“พิมพ์... จะยืนดูเป็นนางเอกมิวสิควิดีโออีกนานไหมคะ ถ้าจะดู ก็ช่วยหลบไฟฉายที่ส่องหน้าฉันหน่อย ตาจะบอดอยู่แล้ว!”
กฤษฏ์เอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน เสียงของเขาเรียบสนิทแต่แฝงไว้ด้วยความหงุดหงิดที่พุ่งสูงปรี๊ด สถาปนิกหนุ่มรีบผละออกจากอกกว้างของวิศวกรหนุ่มที่ยืนนิ่งเป็นเสาหินทันที แรงปะทะเมื่อครู่จากที่เขาเสียหลักสะดุดท่อเหล็กจนอีกฝ่ายต้องคว้าเอวไว้ ทำให้สถานการณ์มันดู ‘หมิ่นเหม่’ เกินความจำเป็นไปมาก
ธันวาไม่ได้พูดอะไร ใบหน้าคมคายภายใต้หมวกเซฟตี้ขยับเพียงเล็กน้อย เขาแค่นหัวเราะในลำคอพลางปัดฝุ่นออกจากเสื้อผ้าด้วยท่าทีนิ่งเฉย ทั้งที่ในใจกำลังเต้นจังหวะรัวแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก
“ขอโทษค่ะคุณกฤษฏ์... พอดีเห็นท่าทางพวกคุณตอนกอดกันมัน ‘เข้าจังหวะ’ จนพิมพ์ไม่กล้าขัด” พิมพ์ชนกหัวเราะร่า แสงไฟฉายในมือเธอยังคงกวาดไปมาอย่างซุกซน “ตึกเก่านี่มันมีดีอย่างเดียวจริงๆ นะคะ คือบรรยากาศมันพาไป... หรือว่าคนข้างๆ พากันไปเอง?”
“ถ้าว่างมากนัก ก็ไปเช็กแบบแปลนห้องใต้ดินโน่นค่ะคุณพิมพ์” กฤษฏ์ตอกกลับด้วยน้ำเสียงฉับไว ไม่แยแสท่าทีหยอกล้อนั้นแม้แต่น้อย ก่อนจะหันไปถลึงตาใส่คนที่ยืนเงียบอยู่ข้างๆ “ส่วนคุณ... จะยืนเป็นรูปปั้นประดับไซต์งานอีกนานไหมคะ? ถ้าง่วงก็นอนไปเลย ไม่ต้องมาทำตัวเป็นเบาะรองรับน้ำหนักฉัน”
ธันวาเลิกคิ้วมองคนปากดีที่หน้าแดงระเรื่อด้วยความโมโห (หรือเขินกันแน่) เขาไม่ได้โต้ตอบด้วยคำพูดหยาบคายเหมือนที่เคยทำบ่อยๆ แต่กลับก้าวเท้าเข้ามาใกล้กฤษฏ์อีกหนึ่งก้าว จนสถาปนิกหนุ่มต้องถอยกรูดไปชนกับเสาโครงสร้างที่หุ้มด้วยโฟมกันกระแทก
“ปากเก่งจังนะกฤษฏ์” น้ำเสียงทุ้มต่ำของธันวาเอ่ยขึ้น แผ่วเบาแต่ก้องกังวานในความรู้สึก “ตะกี้ยังเรียกชื่อผมเสียงหลงอยู่เลย พอมีคนเห็นหน่อยทำเป็นฟอร์มจัด... ผมไม่ได้เป็นเบาะให้คุณ แต่ผมเป็น ‘คน’ ที่เพิ่งช่วยชีวิตคุณจากการหัวฟาดพื้นต่างหากครับ”
“ช่วยแต่หวังผลน่ะสิ” กฤษฏ์แค่นยิ้มสู้ แม้หัวใจจะเต้นผิดจังหวะไปมาก “ขอบใจที่ช่วย แต่ช่วยรักษาระยะห่างด้วยค่ะ วิศวกรกับสถาปนิกควรคุยกันเรื่องงาน ไม่ใช่เรื่องแตะเนื้อต้องตัว”
