"คุณมาทำไมที่นี่"
น้ำเสียงของธันวาเรียบกริบ ทว่าหนักแน่นจนกฤษฏ์ที่ยืนอยู่ข้างๆ ยังสัมผัสได้ถึงไอเย็นเยียบที่แผ่ออกมาจากตัวคนข้างกาย ร่างสูงของ 'พายุ' อดีตคนคุ้นเคยที่กฤษฏ์เองก็ไม่อยากจะจดจำนัก ยืนยิ้มค้างอยู่ตรงทางเข้าไซต์งาน ดวงตาเรียวรีคู่นั้นกวาดมองพื้นที่ก่อสร้างก่อนจะมาหยุดที่กฤษฏ์ด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก
"โปรเจกต์ใหญ่ขนาดนี้ จะให้ผมพลาดการมาเยี่ยมชมฝีมือคุณกฤษฏ์ได้ยังไงล่ะครับ" พายุเอ่ยพลางก้าวเท้าเข้ามาใกล้ แต่ยังไม่ทันที่รองเท้าหนังราคาแพงจะแตะพื้นซีเมนต์ ธันวาก็ก้าวขวางหน้าไว้ทันทีอย่างเป็นธรรมชาติ
"ไซต์งานเขตก่อสร้าง อันตรายสำหรับคนไม่ได้สวมหมวกเซฟตี้ ถ้าไม่มีธุระอะไรด่วน ก็เชิญกลับไปครับ" ธันวากล่าวตัดบท สันกรามของเขานูนเด่นจากการขบฟันแน่น มือหนาที่วางอยู่ข้างตัวกำเข้าหากันจนเส้นเลือดปูดโปน
กฤษฏ์มองท่าทีนั้นแล้วก็ได้แต่เบะปากมองบน ถึงแม้คนตัวสูงกว่าจะพยายามปั้นหน้านิ่งเหมือนหินผา แต่มือที่กำแน่นนั่นมันฟ้องชัดเจนว่ากำลังหวงก้าง... หรือหวงอะไรก็แล้วแต่ที่เขาไม่อยากจะเข้าข้างตัวเอง
"ธันวา นี่มันต้อนรับแขกแบบไหนกันเนี่ย" กฤษฏ์แสร้งพูดกลั้วหัวเราะ ทั้งที่ในใจเริ่มหงุดหงิดกับรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากวิศวกรหนุ่ม "คุณพายุเขาเป็นลูกค้าเก่าของบริษัท ถ้าเขาอยากจะดูโครงสร้างอาคาร ก็ให้เขาเดินดูไปสิครับ ผมไม่ถือ"
"ผมถือ" ธันวาตอบกลับทันควันโดยไม่หันมามองหน้ากฤษฏ์ด้วยซ้ำ
สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่พายุอย่างไม่ลดละ บรรยากาศรอบตัวเริ่มกดดันจนคนงานแถวนั้นต้องพากันเดินเลี่ยงไปทางอื่น กฤษฏ์ยืนกอดอก มองคนสองคนปะทะคารมผ่านสายตาก็รู้สึกขัดใจ
"คุณพายุครับ ขอโทษทีนะครับ พอดีวิศวกรผมเขาค่อนข้าง... จิตใจอ่อนไหวน่ะ" กฤษฏ์จงใจเน้นคำว่าจิตใจอ่อนไหวพร้อมส่งยิ้มยียวนไปให้คนข้างๆ ซึ่งนั่นทำให้ธันวาหันขวับมามองเขาด้วยสายตาดุๆ ทันที
"จิตใจอ่อนไหวเหรอครับกฤษฏ์" พายุแค่นหัวเราะในลำคอ สายตาเขายังคงจับจ้องไปที่กฤษฏ์เหมือนกำลังประเมินสินค้า "เห็นท่าทางหวงก้างแบบนี้ ผมนึกว่าเขากำลังกลัวผมแย่ง 'ของรัก' ไปมากกว่า"
คำว่า 'ของรัก' ทำเอาบรรยากาศในไซต์งานที่ร้อนระอุอยู่แล้วยิ่งเดือดพล่าน ธันวาขยับตัวก้าวประชิดพายุจนหน้าอกแทบชนกัน "ถ้าคิดว่ามีปัญญาแย่ง ก็ลองดู แต่ระวังตัวไว้หน่อยก็ดี เพราะถ้าทำอะไรที่มันล้ำเส้น ผมไม่รับประกันความปลอดภัยของคนบุกรุก"
