"หากข้าก้าวล่วง... ท่านอ๋องจะทรงลงอาญาด้วยวิธีใดเล่า?"
น้ำเสียงของซุนกั๋วเล่าสั่นเครือแต่ทอดเยาะ แม้ปลายกระบี่คมกริบของหลี่จวินหรงจะจ่ออยู่ห่างจากลำคอเพียงมิลลิเมตรเดียว รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกจากร่างสูงใหญ่จนบรรยากาศในโถงรับรองเย็นยะเยือกดุจน้ำแข็งขั้วโลก ทว่าเหม่ยซูเหยาหาได้สะท้านสะเทือน นางยังคงยืนนิ่งสงบ อาภรณ์สีครามเข้มปักลายเมฆาไหวระริกตามจังหวะลมหายใจที่สม่ำเสมอ
"บังอาจ!" ทหารองครักษ์นายหนึ่งคำรามลั่น ชักดาบออกจากฝักเตรียมพุ่งเข้าใส่ แต่หลี่จวินหรงยกมือซ้ายขึ้นห้าม ปลายนิ้วเรียวยาวดั่งหยกขาวสลักยังคงกุมด้ามกระบี่มั่น นัยน์ตาคมกลาบกวาดมองสตรีตรงหน้าด้วยความระแวงระวังผสมความฉงนลึกล้ำ
"ถอยไปให้หมด" รับสั่งนั้นทุ้มต่ำและทรงอำนาจจนทุกคนต้องคุกเข่าถอยร่น หลี่จวินหรงหรี่ตาลงเล็กน้อย เพ่งพินิจใบหน้าภายใต้หมวกผ้าคลุมโปร่งบางของนาง "เจ้าเป็นใครกันแน่... เหตุใดจึงล่วงรู้เรื่องราชโองการลับฉบับนี้ หรือแท้จริงแล้ว เจ้ามีจุดประสงค์อื่นแอบแฝงในจวนพยัคฆ์คำรามแห่งนี้?"
เหม่ยซูเหยาเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาของนางมิได้มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงความลุ่มลึกและเยือกเย็นที่ทัดเทียมกัน นางค่อยๆ ยื่นมือเรียวบางออกไป ปัดปลายกระบี่คมกริบให้ออกห่างจากลำคออย่างเชื่องช้า ท่าทีอาจหาญปานนั้นทำให้หัวใจของท่านอ๋องกระตุกวูบอย่างประหลาด
"หม่อมฉันเป็นเพียงสตรีผู้หนึ่งที่ถูกชะตากรรมผลักไสให้เข้ามาอยู่ในกระดานหมากอันตรายนี้... เพคะ" นางกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่น "และหากท่านอ๋องยังทรงระแวงสงสัยในตัวหม่อมฉัน เกรงว่าท่านคงจะไม่มีเวลามาสนใจ 'เงา' ที่กำลังคืบคลานเข้ามาในความมืดนี้หรอกนะ"
สิ้นคำพูดของนาง ทั่วทั้งตำหนักก็ตกอยู่ในความเงียบงันชั่วอึดใจ ก่อนที่เปลวเทียนสีส้มวับแวมริมหน้าต่างจะกะพริบไหวรุนแรง ราวกับถูกลมพายุพัดผ่าน ทั้งที่ประตูและหน้าต่างทุกบานลงกลอนไว้อย่างแน่นหนา
*ฉับพลัน!*
เงาดำสายหนึ่งพุ่งทะลุกระดาษสาฉาบหน้าต่างเข้ามาด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ ประกายแสงสีเงินวาบขึ้นในความมืด พร้อมกับคมดาบอาบยาพิษที่พุ่งตรงไปยังจุดตายบริเวณหัวใจของหลี่จวินหรงโดยปราศจากเสียงเตือนล่วงหน้า!
มันคือการลอบสังหารใน "คืนเดือนดับ" อย่างแท้จริง ไร้แสงจันทร์นำทาง ไร้เสียงฝีเท้า มีเพียงความตายที่คืบคลานเข้ามาในเสี้ยววินาที
หลี่จวินหรงผู้เจนจัดในสนามรบย่อมมีสัญชาตญาณเฉียบคมดุจพยัคฆ์ร้าย ร่างสูงใหญ่พลิ้วกายหลบหลีกตามสัญชาตญาณได้อย่างฉิวเฉียด ทว่าผู้ลอบสังหารหาได้มีเพียงคนเดียว เงาสีดำอีกสี่สายพุ่งทะยานลงมาจากคานหลังคาพร้อมกัน ประหนึ่งฝูงกาฝูงใหญ่ที่พร้อมรุมทึ้งเหยื่อ เพลงดาบเหี้ยมเกรียมถูกตวัดเข้าใส่รอบทิศทาง ปิดตายทุกเส้นทางหนี
ในสถานการณ์ความเป็นความตายที่ห่างกันเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด เหม่ยซูเหยากลับไม่ถอยหลังหนีแม้แต่ก้าวเดียว
นางพุ่งตัวเข้าขวางระหว่างร่างของหลี่จวินหรงกับคมดาบมรณะที่กำลังตวัดเข้าหาลำคอของเขาอย่างรวดเร็วดุจภูตพราย!
