“หยุดเดินเสียที ริน! คุณกำลังวิ่งไล่ตามขยะที่สมองของคุณสร้างขึ้นมาเอง”
เสียงของดร.อคินไม่ได้ดังมาจากด้านหลัง แต่มันดังก้องอยู่ในหัวของฉันราวกับเสียงสะท้อนในโถงถ้ำที่ไม่มีวันจบสิ้น ฉันไม่สนใจหรอกค่ะ มือที่สั่นเทาของฉันกำด้ามมีดโกนเก่าๆ ไว้แน่น ปลายใบมีดบาดเข้าที่ง่ามนิ้วจนเลือดสีแดงสดซึมออกมา แต่มันกลับเป็นสิ่งที่ยืนยันว่าฉันยังมีตัวตน... ไม่ใช่แค่เงาที่ถูกกักขังอยู่ในกรงแก้วใสนี่
ฉันก้าวผ่านโถงทางเดินของโรงพยาบาลร้างที่ดร.อคินใช้เป็นสถานที่เก็บความลับของเขา พื้นกระเบื้องแตกร้าวสะท้อนภาพใบหน้าของฉันที่บิดเบี้ยว แต่ไม่ใช่... ใบหน้าในเงาสะท้อนนั้นกำลังยิ้ม ในขณะที่ปากของฉันเม้มแน่นด้วยความหวาดกลัว
“แกเป็นใคร” ฉันตะโกนถามเงาของตัวเองที่วูบไหวอยู่บนผนังปูนเปลือย
เงาในกระจกบานใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่สุดทางเดินไม่ได้ตอบเป็นคำพูด แต่มันเลียนแบบท่าทางของฉัน—เพียงแต่มันช้ากว่าเสี้ยววินาที ความล่าช้านั้นคือช่องโหว่ที่ฉันกำลังรอคอย มันคือความจริงที่ ดร.อคินพยายามปิดบังมาตลอดว่าเราไม่ใช่คนคนเดียวกัน
“กระจกไม่ได้สะท้อนภาพ แต่มันคือกรงขัง” คำเตือนจากบทก่อนหน้าดังก้องอยู่ในโสตประสาท หากเงาคือผู้อาศัยจริง และฉันคือเพียงร่างจำลองที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อหลอกล่อให้คนอื่นตายใจ... แล้วตัวจริงของฉันอยู่ที่ไหน?
ฉันขว้างมีดโกนเข้าใส่กระจกเงา เสียงแตกกระจายดั่งเสียงกรีดร้องของวิญญาณนับพัน เศษกระจกคมกริบร่วงกราวลงพื้น ราวกับหยาดฝนที่อาบไปด้วยความพยาบาท ทว่าแทนที่จะเป็นผนังปูนที่อยู่หลังกระจก กลับกลายเป็นอีกห้องหนึ่งที่เหมือนห้องนี้ทุกประการ—ห้องที่ดร.อคินกำลังนั่งจิบชาอยู่เพียงลำพัง
ดร.อคินเงยหน้าขึ้น สายตาคู่คมที่แฝงความเย็นชาลึกซึ้งมองตรงมาที่ฉัน เขาไม่ได้ดูตกใจที่เห็นฉันพังกระจกเข้ามา แต่นั่นคือรอยยิ้มที่มอบให้สัตว์เลี้ยงที่เริ่มจะเชื่องช้าลง
“ริน... คุณรู้ไหมว่าทำไมกระจกถึงต้องสาป?” เขาเอ่ยเสียงเรียบพลางวางถ้วยชาลง “เพราะมันขี้อิจฉาอย่างไรล่ะ มันอิจฉาโลกแห่งความจริงที่มีเลือดเนื้อ มีความเจ็บปวด และมีอิสระ มันจึงพยายามขโมยคุณไปทีละนิด... ทีละส่วนที่เข้มแข็งที่สุด”
“หุบปาก!” ฉันปรี่เข้าไปกระชากคอเสื้อเขา “แกสร้างฉันขึ้นมาใช่ไหม? แกกักขังฉันไว้ในโลกคู่ขนานเพื่อแลกกับอมตะภาพของแก!”