"ใจเย็นๆ ธัน!" กฤษฏ์ร้องห้ามเมื่อเห็นธันวาทำท่าจะก้าวเข้าไปหาเรื่องจริงๆ
"ไปดูหน้างานฝั่งนู้นไปกฤษฏ์" ธันวาออกคำสั่งเสียงเข้มโดยไม่หันมามอง "ที่นี่เดี๋ยวฉันจัดการเอง อย่าให้ฉันต้องพูดซ้ำ"
"สั่งเก่งจริงนะคุณวิศวกร" กฤษฏ์สวนกลับทันทีโดยไม่เกรงกลัว แต่ก็ยอมเดินเลี่ยงออกมาห่างๆ เพราะรู้ดีว่าถ้าขืนอยู่ตรงนั้นต่อมีหวังได้เกิดเหตุทำร้ายร่างกายกลางไซต์งานแน่ๆ
หลังจากที่ธันวาใช้เวลาเกือบสิบนาทีในการไล่ตะเพิดแขกที่ไม่ได้รับเชิญออกไป เขาก็เดินกลับมาหากฤษฏ์ด้วยสีหน้าบึ้งตึงเหมือนคนอมทุกข์ กฤษฏ์แกล้งทำเป็นก้มดูพิมพ์เขียวในมือ ไม่ยอมสบตาคนที่เดินมาหยุดอยู่ข้างๆ
"หึงล่ะสิ" กฤษฏ์เอ่ยลอยๆ
"ไร้สาระ" ธันวาสวนกลับทันทีทันใด "ฉันแค่ไม่อยากให้คนนอกเข้ามาเพ่นพ่านให้เสียงาน เสียสมาธิ"
"อ้อเหรอคะ" กฤษฏ์ลากเสียงยาวพลางเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายด้วยสายตาจับผิด "แล้วไอ้ที่มองตามเขาจนลับตา แถมกำหมัดซะแน่นน่ะ เรียกว่ามีสมาธิเหรอคะคุณธันวา"
ธันวานิ่งไปครู่หนึ่ง เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างขัดใจ "ฉันแค่ไม่ชอบหน้ามัน กฤษฏ์... นายก็น่าจะรู้ว่าประวัติคนแบบนั้นมันเป็นยังไง"
"รู้ค่ะ แต่ฉันดูแลตัวเองได้ ไม่เห็นต้องทำตัวเป็นองครักษ์พิทักษ์สถาปนิกขนาดนี้เลย"
"ใครจะไปรู้" ธันวาขยับเข้ามาใกล้จนกฤษฏ์สัมผัสได้ถึงกลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ผสมกลิ่นปูนซีเมนต์จางๆ จากตัวเขา "นายมักจะมองโลกในแง่ดีเกินไปจนลืมไปว่าคนบางคนมันจ้องจะฮุบทุกอย่างที่นายมี"
กฤษฏ์ชะงักไปกับประโยคสุดท้าย น้ำเสียงของธันวาไม่ได้ราบเรียบเหมือนตอนแรก แต่มันมีความสั่นไหวเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ ความห่วงใยที่แสดงออกมาผ่านความปากร้ายทำให้กฤษฏ์รู้สึกใจเต้นแรงอย่างห้ามไม่อยู่
"ห่วงฉันเหรอ" กฤษฏ์ตัดสินใจถามออกไปตรงๆ
ธันวาเงียบไป เขาเบือนหน้าหนีไปทางโครงสร้างเหล็กที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า แต่ใบหูที่ขึ้นสีแดงระเรื่อนั้นมันฟ้องทุกอย่าง
"คิดเอาเองสิ" เขาตอบเสียงอ้อมแอ้ม
