“หายใจเข้าค่ะ ริน... หายใจเข้าลึกๆ”
เสียงทุ้มต่ำของดร.อคินก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท แต่มันกลับฟังดูไกลแสนไกล ประหนึ่งถูกกั้นด้วยม่านน้ำเย็นเยียบที่มองไม่เห็น รินรู้สึกถึงแรงบีบที่ลำคอ—ไม่ใช่แรงจากมือมนุษย์ แต่มันคือความเย็นวาบที่เหนียวเหนอะเหมือนกาวมรณะที่พยายามจะกลืนกินลมหายใจของเธอให้หายไปจากโลกใบนี้
เธอกระชากตัวถอยหลังจนแผ่นหลังกระแทกเข้ากับผนังห้องเย็นเฉียบ ความเจ็บปวดแล่นริ้วไปทั่วร่าง แต่นั่นกลับเป็นสิ่งเดียวที่ดึงสติเธอให้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน เธอหอบหายใจรุนแรงจนอกกระเพื่อม สายตาที่พร่ามัวจ้องเขม็งไปยังจุดที่ดร.อคินยืนอยู่เมื่อครู่ แต่ทว่า... ตรงนั้นกลับว่างเปล่า
ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องทำงานของเขาจนแทบจะกลายเป็นเสียงหนวกหู
“คุณอคิน?” เธอเอ่ยเรียก เสียงสั่นเครือราวกับใบไม้ที่กำลังจะร่วงหล่น
ไม่มีเสียงตอบรับ ไม่มีแม้แต่เสียงลมหายใจของชายผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหมอเจ้าของไข้ มีเพียงเงาของโต๊ะไม้โอ๊กตัวใหญ่ที่ทอดยาวบิดเบี้ยวอยู่บนผนัง ดูคล้ายกับนิ้วมือยาวเรียวที่กำลังเอื้อมมาหาเธอ รินกวาดสายตามองไปทั่วห้อง หัวใจของเธอเต้นรัวเหมือนกลองที่กำลังจะแตกกระจาย เธอพยายามบังคับมือที่สั่นเทาให้หยุดนิ่ง แต่ทำไม่ได้... เธอกำลังกลัว กลัวจนไม่กล้าแม้แต่จะมองไปยังกระจกบานใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่มุมห้อง
กระจกบานนั้น... บานที่เธอเคยคิดว่ามันคือประตูสู่ความเข้าใจในตัวตนของเธอ
รินค่อยๆ หันใบหน้าไปอย่างเชื่องช้า ความรู้สึกเหมือนมีเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงไปทั่วผิวหนัง เมื่อเงาสะท้อนในกระจกค่อยๆ ปรากฏแก่สายตา เธอเห็นตัวเอง—ผู้หญิงที่ดูซีดเซียว ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดผวา และเส้นผมที่ยุ่งเหยิง—แต่ทว่า สิ่งที่แปลกประหลาดไปคือ ‘ริน’ ในกระจกไม่ได้ขยับตัวตามเธอ
ภาพสะท้อนนั้นกำลังยืนนิ่งสนิท ดวงตาคู่เดิมที่ควรจะแสดงความตื่นตระหนกกลับเรียบเฉยจนน่าขนลุก มันค่อยๆ ยกมือขึ้นช้าๆ นิ้วชี้ที่เรียวยาวแตะลงบนพื้นผิวเย็นเฉียบของกระจกจากด้านใน แล้วเริ่มลากไล้ไปมาอย่างไร้เสียง
รินหยุดหายใจ ทันใดนั้น หมอกฝ้าก็ปรากฏขึ้นบนผิวกระจกตามรอยนิ้วมือของภาพสะท้อนนั้น มันกำลังเขียนตัวอักษรเป็นภาษาไทยที่อ่านได้ชัดเจนท่ามกลางความสลัว
*‘เขากำลังดูอยู่... อย่าเชื่อสิ่งที่ตาเห็น’*
ลมหายใจของรินสะดุดกึก เธอเบิกตากว้าง พยายามกะพริบตาเพื่อไล่ภาพหลอน แต่มันไม่ได้หายไป ข้อความนั้นยังคงชัดเจน และ ‘ริน’ ในกระจกเริ่มขยับริมฝีปากที่ซีดเผือดโดยไร้ซึ่งเสียงใดๆ ออกมา มันขยับปากเป็นคำว่า... *‘วิ่ง’*
“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน...” รินพึมพำกับตัวเอง เสียงนั้นสั่นจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์
ทันใดนั้นเอง บานประตูไม้ที่ล็อกสนิทก็ค่อยๆ แง้มเปิดออกช้าๆ เกิดเสียงเอี๊ยดอ๊าดที่บาดลึกเข้าไปในความรู้สึก ดร.อคินก้าวเข้ามาในห้องอีกครั้ง เขายังคงสวมชุดสูทเนี้ยบกริบ รอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากของเขายังคงดูอบอุ่นและเป็นมิตร เหมือนกับว่าเหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อครู่นี้ไม่เคยเกิดขึ้น
“คุณดูซีดไปนะริน” เขาเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนพลางเดินเข้ามาหา “ลืมกินยาที่ผมจัดไว้ให้หรือเปล่าครับ?”
