“ถ้าคุณกล้าพอที่จะขังฉันไว้ในนั้น ทำไมมือของคุณถึงยังสั่นอยู่ล่ะคะ ดร. อคิน?”
รินเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงันที่บีบคั้นราวกับอากาศในห้องกำลังจะแข็งตัว เธอไม่หลบสายตาที่พยายามจะรักษาความเยือกเย็นเอาไว้ภายใต้กรอบแว่นหนาของชายตรงหน้า มือที่ถือกรอบกระจกโบราณของเขากำลังสั่นไหวอย่างเห็นได้ชัด—ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะ ‘แรงดึงดูด’ บางอย่างที่กำลังพยายามฉีกกระชากตัวตนของเขาออกเป็นสองเสี่ยง
ดร. อคินแค่นยิ้ม มุมปากของเขากระตุกเล็กน้อยเหมือนคนกำลังพยายามควบคุมกลไกนาฬิกาที่ใกล้พัง “ผมไม่ได้สั่นเพราะกลัวริน แต่มันคือการตอบสนองของเซลล์... ร่างกายนี้กำลังปฏิเสธที่จะเป็นภาชนะให้ตัวตนอื่นที่กำลังจะข้ามผ่านเข้ามา คุณเองก็รู้สึกไม่ใช่หรือไง? กลิ่นของออกซิเจนที่เปลี่ยนไป เสียงกระซิบที่ไม่ได้มาจากลำคอใคร แต่มันดังอยู่ในโพรงจมูกคุณน่ะ”
รินนิ่งงัน เธอสัมผัสได้ถึงมันจริงๆ ราวกับมีน้ำเย็นเยียบไหลผ่านใต้ผิวหนัง ผนังห้องที่เคยเป็นสีครีมเรียบง่ายเริ่มบิดเบี้ยว ลวดลายวอลเปเปอร์ดูคล้ายกับเส้นเลือดที่กำลังเต้นตุบๆ ตามจังหวะหัวใจของเธอ ในกระจกเงาบานใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางห้อง ภาพสะท้อนของเธอมันไม่ได้ขยับไปพร้อมกับเธออีกต่อไป—เงาในนั้นกำลังก้าวเท้าขวา ในขณะที่ตัวจริงอย่างเธอกำลังหยุดนิ่ง
“ทฤษฎีของคุณ... มันเริ่มทำงานแล้วใช่ไหมคะ” รินถาม เสียงของเธอแหบพร่า “โลกที่สองกำลังกลืนกินโลกนี้... หรือว่าเราต่างหากที่กำลังละลายเข้าหากัน?”
ดร. อคินวางกระจกลงบนโต๊ะไม้โอ๊กเสียงดัง *ปัง* เขาเดินเข้ามาใกล้จนรินได้กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อผสมกับกลิ่นโลหะจางๆ จากกายเขา “ในทางทฤษฎี อะตอมไม่ได้มีตัวตนที่แน่นอน ริน ทุกอย่างคือความน่าจะเป็น และตอนนี้ ความน่าจะเป็นที่ว่า ‘คุณ’ จะเป็น ‘เขา’ หรือ ‘เขา’ จะเป็น ‘คุณ’ มันกำลังมีค่าเท่ากับหนึ่ง นั่นหมายความว่า ในไม่ช้า จะไม่มีใครในโลกนี้แยกออกว่าใครคือรินจากโลกต้นฉบับ หรือใครคือรินที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อแทนที่”
“คุณต้องการอมตะ” รินพูดแทรก สบตาเขาอย่างท้าทาย “คุณต้องการดึงตัวเองจากโลกที่ไม่มีวันดับสูญมาไว้ในร่างของตัวเองที่กำลังเสื่อมสลายใช่ไหมล่ะคะ?”
ดร. อคินหัวเราะเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความอบอุ่น “ช่างฉลาดสมกับที่ผมเลือกมาจริงๆ แต่คุณมองข้ามสิ่งสำคัญไปอย่างหนึ่ง... ในโลกกระจกนั่น ไม่มีที่ว่างสำหรับความทรงจำที่แตกสลายหรอกนะ ที่นั่นมีเพียงความสมบูรณ์แบบที่เย็นชา และถ้าคุณถูกผลักเข้าไป คุณจะเป็นเพียงแค่ภาพสะท้อนที่รอวันถูกลบเลือน”
ทันใดนั้น แสงไฟในห้องก็วูบดับลง แต่ความมืดที่เข้ามาแทนที่กลับไม่ใช่สีดำสนิท หากแต่เป็นสีเทาขุ่นมัวราวกับฝุ่นผงที่ฟุ้งกระจายในอากาศ เสียงแก้วแตกดังระงมไปทั่ว ทั้งที่ไม่มีอะไรตกลงมา สิ่งของในห้องเริ่มแปรสภาพ—หนังสือที่วางอยู่บนชั้นค่อยๆ กลายเป็นละอองทราย แล้วพุ่งเข้าหากระจกบานใหญ่ราวกับถูกกระแสลมดูดมหาศาลพัดพา
รินรู้สึกถึงแรงดึงที่หน้าอก เหมือนมีใครบางคนกำลังกระชากวิญญาณของเธอผ่านทางแผลเป็นในความทรงจำ เธอมองเห็นเงาของตัวเองในกระจกค่อยๆ ก้าวทะลุพื้นผิวกระจกออกมา มือเรียวยาวของมันเอื้อมมาแตะใบหน้าของเธอ สัมผัสนั้นเย็นจัดจนรินสั่นสะท้าน เธอเห็นรอยยิ้มของอีกฝ่าย—รอยยิ้มที่เหมือนเธอทุกประการ แต่แฝงไปด้วยความเวทนา
“ริน... วิ่งไปที่ประตู!” ดร. อคินตะโกน แต่เสียงของเขากลับฟังดูเหมือนมาจากก้นบึ้งของมหาสมุทร
“วิ่งไปไหนล่ะคะ!” รินตวาดกลับขณะพยายามยื้อยุดกับเงาของตัวเอง “ในเมื่อประตูทุกบานตอนนี้มันกลายเป็นกระจกไปหมดแล้ว!”