พิมพ์ชนกมองคนสองคนที่ยืนต่อปากต่อคำกันด้วยสายตาเป็นประกาย ก่อนจะแสร้งทำเป็นรับโทรศัพท์แล้วเดินเลี่ยงออกไปทิ้งให้บรรยากาศรอบข้างกลับมาเงียบสนิทอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงลมที่พัดผ่านช่องหน้าต่างที่ยังไม่ได้ติดตั้งกระจก
ทว่าทันใดนั้น... เสียงร้อง ‘เมี๊ยว’ แหลมเล็กแสนโหยหวนก็ดังแทรกขึ้นมาจากซอกกองเศษไม้และเศษอิฐด้านหลังกองวัสดุ
กฤษฏ์ชะงัก สายตาที่เคยจ้องจะเอาเรื่องธันวาเปลี่ยนไปทันที เขารีบเดินไปยังกองวัสดุนั้นด้วยความร้อนรน “นั่นเสียงอะไรน่ะ? เหมือนลูกแมวเลย”
ธันวาถอนหายใจยาว ก่อนจะยอมเดินตามไปแต่โดยดี เขาหยิบไฟฉายในมือของพิมพ์ชนกที่ทิ้งไว้บนโต๊ะวางแผนขึ้นมาส่องไปที่ซอกมืดมิดนั้น ภาพที่ปรากฏคือลูกแมวตัวจ้อยสีเทาเข้ม ขนฟูยุ่งเหยิงกำลังติดอยู่ใต้คานเหล็กที่ล้มทับลงมา มันขู่ฟ่อด้วยความกลัว ตัวสั่นเทาอยู่กับพื้นปูนเย็นเฉียบ
“โธ่... เจ้าตัวเล็ก” กฤษฏ์ทำท่าจะเข้าไปหยิบ แต่ธันวากลับคว้าข้อมือเขาไว้แน่น
“อย่าเพิ่งเข้าไป รอยแยกตรงนั้นมันไม่มั่นคง ถ้าดึงคานเหล็กนั่นแรงๆ เพดานอาจจะทรุดลงมาทับคุณได้นะ” ธันวาเอ่ยด้วยน้ำเสียงดุดันแบบที่ใช้สั่งงานในไซต์งาน “ถอยไป”
กฤษฏ์ยอมถอยตามคำสั่งโดยดี เขาเห็นธันวาค่อยๆ คลานเข้าไปในช่องแคบๆ นั่นด้วยท่าทางที่ดูเชี่ยวชาญและระมัดระวังเป็นพิเศษ แววตาที่เคยเย็นชาของวิศวกรหนุ่มในตอนที่จ้องมองลูกแมวตัวนั้น มันช่างดู... อ่อนโยน อ่อนโยนจนกฤษฏ์รู้สึกเหมือนถูกหมัดฮุคเข้าที่กลางใจ
ธันวาไม่ได้ดึงเหล็กอย่างผลีผลาม เขากลับค่อยๆ ใช้เครื่องมือค่อยๆ งัดคานขึ้นช้าๆ มืออีกข้างที่สั่นเล็กน้อยเพราะต้องแบกรับน้ำหนักเหล็กไว้ กลับเอื้อมไปลูบหัวลูกแมวน้อยเบาๆ อย่างปลอบประโลม
“ไม่เป็นไรแล้วนะ... อยู่เฉยๆ นะเจ้าตัวแสบ”
คำพูดนั้นไม่ได้มีไว้บอกกฤษฏ์ แต่มันมีไว้บอกลูกแมวตัวนั้น กฤษฏ์ยืนมองภาพวิศวกรปากร้ายที่เขามักจะด่าทออยู่เสมอ กำลังนอนคว่ำหน้าอยู่กับฝุ่นดิน เพียงเพื่อช่วยชีวิตสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่ไม่มีค่าอะไรเลยในไซต์งานก่อสร้างมูลค่าหลายล้าน
ความรู้สึกบางอย่างในใจของกฤษฏ์เปลี่ยนไป... มันไม่ใช่ความเกลียดชัง ไม่ใช่ความหมั่นไส้ แต่มันเหมือนกำแพงหนาๆ ที่เขาสร้างไว้รอบตัวเริ่มมีรอยร้าว