รินถอยหลังจนชิดกำแพงอีกฝั่ง สายตาของเธอเหลือบมองกระจกบานนั้นอีกครั้ง ภาพสะท้อนของเธอกลับมาทำท่าทางปกติเหมือนเธอทุกประการ ราวกับว่าข้อความคำเตือนเมื่อครู่เป็นเพียงผลผลิตจากสมองที่ป่วยไข้ของเธอเอง แต่นั่นยิ่งทำให้เธอกลัวมากกว่าเดิม เพราะเธอจำสัมผัสของความเย็นจากกระจกได้ดี ความเย็นที่ไหลผ่านผิวหนังของเธอไปเมื่อครู่ยังคงหลงเหลืออยู่
“ฉัน... ฉันแค่เหนื่อยค่ะ ดร.อคิน” เธอฝืนตอบ พยายามคุมน้ำเสียงให้ราบเรียบที่สุด “ดูเหมือนยาของหมอจะทำให้ฉันเห็นอะไรแปลกๆ”
ดร.อคินเลิกคิ้วเล็กน้อย เขาหยิบแก้วน้ำวางบนโต๊ะแล้วขยับเข้ามาใกล้จนเธอได้กลิ่นน้ำหอมกลิ่นไม้จันทร์จางๆ จากตัวเขา “แปลกเหรอครับ? การที่คนเราเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็น อาจไม่ใช่เพราะตัวยา แต่มันคือการที่จิตใต้สำนึกของคุณกำลังพยายามสื่อสารกับความจริงที่ถูกฝังไว้ต่างหาก”
เขาเอื้อมมือมาแตะไหล่ของเธอ สัมผัสของเขานั้นอุ่น... อุ่นจนน่าประหลาด อุ่นจนเธอนึกถึงความว่างเปล่าของเงาที่พื้นห้องเมื่อครู่
“อยากลองดูไหมครับ?” เขาถามพลางผายมือไปทางกระจก “ถ้าเราจ้องมองมันให้นานพอ... นานพอที่จะทำให้ตัวตนในนั้นยอมคายความลับที่ซ่อนอยู่ในเงาออกมา”
รินรู้สึกได้ว่าหัวใจของเธอแทบจะหยุดทำงาน คำพูดของเขาไม่ได้เป็นการเชิญชวน แต่มันเหมือนคำสั่งที่กดทับให้เธอต้องยอมจำนน แต่ก่อนที่เธอจะได้เอ่ยอะไรออกไป สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นเงาของดร.อคินที่ทอดลงบนพื้นข้างๆ เงาของเธอ
เงาของเขามันไม่ได้มีรูปร่างเหมือนมนุษย์
มันมีแขนขาที่ยืดยาวผิดรูป และมีเงาขนาดเล็กกว่าอีกนับสิบเงาที่ดูเหมือนคนกำลังดิ้นรนพันธนาการอยู่รอบๆ เงาของดร.อคิน และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ หนึ่งในเงานับสิบเหล่านั้น... มีใบหน้าเหมือนเธอไม่มีผิดเพี้ยน!
รินพยายามจะกรีดร้อง แต่ทว่าลำคอของเธอกลับตีบตันราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นบีบไว้แน่น ดร.อคินกระซิบเบาๆ ที่ข้างหูเธอด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เย็นชาและไร้ความรู้สึก
“ไม่ต้องกลัวไปหรอกนะริน... เพราะคนแปลกหน้าที่คุณเห็นในกระจกน่ะ ไม่ใช่ใครอื่น”
เขากระชากไหล่เธอให้หันไปเผชิญหน้ากับกระจกอีกครั้ง ก่อนจะกดใบหน้าของเธอลงจนชิดกับพื้นผิวกระจกที่เริ่มแตกร้าวออกเป็นทางยาว “เขาคือคุณ... คนที่ตายไปแล้วตั้งแต่วันที่คุณตัดสินใจเดินก้าวแรกเข้ามาในห้องนี้ยังไงล่ะ”
ในเสี้ยววินาทีนั้น กระจกทั้งบานก็แตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ เศษกระจกคมกริบนับพันชิ้นร่วงหล่นลงสู่พื้น ทว่าสิ่งที่อยู่หลังกระจกไม่ใช่กำแพงห้องทำงาน แต่มันคือความมืดมิดที่เป็นอนันต์ และรินก็พบว่าร่างของเธอ... กำลังค่อยๆ ถูกดึงเข้าไปในความว่างเปล่านั้นโดยมือที่เปื้อนเลือดของตัวเธอเองจากอีกฝั่ง!
หวังว่าตอนที่ 6 นี้จะทำให้ทุกท่านลุ้นจนแทบลืมหายใจนะคะ ขอบพระคุณที่ติดตามและร่วมดำดิ่งไปกับความมืดมิดในกระจกเงาด้วยกันค่ะ
เงาซ้อนมรณะ: กระจกที่ไม่มีวันสะท้อนตนเอง•ตอนที่ 6
คนแปลกหน้าในกระจก
ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาซ้อนมรณะ: กระจกที่ไม่มีวันสะท้อนตนเอง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!