เงาซ้อนมรณะ: กระจกที่ไม่มีวันสะท้อนตนเอง•ตอนที่ 43

ตัวตนที่แท้จริง

ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
คราบสีน้ำมันบนผืนผ้าใบยังไม่แห้งสนิทดีนัก มันส่งกลิ่นฉุนรุนแรงราวกับสารเคมีที่กำลังกัดกร่อนชั้นบรรยากาศในห้องสี่เหลี่ยมคับแคบแห่งนี้ อาคเนย์ไม่ได้ขยับตัวเลยตลอดสามชั่วโมงที่ผ่านมา ปลายพู่กันในมือของเขาสั่นระริกเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความเหนื่อยอ่อน แต่เป็นเพราะภาพตรงหน้าที่กำลังบิดเบือนกฎเกณฑ์ของฟิสิกส์และจิตวิทยาไปพร้อมๆ กัน "คุณกำลังวาดใครอยู่กันแน่ อาคเนย์" น้ำเสียงนั้นราบเรียบ เย็นชา และไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกใดๆ รินยืนกอดอกพิงกรอบหน้าต่างที่ปิดทึบ สายตาคู่คมกริบกวาดมองไปที่ภาพวาด portrait ขนาดเท่าตัวจริงบนขาตั้ง มันคือภาพของหญิงสาวคนหนึ่งที่มีใบหน้าละม้ายคล้ายเธอทุกประการ แต่แววตาในภาพกลับมิใช่ความว่างเปล่า หากแต่เต็มไปด้วยความแค้นเคืองและความกระหายใคร่รู้ที่น่าสะพรึงกลัว อาคเนย์วางพู่กันลงบนถาดสี เสียงไม้กระทบกับโลหะดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน เขายิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่เคลือบไว้ด้วยความลับและความบ้าคลั่งที่รินคุ้นเคยดี "ผมกำลังวาดเจ้าของตัวจริงต่างหากล่ะ ริน..." เขากล่าวเสียงพร่า ลากเสียงยาวอย่างจงใจ "คุณก็รู้ดีไม่ใช่หรือว่า เงาในกระจกบานนั้นไม่เคยเป็นของคุณมาตั้งแต่แรกแล้ว" รินไม่แสดงอาการสะดุ้งสะเทือน เธอย่างสามขุมเข้าไปใกล้ภาพวาดนั้น ปลายนิ้วเรียวยาวแตะลงบนผิวสีที่เปียกชื้นอย่างไม่กลัวเลอะ ความเย็นยะเยือกของเนื้อสีซึมผ่านปลายนิ้วเข้าสู่กระแสเลือด ราวกับว่าเธอกำลังสัมผัสกับผิวหนังของมนุษย์จริงๆ มิใช่ภาพวาด "ความทรงจำในวัยเด็กที่ฉันสูญเสียไป... มันไม่ใช่เพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์อย่างที่ฉันเคยเข้าใจสินะคะ" รินเอ่ยขึ้นโดยไม่ละสายตาจากภาพวาด น้ำเสียงของเธอต่ำลงจนเกือบเป็นกระซิบ อาคเนย์หัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและบาดหู "อุบัติเหตุเหรอ? ช่างเป็นคำอธิบายที่โลกสวยและสะดวกสบายเสียจริง ริน... แท้จริงแล้ว ในคืนวันที่ฝนตกหนักวันนั้น คุณไม่ได้รอดชีวิตจากซากรถหรอกนะ คุณแค่... ถูกสับเปลี่ยน" บรรยากาศในห้องลดฮวบลงอย่างฉับพลัน ลมหายใจของรินสะดุดไปเสี้ยววินาที ภาพหลอนที่เธอมักเห็นในมุมที่กระจกส่องไม่ถึง—เงาสะท้อนที่มักจะเอื้อมมือออกมาจากความมืด—พรั่งพรูเข้ามาในหัวสมองราวกับเขื่อนแตก ความเจ็บปวดแปลบปลาศที่ขมับขวาเล่นงานจนเธอต้องนิ่วหน้า แม้เธอจะพยายามรักษาอาการทางจิตนี้ด้วยหลักเหตุผลและวิชาชีพนักจิตวิทยามาตลอดหลายปี แต่ในวินาทีนี้ กำแพงแห่งตรรกะกำลังพังทลายลงอย่างไม่เป็นท่า แกร็ก... เสียงบางอย่างดังมาจากมุมมืดของห้องโถงด้านนอก มันไม่ใช่เสียงของลม ไม่ใช่เสียงของบ้านไม้เก่าแก่ที่ลั่นเอี๊ยดอาร์ด