เมื่อธันวาอุ้มลูกแมวออกมาได้สำเร็จ เขาก็ลุกขึ้นยืนแล้วปัดฝุ่นที่กางเกงออกอย่างเก้อเขิน เมื่อเห็นกฤษฏ์ยืนจ้องเขาเขม็งอยู่ ความซึนเดเระตามนิสัยก็กลับมาทันที
“มองอะไร? ไม่เคยเห็นคนทำบุญหรือไง?” ธันวาพูดเสียงแข็ง แต่หน้ากลับหันไปทางอื่นเพื่อหลบสายตา
กฤษฏ์หลุดหัวเราะออกมาเบาๆ “ก็แค่แปลกใจ... นึกว่าหัวใจคุณทำด้วยหินซะอีก ที่แท้ก็มีมุม ‘รักสัตว์’ กับเขาด้วยเหมือนกัน”
“อย่าเข้าใจผิด ผมแค่ไม่อยากให้มันตายในเขตรับผิดชอบของผม มันเสียเวลาทำความสะอาด” ธันวาพูดจาไม่ตรงกับใจเช่นเคย ก่อนจะยื่นลูกแมวตัวน้อยให้กับกฤษฏ์โดยไม่ยอมสบตา
มือของทั้งคู่แตะกันชั่วขณะ... ความอุ่นจากไอความร้อนในตัวของธันวาไหลผ่านไปยังปลายนิ้วของกฤษฏ์ ในจังหวะที่คนทั้งสองกำลังก้มลงมองลูกแมวในอ้อมแขน พิมพ์ชนกที่เดินกลับมาพอดีก็หยุดชะงักที่หน้าประตู
“ว้าว... ภาพสวยนะคะเนี่ย” พิมพ์ชนกเอ่ยยิ้มๆ พร้อมยกกล้องมือถือขึ้น “ถ้าภาพนี้หลุดไปถึงกลุ่มไลน์คนงาน รับรองว่าวิศวกรหน้ายักษ์กับสถาปนิกปากจัดได้เป็นขวัญใจคนทั้งไซต์แน่นอน”
“คุณพิมพ์!” ทั้งธันวาและกฤษฏ์ประสานเสียงกันด้วยความตกใจก่อนจะผละออกจากกันอย่างรวดเร็ว
ทว่า... ในจังหวะที่กฤษฏ์กำลังจะหันไปโวยวายใส่พิมพ์ชนกนั้นเอง แสงไฟจากรถยนต์คันหนึ่งที่เพิ่งขับเข้ามาจอดหน้าไซต์งานก็ส่องสว่างเข้ามาในโกดัง ร่างสูงของชายหนุ่มคนหนึ่งก้าวลงจากรถพร้อมกับถือเอกสารสำคัญในมือ เขาเดินตรงเข้ามาหาคนทั้งสามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“กฤต... พี่ว่าเราต้องคุยกันเรื่องสัญญาใหม่เดี๋ยวนี้”
กฤษฏ์หน้าซีดลงทันทีเมื่อเห็นบุคคลที่เพิ่งก้าวเข้ามา เพราะนั่นคือคนเดียวที่กฤษฏ์ไม่อยากให้เห็นเขาในสภาพนี้มากที่สุด... และเป็นคนที่ธันวาเองก็ดูจะ ‘ไม่ถูกชะตา’ อย่างแรง
พุดดิ้งคาราเมลหวังว่าตอนที่ 5 จะถูกใจรี้ดทุกคนนะคะ แล้วมาลุ้นกันต่อค่ะว่าคนมาใหม่คือใคร!
สถาปนิกปากจัดกับรุ่นพี่วิศวะสายมึน•ตอนที่ 5
รอยยิ้มที่ไม่ได้ตั้งใจ
ผลงานโดย พุดดิ้งคาราเมล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พุดดิ้งคาราเมล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกปากจัดกับรุ่นพี่วิศวะสายมึน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!