“ถ้าเธอยังไม่หยุดทำหน้าแบบนั้น ฉันคงต้องฉีดยาระงับประสาทให้เธอเพิ่มอีกเข็มนะ ริน”
น้ำเสียงทุ้มต่ำของดร.อคินเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งขั้วโลก เขาไม่ได้พูดกับฉันผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ยังคงฉายภาพรอยยิ้มบิดเบี้ยวของ ‘ตัวฉัน’ อีกคน แต่เขาพูดกับฉันที่นั่งสั่นเทาอยู่บนเตียงคนไข้ในสถานบำบัดแห่งนี้ ความเงียบในห้องหลังจากคำพูดนั้นช่างหนักอึ้ง มันไม่ใช่ความเงียบที่ไร้เสียง แต่มันคือความเงียบที่ ‘กินคน’ มันค่อยๆ กัดกินสติสัมปชัญญะของฉันทีละน้อยจนแทบไม่เหลือชิ้นดี
ฉันไม่ตอบ แต่สายตาจับจ้องไปที่เงาของตัวเองบนพื้นห้อง แสงไฟฟลูออเรสเซนต์เหนือหัวกะพริบถี่ๆ เงาของฉันไม่ได้เคลื่อนไหวตามขยับตัวของฉันอีกต่อไป มันกำลังนั่งกอดเข่า ในขณะที่ฉันยืนเผชิญหน้ากับดร.อคินอยู่ตรงนี้
“คุณเห็นไหม ดร.อคิน” ฉันเค้นเสียงถาม มือที่กำแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อสั่นระริก “เงาของฉัน... มันไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของร่างกายฉันอีกต่อไปแล้ว”
ดร.อคินถอดแว่นออกเช็ดช้าๆ เขายิ้ม—รอยยิ้มที่ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนกำลังมองดูศพที่กำลังเน่าเปื่อย “มนุษย์เรามักจะกลัวสิ่งที่ตัวเองไม่เข้าใจ ริน เธอแค่กำลังป่วย... โลกคู่ขนานที่เธอเห็นในจอมันก็แค่ภาพหลอนจากการที่สมองเธอพยายามปรับตัวเข้ากับความจริงอีกชุดหนึ่งเท่านั้น”
“ความจริงเหรอคะ?” ฉันหัวเราะแห้งๆ “ถ้ามันเป็นแค่ความจริงในหัว ฉันคงไม่ต้องเห็นเงาของตัวเองเดินไปมาในเมืองที่ไม่มีผู้คนนั่นหรอก!”
ฉันตัดสินใจทำในสิ่งที่บ้าคลั่งที่สุด ฉันก้าวถอยหลังไปทางหน้าต่างของห้องพักคนไข้ที่ปิดตายด้วยลูกกรงเหล็ก ทว่าในวินาทีที่หลังของฉันสัมผัสกับกระจกหน้าต่าง สิ่งที่ควรจะเป็นแผ่นกระจกใสกลับกลายเป็นของเหลวหนืดคล้ายปรอท ฉันถอยหลังผ่านมันไปราวกับเดินผ่านม่านน้ำ—ไม่ใช่ผ่านหน้าต่าง แต่ผ่านเข้าไปในโลก ‘นั้น’ อีกครั้ง
บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนไปฉับพลัน ความเงียบที่นี่ต่างออกไป มันเป็นความเงียบชนิดที่ทำให้หูอื้อจนเจ็บปวด ฉันยืนอยู่กลางจัตุรัสกลางเมืองที่เคยรู้จัก มันเป็นกรุงเทพฯ ในเวอร์ชันที่ไร้ซึ่งลมหายใจ ตึกระฟ้ายังคงตั้งตระหง่าน แต่ไร้แสงไฟ ไร้เสียงรถรา ไม่มีแม้กระทั่งเสียงนกร้อง ทุกอย่างเป็นสีเทาหม่นเหมือนภาพถ่ายเก่าที่ถูกลืมทิ้งไว้ในตู้เก็บของที่ไม่มีใครเปิด
แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจฉันแทบหยุดเต้นไม่ใช่ความว่างเปล่า... แต่คือ ‘เงา’
บนทางเท้าที่กว้างขวาง มีร่างสีดำสนิทนับร้อยเดินสวนกันไปมา พวกมันไม่มีรูปร่างของมนุษย์ที่ชัดเจน เป็นเพียงกลุ่มก้อนควันสีดำที่ยืดหดได้ตามจังหวะการก้าวเดิน พวกมันเดินไปตามทาง สั่งอาหารในร้านที่ไม่มีอาหาร ยืนรอรถเมล์ที่ไม่มีวันมาถึง และที่น่าขนลุกที่สุดคือ... ทุกครั้งที่พวกมันเดินผ่านกัน มันจะหยุดชะงักและก้มลงมองพื้นดินราวกับกำลังสื่อสารกับเงาของกันและกัน
ฉันยืนนิ่งเหมือนรูปปั้น พยายามทำตัวให้กลมกลืนกับเสาไฟฟ้าที่ลอกร่อน
“เธอไม่ควรมาอยู่ที่นี่”