แต่มันคือเสียงลากฝ่าเท้ากับพื้นปูน... เสียงที่คุ้นเคยอย่างประหลาด เสียงที่เหมือนกับฝีก้าวของตัวเธอเอง รินหันขวับไปมองความมืดเบื้องหน้า สัญชาตญาณการเอาตัวรอดกรีดร้องเตือนภัย หัวใจเต้นโครมครามจนแทบกระเด็นออกมานอกอก อาคเนย์หุบยิ้มทันที ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวที่เพิ่งเคยวาดภาพระบายออกมาได้สมบูรณ์แบบที่สุด "เธอ... กลับมาแล้ว" อาคเนย์พึมพำด้วยริมฝีปากที่สั่นเทา จากเงาสลัวของทางเดิน ร่างบอบบางในชุดเดรสสีขาวเปื้อนคราบโคลนและรอยเลือดแห้งกรังค่อยๆ ก้าวเท้าออกมา ใบหน้ารูปไขานั้นงดงามราวกับตุ๊กตาพอร์ซเลน แต่ดวงตาทั้งสองข้างกลับไร้ซึ่งประกายตา มีเพียงความว่างเปล่าสีดำสนิท และที่สำคัญที่สุด... รอยแผลเป็นเป็นทางยาวที่ขมับขวา ซึ่งรินไม่เคยมีมันมาก่อนในกระจกเงาของเธอ ร่างเดิมของรินก้าวเข้ามาในห้อง กลิ่นอายของความตายและกาลเวลาที่ถูกกักขังลอยคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ร่างนั้นหยุดยืนห่างจากรินเพียงไม่กี่ก้าว ดวงตาสสีดำสนิทคู่นั้นจ้องมองตรงมายังตัวเธอ ราวกับส่องกระจกที่สะท้อนความจริงอันน่ารังเกียจ "ขอบคุณที่ช่วยยืมร่างของฉันใช้มาตลอดหลายปีนะคะ..." เสียงหวานใสแต่เย็นยะเยือกจนกระดูกสันหลังชาดิ่งเอ่ยออกมาจากริมฝีปากของร่างเดิม "ถึงเวลาที่ฉันต้องทวงคืนทุกอย่าง... คืนร่าง คืนความทรงจำ และคืนชีวิตที่แท้จริงของฉันเสียที" รินก้าวถอยหลังจนแผ่นหลังชนกับขาตั้งภาพวาด เธอมองร่างตรงหน้าด้วยความตื่นตระหนก ข้อมูลและทฤษฎีทางจิตวิทยาทั้งหมดที่เธอสะสมมาพังทลายลงไม่เป็นท่า เมื่อเงาสะท้อนและตัวตนคู่ขนานไม่ได้อยู่แค่ในกระจกอีกต่อไป แต่มันกำลังยืนอยู่ตรงหน้าเธอ ลมหายใจอุ่นร้อน ร่างกายเนื้อหนัง และความแค้นที่ส-ุมอกมาเนิ่นนาน ก่อนที่รินจะได้เอ่ยคำใด ร่างเดิมนั้นก็พุ่งเข้ามาประชิดตัวด้วยความเร็วเหนือมนุษย์ มือเรียวเย็นเฉียบราวน้ำแข็งเอื้อมมาคว้าจับที่ข้อมือของรินแน่นราวกับคีมเหล็ก แรงดึงกระชากมหาศาลลากเธอให้พุ่งทะยานเข้าหากระจกเงาบานใหญ่ที่ตั้งอยู่มุมห้อง—กระจกบานที่ไม่มีวันสะท้อนตนเอง กระจกที่ตอนนี้ ผิวกระจกกลับเริ่มเหลวละลายราวกับผืนน้ำสีดำสนิทที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่งลงไป และในวินาทีที่ร่างของรินถูกเหวี่ยงจมดิ่งลงสู่ความมืดมิดเบื้องหลังผิวกระจก ภาพสุดท้ายที่สะท้อนอยู่ในดวงตาของเธอก่อนที่สติจะดับวูบลง คือภาพของร่างเดิมที่กำลังแย้มยิ้มอย่างงดงามบนโลกแห่งความจริง พร้อมกับเสียงกระซิบที่ดังแว่วมาจากก้นบึ้งของความนึกคิด *“ทีนี้... เธอก็เป็นแค่เงาของฉันแล้วนะ ริน”* ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความสับสนจนมาถึงจุดที่ความจริงเริ่มปะทะกันอย่างรุนแรงเช่นนี้ค่ะ จาก กระจกเงาต้องสาป
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาซ้อนมรณะ: กระจกที่ไม่มีวันสะท้อนตนเอง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%