"ระวัง!" หลี่จวินหรงอุทานด้วยความตกใจระคนตื่นตระหนก ซึ่งเป็นโทนเสียงที่ผู้คนทั่วทั้งแผ่นดินไม่เคยได้ยินจากปากของแม่ทัพผู้ไร้พ่ายผู้นี้ มือหนาคว้าเอวบางของนางเข้าหาตัวเพื่อดึงหลบวิถีดาบ แต่ช้าไปเสี้ยวอัศดง คมดาบเล่มหนึ่งเฉี่ยวผ่านหัวไหล่ของเหม่ยซูเหยาจนอาภรณ์สีครามขาดวิ่น หยดโลหิตสีแดงฉานไหลซึมย้อมผ้าเนื้อดีจนกลายเป็นสีคล้ำ
*ฉับ!*
เสียงเหล็กกระทบกันสนั่นหวั่นไหว หลี่จวินหรงตวัดกระบี่ประจำกายสวนกลับด้วยความโกรธเกรี้ยว รังสีสังหารแผ่ขยายออกมาราวกับพายุคลั่ง เพลงกระบี่พยัคฆ์คำรามถูกแผดเผาด้วยโทสะ ชั่วพริบตาเดียว ศีรษะของผู้ลอบสังหารคนแรกก็หลุดลอยกระเด็นไปกระแทกพื้น เสียงร้องโหยหวนยังไม่ทันขาดห้วง ร่างของมือสังหารอีกสามคนก็ล้มฟุบลงจมกองเลือดภายใต้กระบี่เดียวของท่านอ๋อง
ความเงียบงันกลับคืนสู่ตำหนักอีกครั้ง คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวเลือดที่เริ่มโชยตีจมูก
หลี่จวินหรงช้อนร่างของสตรีในอ้อมแขนขึ้นอย่างทะนุถนอมโดยไม่รู้ตัว นัยน์ตาคมกริบทอประกายวับวาดด้วยความรู้สึกซับซ้อน เขาก้มลงมองบาดแผลที่หัวไหล่ของนาง เลือดสีแดงสดไหลเปรอะเปื้อนฝ่ามือของเขา ความเย็นชาดุจน้ำแข็งในอกซ้ายถูกหลอมละลายลงด้วยความระอุของความรู้สึกผิดและระลอกคลื่นแห่งความห่วงใยที่ซัดสาดเข้ามาอย่างรุนแรง
"เจ้า... ทำเช่นนี้ทำไม?" น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและสั่นน้อยๆ อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน "เจ้ารู้หรือไม่ว่าหากพลาดไปแม้แต่นิดเดียว เจ้าจะต้องสังเวยชีวิตให้กับคมดาบนั้น"
เหม่ยซูเหยากัดริมฝีปากแน่นเพื่ออดกลั้นความเจ็บปวด เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นตามกรอบหน้าผากเนียนละเอียด นางเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก แม้จะดูซีดเซียวแต่นัยน์ตากลับทอประกายเด็ดเดี่ยวอย่างประหลาด
"เพราะหม่อมฉันรู้ว่า... แผ่นดินนี้ยังต้องการท่านอ๋อง" นางกระซิบแผ่วเบาชิดริมหูเขา ลลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับต้นคอ "และ... เพราะหม่อมฉันจะไม่ยอมให้ผู้ใดมาพรากชีวิตของคนที่ราชasekชทานให้เป็นของหม่อมฉันเด็ดขาด"
คำพูดนั้นสะเทือนลึกเข้าไปในขั้วหัวใจของหลี่จวินหรง เขากำกระบี่ในมือแน่นจนข้อต่องอขาว ขณะกำลังจะเอ่ยคำใดออกมาเพื่อซักถามความในใจที่ซ่อนเร้น สายตาก็เหลือบไปเห็นความผิดปกติบางอย่างบนร่างของมือสังหารที่นอนเสียชีวิตอยู่เบื้องล่าง
ที่ต้นคอของพวกมันทุกศร มีรอยสักรูป "บุปผามรกต" ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ลับของหน่วยเงาทมิฬแห่งวังหลวง... ไม่ใช่คนของแคว้นเป่ยอย่างที่คาดคิด!
ทว่า ก่อนที่หลี่จวินหรงจะได้คิดวิเคราะห์อันใด ขันทีชราคนสนิทก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในโถงด้วยใบหน้าซีดเผือด เนื้อตัวสั่นเทาจนแทบก้าวขาไม่ออก
"ท... ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ!" ขันทีเฒ่าคุกเข่าลงแทบพื้น เสียงละล่ำละลักด้วยความตื่นตระหนก "มี... มีพระราชโองการด่วนจากฮ่องเต้... แจ้งว่า พระสนมเอกผู้ให้กำเนิดองค์ชายรอง... ทรงสิ้นพระชนม์อย่างกะทันหันเมื่อสักครู่นี้ และ... และ..."
ขันทีกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นกล่าวประโยคที่ทำให้เลือดในกายของหลี่จวินหรงและเหม่ยซูเหยาเย็นเฉียบลงพร้อมกัน
"และในพระราชโองการลับฉบับล่าสุด... ทรงตรัสสั่งให้ปลดท่านอ๋องออกจากตำแหน่งแม่ทัพบูรพา พร้อมทั้ง... มีรับสั่งให้ประหารชีวิตว่าที่ชายาเอกในคืนนี้ทันที พ่ะย่ะค่ะ!"
***
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านคืนเดือนดับอันหนเหน็บนี้ไปด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
คมพยัคฆ์สยบกลยุทธ์รัก•ตอนที่ 7
คืนเดือนดับ
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คมพยัคฆ์สยบกลยุทธ์รัก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!