"ถอยออกไปได้แล้วมั้งครับคุณวิศวกร... หรือว่ากอดจนติดใจโครงสร้างเหล็กแถวนี้ไปแล้ว?"
น้ำเสียงติดจะเย้าแหย่แต่เจือความกระดากอายจางๆ หลุดลอดริมฝีปากของกฤษฏ์ที่ยังคงถูกตรึงไว้กับผนังห้องประชุมเก่าคร่ำครึ กลิ่นน้ำหอมกลิ่นซีดาร์ผสมกลิ่นอายฝนจางๆ จากเสื้อสูทของคนที่ทาบทับอยู่เหนือร่างทำให้สถาปนิกหนุ่มต้องรีบกะพริบตาถี่ๆ เพื่อเรียกสติกลับมา มือเรียวเล็กยันแผงอกกว้างภายใต้เสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนไว้แน่น ขณะที่ดวงตากลมโตคู่สวยตวัดมองค้อนคนตัวโตกว่าที่ยังทำหน้ามึนตึ๊งไม่ยอมขยับเขยื้อน
ธันวาชะงักไปนิด คล้ายเพิ่งรู้ตัวว่าพวกเขากำลังอยู่ในท่าทางที่ล่อแหลมเกินกว่าเพื่อนร่วมงาน (หรือแม้แต่คู่กัด) จะทำกัน ดวงตาคมกริบไหววูบชั่วพริบตา ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความเรียบเฉยตามฟอร์มหนุ่มซึนประจำตึก วิศวกรหนุ่มยอมผถอยหลังเว้นระยะห่างออกไปสองก้าวอย่างเสียไม่ได้ แต่ไม่วายทิ้งคำพูดกวนประสาทไว้ตามระเบียบ
"เพ้อเจ้ออะไรของคุณกฤษฏ์ ใครเขาอยากกอดคุณ ผมแค่จะหยิบพิมพ์เขียวที่อยู่ข้างหลังต่างหาก... แล้วก็นะ หัดเดินระวังๆ หน่อย ไม่ใช่ซุ่มซ่ามจนเกือบหัวฟาดพื้นให้ผมต้องเป็นภาระคอยรับไว้อีก"
"โอ้โห! ปากคอเรานี่มันน่าเอาคานเหล็กฟาดสักทีจริงๆ นะครับคุณธันวา!" กฤษฏ์แยกเขี้ยวใส่ทันที ความประหม่าเมื่อครู่มลายหายไปกลายเป็นความหมั่นไส้ระดับสิบ มือบางหยิบแท็บเล็ตบนโต๊ะขึ้นมาถือไว้แน่นเพื่อกลบ
เกลื่อนความร้อนผ่าวที่เห่อขึ้นมาแถបใบหู "ผมเดินดูงานของผมอยู่ดีๆ คนที่พุ่งเข้ามาชนจนเกือบหงายหลังคือใครกันแน่ฮะ? แล้วนี่ดึกดื่นป่านนี้ ทำไมยังไม่ไสหัวกลับคอนโดไป? หรือติดใจบรรยากาศไซต์งานเก่าๆ จนอยากนอนเฝ้าตึกแทนยาม?"
