รอยแตกบนกระจกบานใหญ่ไม่ได้เริ่มต้นจากเสียงเปรี้ยงปร้างอันเกริกใหญ่ แต่มันเริ่มจากรอยร้าวเส้นเล็กๆ เยียบเย็น ราวกับเส้นเลือดฝอยที่แตกแขนงอยู่ใต้ผิวหนังของความจริง
“คุณกำลังทำบ้าอะไร อาคเนย์”
น้ำเสียงของรินสั่นพร่า ปะปนไปด้วยความตื่นตระหนกและแรงกดดันทางจิตวิทยาที่สะสมมาเนิ่นนาน เธอจ้องมองชายหนุ่มผู้ยืนอยู่เบื้องหน้า—อาคเนย์ จิตรกรผู้มีดวงตาคู่นั้น เต็มไปด้วยความหมองเศร้าและประกายไฟแห่งความบ้าคลั่งที่ถูกจุดขึ้นจนสว่างวาบ เขาไม่ได้ถือพู่กันหรือจานสีในตอนนี้ มือทั้งสองข้างของเขากำลังกดทับลงบนกรอบกระจกบานมหึมา ซึ่งสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนส่งเสียงคำรามต่ำๆ ราวกับมีสิ่งมีชีวิตนับร้อยกำลังกรีดร้องอยู่เบื้องหลังเงาสะท้อน
บรรยากาศในห้องสตูดิโอคับแคบอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของสีน้ำมัน ผสมผสานกับกลิ่นอับชื้นของความตายที่ลอยอบอวลมาจากรอยแยกมิติ ความมืดมิดจากฝั่งตรงข้ามของกระจกกำลังพยายามเอ่อล้นทะลักเข้ามา มันไม่ใช่ความมืดธรรมดา แต่มันคือกลุ่มหมอกควันสีเทาอมม่วงที่ขยับเขยื้อนได้ราวกับมีชีวิต รูปร่างของเงาบิดเบี้ยวเหล่านั้นพยายามแทรกตัวผ่านรอยร้าวออกมาเพื่อคว้าข้อเท้าของอาคเนย์
“ผมไม่ได้ทำบ้าอะไรทั้งนั้น ริน... ผมแค่กำลังแก้ไขสิ่งที่ผมเป็นคนสร้างมันขึ้นมาเอง”
อาคเนย์หันกลับมามองเธอ รอยยิ้มที่ปรากฏบนริมฝีปากของเขาช่างเยือกเย็นและงดงามในเวลาเดียวกัน ดวงตาคู่นั้นไม่ได้มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย มีเพียงความโล่งใจประหลาดที่ฉายชัดอยู่ภายใน ใบหน้าของเขาซีดเผือดจนเกือบโปร่งแสง เม็ดเหงื่อผุดพรายตามขมับขณะที่แรงผลักดันจากมิติคู่ขนานพยายามดันร่างของเขากลับหลัง
“หยุดนะ! ถอยออกมาเดี๋ยวนี้!” รินก้าวเข้าไปใกล้ เธอพยายามเอื้อมมือเพื่อจะดึงตัวเขาออกมาจากรัศมีอันตราย แต่ปลายนิ้วของเธอกลับสัมผัสได้เพียงความเย็นเยียบราวน้ำแข็งที่แผ่ออกมาจากผิวกระจก ความทรงจำวัยเด็กที่เคยเลือนรางผุดวาบขึ้นมาในหัว สมองของเธอสั่งการให้วิ่งหนี แต่มโนสำนึกกลับตรึงร่างเธอไว้กับที่ ภาพหลอนของตัวเธออีกคนในกระจกกำลังหัวเราะเยาะความไร้พลังของเธอ
“จำได้ไหม... ที่คุณเคยบอกว่าเงาสะท้อนไม่เคยโกหกใคร?” อาคเนย์หัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงของเขาแหบพร่าลงทุกทีเมื่อแรงกดดันจากอีกฝั่งเพิ่มทวีคูณ “แต่คุณเข้าใจผิดไปอย่างหนึ่ง ริน... เงาไม่ได้โกหก แต่มันกำลังรอเวลาที่จะกลายเป็นตัวจริงต่างหาก และถ้าประตูบานนี้ไม่ถูกปิดตายในตอนนี้ ตัวตนที่แท้จริงของคุณในฝั่งโน้นก็จะข้ามมาแทนที่คุณ... และผมยอมให้เรื่องนั้นเกิดขึ้นไม่ได้เด็ดขาด”
“แล้วคุณล่ะ? ถ้าคุณทำแบบนั้น...” น้ำเสียงของรินขาดหายไปในลำคอ เมื่อเธอเห็นรอยร้าวบนกระจกขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ราวกับใยแมงมุมที่ถูกกระชากอย่างแรง