เธอมองเห็นเงาสะท้อนของตัวเองนับสิบ ร่างโคลนเหล่านั้นผุดขึ้นมาจากทุกพื้นผิวที่สะท้อนแสง ไม่ว่าจะเป็นกรอบรูป หน้าต่าง หรือแม้แต่เงาบนพื้น ทุกคนต่างจ้องมองมาที่เธอด้วยสายตาที่หิวโหย ความทรงจำวัยเด็กที่เคยเลือนหายเริ่มไหลบ่าเข้ามาในหัวเหมือนเขื่อนแตก เธอจำได้แล้ว... ความลับที่ไม่ใช่ของดร. อคิน แต่มันคือของตัวเธอเอง
รินหันไปหาชายผู้กุมความลับทั้งหมดด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ไม่มีความหวาดกลัวเหลืออยู่อีก มีเพียงความเยือกเย็นที่น่าสะพรึงกลัวกว่า “ดร. อคินคะ... คุณเข้าใจผิดมาตลอดเลยว่าใครคือคนที่ถูกขัง”
เธอยกมือขึ้นสัมผัสกระจกบานใหญ่ที่ตอนนี้กลายเป็นรอยแยกของมิติ “ฉันไม่ได้ถูกขังเพราะเงื่อนไขของคุณ แต่ฉันต่างหากที่เป็นคนสร้างกระจกเงาทุกบานในโลกนี้ขึ้นมาเพื่อกักขัง ‘คุณ’ เอาไว้ต่างหาก... และตอนนี้ ถึงเวลาที่กรงขังจะปิดตายจริงๆ แล้ว”
รินกดฝ่ามือลงบนกระจกอย่างแรง จนพื้นผิวนั้นแตกร้าวออกเป็นเสี่ยงๆ แต่แทนที่จะเป็นเศษแก้วที่ร่วงหล่น มันกลับกลายเป็นเงาสีดำสนิทที่โอบรัดร่างของดร. อคินจนจมหายเข้าไปในบานกระจก
“ไม่! ริน! คุณทำอะไร!” เสียงของดร. อคินดังขึ้นก่อนจะถูกกลืนหายไป พร้อมกับการที่ร่างของเขากลายเป็นภาพวาดสีน้ำมันที่ซีดจางติดอยู่ในกรอบกระจก
ความเงียบกลับคืนมาอีกครั้ง รินยืนอยู่กลางห้องที่ว่างเปล่า ทว่าในความเงียบนั้น เธอกลับได้ยินเสียงฝีเท้าคู่หนึ่งเดินวนรอบตัวเธอ—มันเป็นเสียงของคนสองคนที่กำลังเต้นรำอยู่ในจังหวะที่เหลื่อมล้ำกัน เธอหันไปมองกระจกอีกครั้ง ไม่ใช่เพื่อดูเงาของตัวเอง แต่เพื่อดูว่าใครกันแน่ที่กำลังยืนอยู่ข้างหลังเธอในความว่างเปล่านั้น
มีมือข้างหนึ่งวางลงบนบ่าของเธอ... มือที่อบอุ่นและมีเลือดเนื้อ ผิดกับความเย็นชาของมิติที่เพิ่งพังทลายลง
“เจอตัวแล้วนะ... ริน” เสียงกระซิบที่คุ้นเคยที่สุดดังก้องข้างหู—มันคือเสียงของ ‘ตัวเธอเอง’ จากอีกฟากที่เธอกำลังตามหามาทั้งชีวิต
ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางผ่านมิติที่บิดเบี้ยวไปกับกระจกเงาต้องสาปนะคะ หากอยากรู้ว่าเงาสีดำในกระจกต้องการอะไรจากริน อย่าลืมติดตามตอนต่อไปนะคะ
เงาซ้อนมรณะ: กระจกที่ไม่มีวันสะท้อนตนเอง•ตอนที่ 27
จุดเปลี่ยนของมิติ
ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาซ้อนมรณะ: กระจกที่ไม่มีวันสะท้อนตนเอง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!