ธันวาไม่ตอบทันที ร่างสูงโปร่งกอดอกมองสถาปนิกปากเก่งที่เริ่มยืนทรงตัวไม่ค่อยอยู่ ใบหน้าเนียนใสยามนี้ดูซีดเซียวลงกว่าปกติแถมยังมีร่องรอยความอิดโรยใต้ดวงตาชัดเจน แม้เจ้าตัวจะพยายามกลบเกลื่อนด้วยการเชิดหน้าเถียงฉอดๆ แต่คนมองที่สังเกตุกการณ์อยู่ตลอดย่อมรู้ดีว่าอีกฝ่ายฝืนสังขารตัวเองมากแค่ไหน
ตั้งแต่โปรเจกต์รีโนเวตตึกเก่านี้เริ่มต้นขึ้น กฤษฏ์ก็แทบไม่ได้นอนเต็มอิ่มมาสามวันติด ไหนจะต้องแก้แบบโครงสร้างที่ตีกันกับฝั่งวิศวกรรม ไหนจะต้องรับมือกับลูกค้าจอมเนียบอย่างพิมพ์ชนก สภาพร่างกายที่อัดอั้นด้วยความเครียดจึงเริ่มส่งสัญญาณเตือนภัย
"ผมจะกลับหรืออยู่ที่นี่มันก็เรื่องของผม..." ธันวาเอ่ยเสียงเรียบ แต่สายตากลับกวาดมองสำรวจริมฝีปากแห้งผากและเม็ดเหงื่อผุดพรายตามขมับของคนตรงหน้าอย่างพิจารณา "แต่สภาพคุณตอนนี้... ถ้าพรุ่งนี้ตึกนี้ถล่มลงมาเพราะสถาปนิกเป็นลมตายคาโต๊ะเขียนแบบ ผมคงต้องเสียเวลามานั่งอธิบายให้คุณพิมพ์ชนกฟังอีกยาว เพราะฉะนั้น เลิกงานแล้วก็กลับไปนอนซะ อย่ามาทำตัวเป็นภาระให้ผมต้องมาตามเช็ดตามเช็ดอยู่แถวนี้"
"ใครภาระไม่ทราบ! ผมเคลียร์แบบแปลนนี้เสร็จเมื่อไหร่ค่อยกลับ..." กฤษฏ์เถียงสวนกลับทันควัน พร้อมกับสะบัดหน้าหนีเพื่อเดินกลับไปที่โต๊ะทำงาน แต่ทว่า... พอก้าวขาไปได้เพียงก้าวเดียว โลกทั้งใบก็หมุนเคว้งคว้างอย่างกะทันหัน ภาพตรงหน้าพร่ามลายกลายเป็นสีเทาเข้ม ขาทั้งสองข้างอ่อนยวบราวกับไม่มีแรงจะรับน้ำหนัก
*แย่ล่ะ...*
นั่นคือความคิดสุดท้ายก่อนที่ร่างเพรียวบางจะเซถลาล้มพับลงไปกองกับพื้น แต่ยังดีที่วิศวกรหนุ่มสายตาดั่งเหยี่ยวพุ่งเข้ามาคว้าเอวบางเอาไว้ได้ทันท่วงที กฤษฏ์เซถลาเข้าไปซบลงกับแผงอกกว้าง ลมหายใจที่รดรินอยู่บริเวณต้นคอของธันวาร้อนผ่าวดั่งเตาไฟ
"คุณกฤษฏ์!" ธันวาอุทานลั่น ความเยือกเย็นทั้งหมดที่มีหลุดกระเจิงในเสี้ยววินาที ร่างสูงรีบช้อนตัวสถาปนิกจอมดื้อขึ้นมาอุ้มแนบอกทันทีโดยไม่รอให้เจ้าตัวได้ประท้วง "นี่คุณ... ดื้อตาใสจนเป็นเรื่องแล้วไหมล่ะ ตัวร้อนจี๋ขนาดนี้ยังจะปากเก่งอวดเก่งอยู่ได้!"
"ปล่อย... ผม... ผมเดินเองได้น่า..." กฤษฏ์พยายามขัดขืน ดันอกแกร่งเบาๆ ด้วยความอ่อนแรง ใบหน้าร้อนผ่าวไม่ใช่เพราะพิษไข้เพียงอย่างเดียว แต่เพราะความใกล้ชิดที่แนบ
ชิดจนเกินงามในยามที่เขากำลังอ่อนแอที่สุดต่างหาก "คุณธันวา ปล่อยผมลงเดี๋ยวนี้เลยนะ ผมไม่ได้เป็นอะไร..."
