว เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยอมตักคำที่สองและสามตามมาติดๆ มุมปากหยักก็ยกยิ้มขึ้นบางเบาอย่างโล่งใจ โดยที่เจ้าตัวไม่รู้เลยว่ารอยยิ้มนั้นทรงพลังและทำลายเกราะป้องกันในใจของสถาปนิกปากจัดได้ราบคาบแค่ไหน
"รสชาติแย่ขนาดนั้นเลยรึไง ถึงได้เงียบไปเลย" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยแซะเบาๆ พลางทรุดกายลงนั่งลงบนโซฟาตัว and-side เคียงข้างกัน ระยะห่างที่ลดลงกะทันหันทำให้กลิ่นกายสะอาดผสมกับกลิ่นอายความอบอุ่นของผู้ชายข้างๆ เด่นชัดขึ้นมาจนกฤษฏ์ต้องรีบเบนสายตาหนี
"ก็... พอกินได้ค่ะ ไม่ได้แย่เท่าหน้าตาคนทำหรอก" กฤษฏ์แสร้งทำเป็นกระเง้ากระงอด ตักโจ๊กเข้าปากอีกคำเพื่อซ่อนรอยยิ้มที่เผลอหลุดออกมาบนใบหน้า "อย่าสำคัญตัวผิดนะคะ ว่าฉันจะซาบซึ้งจนน้ำตาไหล"
"ผมไม่ได้หวังคำซาบซึ้งอะไรจากคนปากแข็งหรอกครับ" ธันวาโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่ข้างแก้มใส นัยน์ตาสีเข้มคู่นั้นพราวระยับด้วยประกายความคลั่งรักที่เจ้าตัวพยายามปกปิดมาตลอด "แค่คุณยอมกินจนหมดถ้วย แล้วก็เลิกฝืนทำตัวเก่งในเวลาที่ป่วยปางตายแบบนี้... นั่นก็ถือว่าคุ้มค่าเหนื่อยที่ผมต้องมายืนง้องอนคุณแล้วล่ะครับ"
คำพูดที่หลุดออกมาอย่างไร้ความเขินอายทำเอากฤษฏ์สำลักโจ๊กในปากทันที "แค่กๆ! คุณพูดบ้าอะไรเนี่ย!"
วิศวกรหนุ่มหัวเราะในลำคอเบาๆ อย่างอารมณ์ดี มือหนายื่นทิชชูมาเช็ดมุมปากให้คนซุ่มซ่ามอย่างเบามือ สัมผัสอ่อนโยนที่ขัดกับบุคลิกปากร้ายโดยสิ้นเชิงทำให้หัวใจดวงน้อยเต้นรำผิดจังหวะ กฤษฏ์ตัวแข็งทื่อ ปลายหูร้อนผ่าวจนแทบจะระเบิดออกมาเป็นจุล บรรยากาศรอบตัวอบอวลไปด้วยความหวานล้ำที่น่าประหลาดใจ จนลืมความเจ็บป่วยไปเสียสนิท
ทว่า... ในจังหวะที่หัวใจกำลังเต้นระส่ำและเคมีระหว่างทั้งคู่กำลังพุ่งทะยานถึงขีดสุดนั้นเอง
*แอ๊ด...*
เสียงเปิดประตูห้องทำงานดังขึ้นแผ่วเบา พร้อมกับร่างสูงโปร่งของเพื่อนสนิทตัวแสบที่ก้าวเข้ามาอย่างไร้มารยาท
"ไอ้กฤต! เอกสารอนุมัติงวดหน้ามึงเซ็นยังวะ... อุ๊ย!" แทนคุณหยุดชะงักกึก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจเมื่อเห็นภาพบาดตาบาดใจตรงหน้า—เพื่อนสนิทปากจัดของเขากำลังนั่งตัวติดกับวิศวกรสายซึนหน้าตาย โดยมีถอดโจ๊กและบรรยากาศสีชมพูลอยฟุ้งอยู่รอบตัว
กฤษฏ์หน้าถอดสี รีบผลักอกแกร่งของธันวาออกห่างทันที ขณะที่วิศวกรหนุ่มหันขวับไปมองผู้มาใหม่ด้วยสายตาดุร้ายพร้อมจะฆ่าแกงได้ทุกวินาที
"มึง... เข้ามาทำไมไม่เคาะประตูก่อนวะไอ้แทนคุณ!"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะเวียนมาสัมผัสความอบอุ่นหัวใจในตอนนี้ด้วยกันนะคะ!
สถาปนิกปากจัดกับรุ่นพี่วิศวะสายมึน•ตอนที่ 20
โจ๊กถ้วยนั้นกับความอบอุ่นประหลาด
ผลงานโดย พุดดิ้งคาราเมล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พุดดิ้งคาราเมล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกปากจัดกับรุ่นพี่วิศวะสายมึน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!