กลิ่นน้ำมันสนและสีอะคริลิกที่ยังไม่แห้งสนิทโชยเข้าปะทะจมูกทันทีที่รินก้าวผ่านประตูไม้บานนั้นเข้ามา นี่ไม่ใช่ห้องพักของเธอ ไม่ใช่สตูดิโอที่เธอเคยมา และที่แน่ๆ คือสถานที่แห่งนี้ไม่ควรจะมีอยู่จริงในผังอาคารของอพาร์ตเมนต์ที่เธออาศัยอยู่
"สีครามเข้ม... คุณเลือกสีนี้ได้น่ากลัวดีนะ"
เสียงทุ้มต่ำของอาคเนย์ดังขึ้นจากมุมมืดของห้อง รินชะงักฝีเท้า หัวใจเต้นรัวจนรู้สึกถึงชีพจรที่ขมับ เธอไม่ได้หันไปมองทันที แต่ดวงตาของเธอกลับถูกตรึงไว้กับผนังฝั่งตรงข้าม—ผนังที่เต็มไปด้วยภาพวาดขนาดใหญ่ยักษ์นับสิบชิ้น ทุกภาพเป็นรูปของเธอ... ริน ในอริยาบถที่เธอจำไม่ได้ว่าเคยทำ ในสถานที่ที่เธอไม่เคยไป
"ฉันไม่ได้เลือกสีนี้" รินตอบกลับ น้ำเสียงราบเรียบเย็นชาตามนิสัยที่เธอใช้เป็นเกราะกำบัง แม้ในใจจะสั่นคลอนดั่งแผ่นดินไหว "และที่สำคัญกว่านั้น ฉันไม่ได้อนุญาตให้คุณแอบถ่ายชีวิตฉันไปเป็นแบบวาด"
อาคเนย์ก้าวออกมาจากเงามืด ชายหนุ่มขยับแว่นสายตาขณะที่แสงจากหลอดไฟสลัวตกกระทบลงบนใบหน้าซีกหนึ่งที่ดูเคร่งเครียด "ชีวิต? ริน... คุณแน่ใจเหรอว่าสิ่งที่ยืนอยู่ตรงนี้คือชีวิตของ 'คุณ' จริงๆ"
รินไม่ตอบ เธอเดินเข้าไปใกล้ภาพวาดภาพหนึ่ง—ภาพที่เธอนั่งเหม่อลอยอยู่บนชิงช้าที่ดูเหมือนตั้งอยู่ในสวนลอยฟ้าเหนือเมฆ บนตักของเธอในภาพมีกระจกเงาบานเล็กที่สะท้อนให้เห็นใบหน้าของเธออีกคนหนึ่ง แต่กระจกบานนั้นในภาพไม่ได้สะท้อน 'ริน' ที่นั่งอยู่ แต่มันสะท้อน 'อาคเนย์' ที่กำลังก้มลงกระซิบอะไรบางอย่างข้างหูเธอ
"คุณเขียนภาพนี้ได้ยังไง" รินถาม เสียงของเธอเริ่มสั่นเครือ "กระจก... ในนี้มันไม่มีทางเป็นจริง คุณไม่เคยอยู่ที่นั่น และฉันก็ไม่เคยไปที่นั่น"
"ถ้าผมบอกว่าผมวาดจากสิ่งที่เห็นในกระจกเงาของคุณล่ะ" อาคเนย์เดินเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นไอความเย็นยะเยือกจากตัวเขา "คุณพยายามผลักไสความทรงจำในวัยเด็กทิ้งไป พยายามรักษาอาการทางจิตด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ แต่กระจกพวกนั้นไม่ได้โกหก ริน... มันแค่กำลังเปลี่ยนผ่าน"
รินกัดริมฝีปากแน่นจนได้กลิ่นคาวเลือด เธอพยายามจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของอาคเนย์เพื่อหาพิรุธ แต่สิ่งที่เธอเห็นกลับเป็นเพียงความเวิ้งว้างที่สะท้อนตัวเธอเองกลับมา เธอเห็นภาพตัวเองในแววตาเขา... ภาพที่เธอกำลังร้องไห้ แต่ในความเป็นจริง ใบหน้าของเธอตอนนี้กลับเย็นชาไร้อารมณ์