กฤษฏ์ยิ้มกว้างออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ความรู้สึกที่ถูกกดดันจากเรื่องของพายุเมื่อครู่มลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความรู้สึกอุ่นวาบที่กลางใจ
"บอกว่าไม่หึง แต่หน้าแดงขนาดนี้ ต่อให้เด็กอนุบาลมาเห็นก็ดูออกนะธันวา" กฤษฏ์เดินเข้าไปใกล้จนไหล่ชิดกัน "ถ้าไม่อยากให้คนอื่นมาวุ่นวาย ก็บอกมาตรงๆ สิคะว่าหวง"
ธันวาหันกลับมาสบตากับคนตรงหน้า แววตาที่เคยแข็งกร้าวบัดนี้กลับมีความอ่อนโยนและรุ่มร้อนซ่อนอยู่ มือหนายกขึ้นมาจัดปอยผมที่ตกลงมาปรกหน้าผากของกฤษฏ์อย่างแผ่วเบา สัมผัสนั้นทำเอากฤษฏ์ถึงกับลมหายใจสะดุด
"ฉันไม่จำเป็นต้องพูดในสิ่งที่การกระทำมันชัดเจนอยู่แล้ว..." ธันวาโน้มตัวลงมาจนลมหายใจอุ่นๆ รินรดอยู่บนผิวหน้ากฤษฏ์ "แต่ถ้าอยากให้พูดนักล่ะก็..."
ทว่าก่อนที่ธันวาจะได้เอ่ยอะไรต่อ เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง ทั้งสองรีบผละออกจากกันทันทีตามสัญชาตญาณ
"พี่ธันครับ! แย่แล้วครับ! เกิดเรื่องที่ชั้นสามแล้วครับ!" เสียงตะโกนของหัวหน้าคนงานทำเอาทั้งคู่ต้องหันไปมองพร้อมกัน
ธันวาขมวดคิ้วแน่น เขาสบตากฤษฏ์แวบหนึ่งก่อนจะพยักหน้าให้ "ไปดูที่เกิดเหตุก่อน เรื่องของเรา... เดี๋ยวค่อยคุยกันต่อ"
เขารีบวิ่งตรงไปยังจุดเกิดเหตุ กฤษฏ์มองตามหลังแผ่นหลังกว้างนั้นไปอย่างรวดเร็ว แต่แล้วเขาก็ต้องชะงักเมื่อเห็นบางอย่างที่ผิดปกติบนพื้นทางเดิน... เป็นซองเอกสารสีน้ำตาลที่ตกอยู่ ซึ่งไม่ใช่ของธันวาแน่นอน
กฤษฏ์ก้มลงหยิบมันขึ้นมา เปิดดูเพียงเสี้ยววินาที ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างด้วยความตกใจ ใบหน้าของเขาซีดเผือดลงทันทีเมื่อเห็นรูปถ่ายภายในซอง... รูปถ่ายที่เขากำลังยืนอยู่กับพายุเมื่อสัปดาห์ก่อนในมุมที่ดูเหมือนกำลังแนบชิดกันอย่างมีเงื่อนงำ!
นี่มันเรื่องอะไรกัน? ใครเป็นคนเอารูปนี้มาวางไว้ที่นี่... และพายุตั้งใจจะทำอะไรกันแน่!
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมลุ้นไปกับกฤษฏ์และธันวานะคะ พุดดิ้งคาราเมลขอส่งกำลังใจให้รี้ดทุกคนมีความสุขกับการอ่านค่ะ!
สถาปนิกปากจัดกับรุ่นพี่วิศวะสายมึน•ตอนที่ 17
คำประกาศิตของคนซึน
ผลงานโดย พุดดิ้งคาราเมล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พุดดิ้งคาราเมล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกปากจัดกับรุ่นพี่วิศวะสายมึน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!