"หุบปากแล้วอยู่นิ่งๆ เถอะน่าคุณ!" ธันวาตวาดเสียงดุ แต่แววตากลับฉายแววร้อนรนอย่างปิดไม่มิด สัญชาตญาณความเป็นห่วงพุ่งทะยานจนเหนือการควบคุม วิศวกรหนุ่มอุ้มร่างโปร่งเดินดุ่มๆ ออกจากห้องประชุมตรงไปยังลานจอดรถทันที โดยไม่สนคำโวยวายหรือแรงทุบเบาๆ ที่อกของคนในอ้อมแขนเลยสักนิด
รถยนต์คันหรูพุ่งทะยานออกจากไซต์งานฝ่าความมืดของค่ำคืนในเวลาต่อมา ภายในห้องโดยสารเปิดแอร์เย็นฉ่ำ แต่กฤษฏ์กลับนอนขดตัวอยู่เบาะข้างคนขับด้วยอาการหนาวสั่น พิษไข้เล่นงานจนสถาปนิกหนุ่มหน้าแดงก่ำ ลมหายใจหอบกระชั้น มือเรียวพยายามดึงเสื้อแจ็กเก็ตมาห่อ
หุ้มร่างกายที่กำลังสั่นเทา
ธันวาเหลือบมองคนป่วยเป็นระยะ ริมฝีปากหยักเม้มเข้าหากันแน่นด้วยความหงุดหงิดปนกระวนกระวาย รถเลี้ยวเข้าจอดหน้าคลินิกแพทย์แผนปัจจุบันที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมงอย่างรวดเร็วชนิดที่เรียกว่าเหยียบมิดไมล์
"ถึงแล้ว ลงไหวไหม หรือจะให้ผมอุ้มลงไปอีกรอบ?" ธันวาเปิดประตูฝั่งคนนั่งแล้วโน้มตัวลงมาถาม เสียงดุๆ เจือความอ่อนโยนที่เจ้าตัวพยายามซ่อนไว้
"ผม... ผมเดินเองได้..." กฤษฏ์พยายามฝืนยันกายลุกขึ้น แต่พอขาแตะพื้น ถนนใต้ฝ่าเท้าก็ทำท่าจะโคลงเคลงอีกรอบ โชคดีที่มือหนาของธันวาคว้าหมับเข้าที่เอวสอบ ประคองร่างบางให้ซบลงกับไหล่กว้างของตนได้อย่างนุ่มนวล
"ดื้อไม่เข้าเรื่อง..." ธันวาบ่นพึมพำเบาๆ ขณะโอบประคองคนป่วยเดินเข้าไปในคลินิก กลิ่นกายสะอาดๆ ของวิศวกรหนุ่มที่โชยมาแตะจมูกท่ามกลางความมึนงงทำให้กฤษฏ์เผลอซบหน้าลงกับลาดไหล่นั้นโดยไม่รู้ตัว ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวอีกฝ่ายทำให้อาการหนาวสั่นบรรเทาลงอย่างน่าประหลาด
การตรวจรักษาผ่านไปอย่างรวดเร็วด้วยฝีมือของแพทย์เวรประจำคลินิกที่วินิจฉัยว่ากฤษฏ์พักผ่อนน้อยและทำงานหนักจนภูมิต้านทานต่ำ ประกอบกับโดนฝนละอองเมื่อตอนเย็นจึงทำให้ไข้ขึ้นสูง ตอนนี้สถาปนิกหนุ่มจึงนอนพักอยู่บนเตียงคนไข้ชั่วคราวเพื่อรอให้น้ำเกลือหมดขวด พร้อมกับแปะแผ่นลดไข้ไว้ที่หน้าผากมน
ธันวาก้าวเข้ามาในห้องพักฟื้นพร้อมกับถุงยาในมือ ร่างสูงดึงเก้าอี้มานั่งลงข้างเตียง มองคนป่วยที่ตอนนี้สงบปากสงบคำลงไปเยอะเพราะฤทธิ์ยา
"มองทำไมเล่า..." กฤษฏ์เอ่ยเสียงแหบแห้ง ดวงตากลมโตปรือปรอยมองค้อนคนตัวโตที่นั่งจ้องเขาไม่วางตา "จะกลับไปนอนห้องตัวเองก็ไปสิครับ มานั่งเฝ้าผมทำไม เดี๋ยวก็ติดไข้ผมหรอก"
"ปากดีไม่ส่างเลยนะคุณ" ธันวาถอนหายใจยาวเหยียด ยื่นมือไปปรับความเร็วของหยดน้ำเกลือให้พอดี ก่อนจะเอื้อมมือหนาไปแตะหน้าผากมนเพื่อเช็กอุณหภูมิ สัมผัสอุ่นจัดจากปลายนิ้วทำให้กฤษฏ์สะดุ้งเล็กน้อยแต่ไม่ได้หลบหนี "ไข้ยังไม่ลดลงเท่าไหร่หรอก... แทนที่จะมาไล่ผม กลับไปนอนพักแล้วเงียบปากซะดีๆ เถอะคุณกฤษฏ์"
กฤษฏ์เม้มริมฝีปาก มองใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะตีuนิ่งใส่เขาเสมอในเวลาทำงาน แต่ยามนี้กลับมีแววความห่วงใยฉายชัดอยู่ในดวงตาคู่นั้นอย่างปิดไม่มิด หัวใจดวงน้อยที่เต้นระรัวด้วยพิษไข้กลับยิ่งเต้นแรงขึ้นไปอีกด้วยเหตุผลอื่น... เหตุผลที่เขาไม่อยากยอมรับ