ดร.อคินหัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะที่ฟังดูเหมือนเข็มนาฬิกาที่กำลังเดินถอยหลัง “ผมสร้าง? เปล่าเลยริน... ผมแค่เป็นผู้ดูแลประตูต่างหาก คนที่สร้างคุณจริงๆ คือตัวคุณในกระจกนั่นต่างหากล่ะ”
เขาส่งกระจกมือถือขนาดเล็กให้ฉัน ในนั้นไม่ได้สะท้อนภาพใบหน้าของฉัน แต่มันสะท้อนภาพ 'ริน' อีกคนหนึ่งที่กำลังนั่งอยู่ในห้องนี้... แต่เธอกำลังก้มกราบใครบางคนที่ฉันมองไม่เห็น เธอคนนั้นกำลังเขียนอะไรบางอย่างลงบนกระดาษด้วยเลือด
“ดูสิ ริน” เขาชี้ไปที่กระจก “เธอคนนั้นกำลังเขียนบทสรุปให้คุณอยู่ เธอเขียนว่า... ‘รินคนนี้ช่างน่าสงสารเหลือเกิน ที่หลงคิดว่าตัวเองเป็นตัวเอกของเรื่อง ทั้งที่จริงๆ แล้ว เธอเป็นแค่ตัวละครที่ถูกเขียนขึ้นเพื่อให้ตายตอนจบของบทที่ยี่สิบหก’”
ความเย็นวาบแล่นปราดไปทั่วสันหลัง หัวใจของฉันเต้นรัวจนแทบจะทะลุออกมาจากอก ฉันหันกลับไปมองรอบข้าง ผนังห้องเริ่มจางหายไป กลายเป็นเพียงหน้ากระดาษสีขาวโพลนที่ไม่มีที่สิ้นสุด ตัวอักษรสีดำค่อยๆ ผุดขึ้นบนอากาศ ราวกับรอยเลือดที่กำลังกัดกินทุกสรรพสิ่ง
“ไม่... ฉันมีชีวิต! ฉันมีความรู้สึก!” ฉันตะโกนสุดเสียง แต่เสียงของฉันกลับกลายเป็นตัวอักษรที่ร่วงหล่นลงสู่พื้น
ดร.อคินลุกขึ้นยืน ร่างกายของเขาสูงใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนค้ำหัวฉัน เขาก้มลงมากระซิบข้างหู น้ำเสียงของเขามีความอ่อนโยนที่น่าสะอิดสะเอียนที่สุดเท่าที่ฉันเคยได้ยินมา
“ถ้าคุณเป็นคนจริงๆ ลองบอกผมสิ... ว่าความทรงจำวัยเด็กที่คุณจำได้ว่าเคยวิ่งเล่นในทุ่งดอกไม้สีเหลืองนั้นน่ะ... คุณจำกลิ่นของมันได้จริงๆ หรือคุณแค่จำคำบรรยายที่ใครบางคนเขียนไว้ในนิยายเล่มนี้กันแน่?”
ฉันชะงัก ลมหายใจขาดห้วง เมื่อพยายามนึกถึงทุ่งดอกไม้นั้น สิ่งที่ผุดขึ้นมากลับไม่ใช่กลิ่นหอมของเกสร แต่มันคือกลิ่นของน้ำหมึก กลิ่นของกระดาษเก่าๆ และเสียงปลายปากกาที่ขีดเขียนอย่างรีบร้อน
ทันใดนั้นเอง มือของฉันที่กำลังจับแขนของดร.อคินก็เริ่มโปร่งแสง ฉันมองเห็นทะลุไปถึงฝั่งตรงข้าม และที่นั่น... ฉันเห็น 'ริน' อีกคนหนึ่งที่หน้าตาเหมือนฉันทุกประการ เธอกำลังยืนถือปากกาหมึกซึมเล่มหนึ่งจ่อมาที่หัวใจของฉัน
เธอยิ้มให้ฉัน—รอยยิ้มที่เย็นเยียบและเต็มไปด้วยความสมเพช
“ขอบคุณที่ยอมรับบทบาทได้สมบูรณ์แบบมากนะคะ” เธอกล่าว ก่อนจะกดปลายปากกานั้นลงมาที่หน้ากระดาษ—ตรงตำแหน่งหัวใจของฉันพอดี
ทุกอย่างดับวูบลงพร้อมกับเสียงปิ๊ดลากยาวของหัวใจที่หยุดเต้น ในวินาทีที่ความมืดมิดกลืนกินฉันไปครึ่งร่าง ฉันกลับเห็นรอยยิ้มของดร.อคินที่หันไปมอง 'คนเขียน' ที่ยืนอยู่ข้างหลังเขา พร้อมกับคำพูดสุดท้ายที่ทำให้วิญญาณของฉันแตกสลาย
“เอาล่ะ... ถึงตาของคุณแล้วนะ ที่จะกลายเป็นคนต่อไปที่ถูกขังอยู่ในกระจกนี้”
ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามเดินทางผ่านรอยร้าวแห่งกระจกมาจนถึงบรรทัดนี้ และหวังว่าคุณจะยังไม่รีบวางหนังสือลงนะคะ
เงาซ้อนมรณะ: กระจกที่ไม่มีวันสะท้อนตนเอง•ตอนที่ 26
ตามล่าเงาตัวเอง
ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาซ้อนมรณะ: กระจกที่ไม่มีวันสะท้อนตนเอง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!