เสียงกระซิบดังขึ้นข้างหู ฉันสะดุ้งสุดตัวหันไปมอง—ไม่มีใครเลย นอกจากเงาของฉันที่ทอดยาวลงบนพื้นถนน แต่มันไม่ได้กอดเข่าเหมือนตอนแรกแล้ว มันกำลังยืนจ้องมองมาที่ฉัน ดวงตาของเงาเป็นรอยแยกสีขาวสว่างที่ดูไร้ก้นบึ้ง
“แกเป็นใคร?” ฉันถาม เสียงของฉันสั่นจนเกือบฟังไม่ได้ศัพท์
เงาตัวนั้นยืดตัวขึ้นจนสูงผิดปกติ มันไม่ได้ขยับปาก แต่เสียงนั้นดังสะท้อนอยู่ในหัวของฉันโดยตรง *“ฉันคือรินที่เธอพยายามทิ้งไว้ในกระจกไงล่ะ... รินที่เธอเกลียดจนไม่อยากยอมรับว่ามีตัวตนอยู่จริง”*
“ไม่... ฉันไม่ใช่คนขี้ขลาดแบบแก”
*“งั้นเหรอ?”* เงาหัวเราะ เสียงของมันเหมือนเสียงแก้วแตกที่ถูกบดขยี้ *“ถ้าไม่ใช่คนขี้ขลาด แล้วทำไมถึงต้องซ่อนตัวอยู่ในสถานบำบัดนั่น? ทำไมถึงต้องให้ดร.อคินลบความทรงจำที่น่ารังเกียจนั่นออกไป? เธอไม่ได้สูญเสียความทรงจำ ริน... เธอแค่ 'เลือก' ที่จะปิดมันไว้ในเงาของเธอเอง”*
ภาพเหตุการณ์ในวัยเด็กฉายชัดขึ้นมาในหัวเหมือนฟิล์มหนังที่ถูกฉายซ้ำ—ห้องใต้ดินที่มืดมิด เสียงกรีดร้องของใครบางคนที่ฉันลืมเลือนไปนานแสนนาน... ภาพที่ฉันกำลังยืนถือกระจกเงาบานหนึ่ง ในขณะที่ ‘เงา’ อีกร่างหนึ่งกำลังค่อยๆ หลุดออกมาจากแผ่นกระจกนั้นด้วยใบหน้าเดียวกับฉัน
ฉันทรุดลงกับพื้น สองมือปิดหูแน่น พยายามปฏิเสธเสียงของเงาที่ยังคงรุกราน “หยุด! หยุดพูดเดี๋ยวนี้!”
ทันใดนั้น เมืองที่เคยเงียบสงัดก็เริ่ม ‘เปลี่ยนไป’ เงาทุกร่างที่เคยเดินขวักไขว่หยุดกึก ทุกสายตา—หากพวกมันมีตา—หันมามองที่ฉันพร้อมกัน พวกมันเริ่มเคลื่อนที่เข้าหาฉันราวกับฝูงแมลงที่หิวโหย ความเงียบหายไป ถูกแทนที่ด้วยเสียงกระซิบกระซาบที่ดังขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นเสียงกรีดร้องที่บาดลึกถึงกระดูก
ฉันลุกขึ้นวิ่ง... วิ่งหนีไปตามถนนที่ไร้จุดหมาย ผ่านตึกที่ไม่มีคน ผ่านความตายที่ไม่มีวันสิ้นสุด จนกระทั่งฉันพบกับประตูบานหนึ่งที่วางตั้งอยู่กลางถนนอย่างผิดธรรมชาติ
มันเป็นประตูไม้เก่าๆ ที่บานพับขึ้นสนิม รอยแกะสลักบนนั้นเป็นรูปดวงตาที่ปิดสนิท ฉันไม่มีทางเลือกอื่น เงาเหล่านั้นใกล้เข้ามาทุกทีจนสัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาจากตัวพวกมัน
ฉันผลักประตูบานนั้นออกเต็มแรง!
ทว่าสิ่งที่อยู่หลังประตู ไม่ใช่ทางออกสู่ความปลอดภัย แต่เป็นห้องทำงานของดร.อคินในโลกความเป็นจริง... แต่สิ่งที่ทำให้ฉันแทบหยุดหายใจคือ ดร.อคินไม่ได้อยู่ในห้องคนเดียว
เขากำลังยืนอยู่ตรงหน้า ‘ริน’ อีกคน—รินที่ดูเหมือนฉันทุกประการ ทั้งเสื้อผ้า แว่นตา และท่าทาง... แต่เธอกำลังถือมีดผ่าตัดเล่มเล็ก จ่อไปที่ลำคอของตัวเอง ขณะที่ดร.อคินยิ้มกว้างและพูดกับร่างนั้นด้วยน้ำเสียงที่ฉันคุ้นเคยที่สุด
“เอาล่ะ... ทีนี้ ก็ถึงเวลาเปลี่ยนถ่ายวิญญาณของเราเสียทีนะ ริน... ทั้งสองคน”
เขารู้ตัวว่าฉันยืนอยู่ตรงนั้น ดร.อคินหันมามองฉันช้าๆ ดวงตาของเขาไม่มีสีดำเหลืออยู่เลย มันเป็นสีขาวโพลนเหมือนกับดวงตาของเงาในเมืองนั่นไม่มีผิดเพี้ยน!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามร่วมเดินทางเข้าสู่ความมืดมิดไปกับกระจกเงาต้องสาปนะคะ
เงาซ้อนมรณะ: กระจกที่ไม่มีวันสะท้อนตนเอง•ตอนที่ 11
ความเงียบที่กินคน
ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาซ้อนมรณะ: กระจกที่ไม่มีวันสะท้อนตนเอง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!