"มันเป็นเพียงแค่ภาพลวงตาที่เกิดจากกระแสประสาทผิดปกติ" เธอพยายามย้ำกับตัวเอง แม้ภาพในภาพวาดจะเริ่มขยับไหว ราวกับว่าตัวเธอในนั้นกำลังเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเธอ
"งั้นลองพิสูจน์ดูไหมล่ะ" อาคเนย์หยิบพู่กันจุ่มลงในถาดสีที่แดงฉานราวกับเลือดสด "ลองสัมผัสดูสิ ถ้ามันเป็นแค่ภาพลวงตา คุณก็น่าจะทะลุผ่านผืนผ้าใบไปได้เหมือนเดินผ่านม่านอากาศ... แต่ถ้าคุณสัมผัสได้ถึงความเย็น... นั่นหมายความว่าคุณได้ก้าวข้ามผ่านตัวเองไปแล้ว"
รินยื่นมือออกไปอย่างไม่ตั้งใจ ปลายนิ้วของเธอสั่นระริก เธอเกลียดความรู้สึกนี้ ความรู้สึกที่เธอกำลังสูญเสียการควบคุมต่อตัวตนของตัวเอง เมื่อปลายนิ้วสัมผัสลงบนผืนผ้าใบแทนที่จะเป็นความเรียบเนียนของเนื้อผ้า เธอกลับสัมผัสได้ถึงพื้นผิวที่เปียกชื้นและมีแรงสั่นสะเทือนบางอย่างประหนึ่งมีหัวใจเต้นอยู่หลังภาพวาดนั้น
ทันใดนั้น แสงไฟในห้องดับวูบลง เหลือเพียงความมืดมิดที่กดทับจนหายใจไม่ออก ในความเงียบงัน รินได้ยินเสียงกระซิบที่คุ้นเคยที่สุด... เสียงของตัวเอง
"ริน... ออกมาได้แล้ว ถึงเวลาเปลี่ยนตัวกันสักที"
เสียงนั้นไม่ได้มาจากอาคเนย์ แต่มันมาจากภาพวาดตรงหน้า รินพยายามถอยหลังหนีแต่กลับพบว่าแผ่นหลังของเธอไม่ได้ชนกับอากาศว่างเปล่า แต่มันกลับชนเข้ากับร่างของใครบางคนที่เย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง มือคู่หนึ่งที่สวมถุงมือหนังสีดำสนิทเอื้อมจากข้างหลังมาปิดตาของเธอไว้แน่น ก่อนจะกระซิบข้างใบหูที่สั่นเทาของเธอว่า
"อย่าลืมมองในกระจกให้ดีๆ นะคะ เพราะคนที่คุณเห็นตอนนี้... อาจจะไม่ใช่คุณอีกต่อไปแล้ว"
ทันทีที่มือคู่นั้นละออก รินลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เธอไม่ได้อยู่ในห้องวาดภาพนั้นแล้ว แต่เธอกำลังยืนอยู่หน้ากระจกเงาบานใหญ่ในห้องน้ำของอพาร์ตเมนต์ตัวเอง แต่ภาพที่สะท้อนในกระจกไม่ใช่ตัวเธอที่กำลังตื่นตระหนก... เงาในกระจกกำลังฉีกยิ้มกว้างจนเห็นถึงโคนฟัน พร้อมกับยกพู่กันที่เปื้อนสีแดงฉานขึ้นมาปาดลงบนเนื้อแก้วเป็นรูปเลข '๔๐' ซึ่งเป็นจำนวนตอนสุดท้ายของชีวิตเธอ
ขอบพระคุณที่ร่วมดำดิ่งสู่ปริศนาแห่งเงาที่บิดเบี้ยวไปกับกระจกเงาต้องสาปนะคะ
เงาซ้อนมรณะ: กระจกที่ไม่มีวันสะท้อนตนเอง•ตอนที่ 3
สีสันที่ไม่ได้เลือก
ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาซ้อนมรณะ: กระจกที่ไม่มีวันสะท้อนตนเอง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!