"ขอบคุณ... แล้วก็ขอโทษด้วยที่ทำให้เดือดร้อน" เสียงแหบพร่าเอמהเบาหวิว กฤษฏ์เบือนหน้าหนีไปทางอื่นเพื่อซ่อนความเขินอาย
ธันวานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ร่างสูงขยับตัวเข้าไปใกล้เตียงมากขึ้นจนไหล่แทบจะชิดกัน ก่อนที่มือหนาจะเอื้อมมาดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมให้ถึงอก แล้วโน้มใบเข้าไปกระซิบข้างใบหูด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มที่ทำเอาสถาปนิกหนุ่มถึงกับขนลุกซู่
"รู้ตัวว่าทำคนอื่นเดือดร้อน... งั้นพรุ่งนี้ตื่นมา เลิกทำตัวเป็นสถาปนิกหัวดื้อแล้วเชื่อมืองานกับผมดีๆ สักวันเถอะครับ..." วิศวกรหนุ่มเว้นจังหวะไปนิด ก่อนจะยกยิ้มมุมปากที่แฝงความเจ้าเล่ห์นิดๆ "...ไม่งั้นผมอาจจะใช้วิธีลงโทษคุณแบบที่ทำให้คุณไม่ได้ลุกไปไหนเลยทั้งวันแน่"
กฤษฏ์เบิกตากว้าง หันขวับกลับมาจะอ้าปากเถียง แต่ทว่า... ปลายจมูกของพวกเขากลับเฉียดกันไปเพียงนิดเดียวโดยไม่ได้ตั้งใจ ระยะห่างที่ใกล้ชิดจนเกินขอบเขตทำให้ลมหายใจของทั้งคู่ผสานเป็นหนึ่งเดียว ดวงตากลมโตสบประสานเข้ากับนัยน์ตาสีเข้มที่พราวระยับด้วยประกายบางอย่างที่ทำให้สถาปนิกหนุ่มลืมคำพูดทั้งหมดที่จะเถียงไปสิ้นเชิง
ห้องพักฟื้นเงียบสงัดลงทันตา เหลือเพียงเสียงหยดน้ำเกลือที่ดังติ๊ๆ และเสียงหัวใจของคนสองคนที่เต้นรัวแข่งกันท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความหวานล้ำเกินบรรยาย
และในจังหวะที่ธันวาโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้จนริมฝีปากหยักแทบจะแตะลงบนหน้าผากเนียนเพื่อจะกระซิบอะไรบางอย่าง...
**"ก๊อกๆ! ขอโทษนะคะคุณธันวา... พอดีฉันลืม...อุ๊ย!"**
ประวัติการสนทนาถูกตัดฉับลงทันทีเมื่อบานประตูห้องพักฟื้นถูกผลักเปิดออกอย่างไร้มารยาท พร้อมกับร่างเปรี้ยวเฉี่ยวของพิมพ์ชนกที่ก้าวพรวดพราดยกมือขึ้นปิดตาแทบไม่ทันเมื่อเห็นภาพบาดตาตรงหน้า!
"พ...พิมพ์!" กฤษฏ์หน้าแดงแจ๋จนลามไปถึงใบหู รีบดันตัวธันวาออกสุดแรง
ธันวาถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความหงุดหงิดระคนเสียดาย ดวงตาคมกริบตวัดมองแขกผู้มาใหม่ที่ส่งยิ้มแห้งๆ กลับมาด้วยแววตาพิฆาต
"เอ่อ... ฉันแค่นเอาเอกสารมาให้เซ็นเฉยๆ ค่ะ ไม่คิดว่า... อุ๊ยตาย ขอตัวไปรอข้างนอกก่อนนะคะ เชิญพวกคุณ... ตามสบายเลยค่ะ!" พิมพ์ชนกว่าจบก็รีบถอยหลังกรูดแล้วปิดประตูปังใหญ่อย่างรู้เวลาก่อนที่วิศวกรหนุ่มจะแยกเขี้ยวใส่เธอจริงๆ
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาฟินและอินไปกับความซึนของพี่ธันวานะคะ!
สถาปนิกปากจัดกับรุ่นพี่วิศวะสายมึน•ตอนที่ 19
ไข้หวัดกับความใส่ใจที่ไม่ยอมรับ
ผลงานโดย พุดดิ้งคาราเมล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พุดดิ้งคาราเมล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกปากจัดกับรุ่นพี่วิศวะสายมึน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!