“ผมคือส่วนหนึ่งของมันตั้งแต่แรกแล้ว ริน คุณก็รู้” อาคเนย์ก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว เท้าของเขาเหยียบลงบนเศษกระจกที่แตกกระจายจนเกิดเสียงดังกรอบแกรบ เขาใช้ร่างทั้งร่างของตนเองเป็นเสาหลักในการค้ำยันกรอบกระจกที่กำลังจะพังทลายลงมา มือทั้งสองข้างกดผนึกเข้ากับจุดศูนย์กลางของรอยร้าว ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างโลกทั้งสองใบ
เงาสีดำทมิฬจากฝั่งตรงข้ามกรรโชกเข้าใส่ร่างของอาคเนย์ราวกับสัตว์ป่าหิวโหย มันพยายามฉีกกระชากและดึงรั้งเขาให้จมดิ่งหายเข้าไปในความมืดมิดอันไร้ก้นบึ้ง ร่างกายของเขาเริ่มโปร่งแสงทีละน้อย ราวกับภาพวาดสีน้ำที่ถูกน้ำตาชะล้างจนเลือนหาย
“ริน...” เสียงของอาคเนย์เบาหวิวลงทุกที แต่สายตาที่เขาส่งมายังเธอกลับเต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้ง “มองดูผม... อย่าละสายตาไปไหน จงจำไว้ว่ารินในแบบที่คุณเป็น คือตัวจริง ไม่ใช่เงา”
“อาคเนย์! อย่า!” รินกรีดร้อง สุดท้ายความเยือกชาที่เธอใช้ปกป้องตัวเองมาตลอดชีวิตก็พังทลายลง เธอยื่นมือออกไปคว้าแขนเขาไว้แน่น แรงดึงดูดจากมิติคู่ขนานช่างรุนแรงเหลือเกิน มันกำลังดึงเธอให้เข้าไปสู่ห้วงเหวแห่งความมืดด้วยเช่นกัน ความหนาวเหน็บเสียดแทงทะลุผ่านผิวหนังลึกไปถึงกระดูก
“ปล่อยมือเถอะครับ... อ้อ ไม่ใช่... ปล่อยมือเถอะนะ ริน” อาคเนย์ฝืนยิ้มเป็นครั้งสุดท้าย ดวงตาของเขาฉายแววอ่อนโยนอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน “ขอบคุณที่ทำให้ผมรู้ว่า... การมีตัวตนอยู่จริงๆ มันรู้สึกอย่างไร”
สิ้นคำพูดนั้น อาคเนย์ใช้แรงเฮือกสุดท้ายผลักร่างของรินกระเด็นถอยหลังออกไปพ้นรัศมีของกระจก ทันทีที่ร่างของเธอหลุดพ้นจากแรงดึงดูด กรอบกระจกบานมหึมาก็ระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ เสียงแก้วแตกละเอียดดังสนั่นหวั่นไหวราวกับเสียงคำรามของฟ้าผ่า กลุ่มหมอกควันสีเทาอมม่วงถูกดูดกลับเข้าไปในความว่างเปล่าอย่างรวดเร็ว ก่อนที่รอยร้าวทั้งหมดจะประสานเข้าหากันด้วยพลังงานปริศนา แล้วดับวูบลงเหลือเพียงผิวหน้ากระจกสีดำสนิทที่สะท้อนภาพความว่างเปล่าและความมืดมิดของห้องสตูดิโอ
ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่โดยพลัน เหลือเพียงเสียงหอบหายใจถี่กระชั้นของรินที่นอนแผ่หลาอยู่บนพื้นเย็นเฉียบ เธอลุกขึ้นช้าๆ ด้วยร่างที่สั่นเทา ก้าวเข้าไปใกล้กระจกบานนั้นด้วยความกลัวจับใจ ผิวหน้ากระจกเรียบเนียนสนิท ไม่มีรอยร้าว ไม่มีเงาของอาคเนย์ และเมื่อเธอก้มลงมองภาพสะท้อนของตนเอง... ดวงตาคู่ที่มองกลับมาจากในกระจกนั้น ไม่ใช่ดวงตาของเธออีกต่อไปแล้ว แต่มันกำลังแย้มยิ้มให้อย่างช้าๆ พร้อมกับเอื้อมมือออกมาจากผิวแก้วเพื่อสัมผัสแก้มของเธอ
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความสับสนและความมืดมิดนี้มาด้วยกันนะคะ จาก กระจกเงาต้องสาป
เงาซ้อนมรณะ: กระจกที่ไม่มีวันสะท้อนตนเอง•ตอนที่ 46
อาคเนย์ในเงามืด
ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาซ้อนมรณะ: กระจกที่ไม่มีวันสะท้อนตนเอง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!