กลิ่นอายของกำยานจันทน์หอมราคาแพงลอยอวลเคล้าบรรยากาศอันเงียบงันภายในห้องหนังสือลับของจวนอ๋อง แสงจากเปลวเทียนสีชาดไหววูบตามแรงลมที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างแกะสลักลวดลายเมฆมงคล น้ำชาในกาเคลือบกระเบื้องลายครามส่งไอระเหยจางๆ ทว่าความหนาวเยือกในใจของคนที่นั่งอยู่เบื้องหน้ากลับไม่อาจบรรเทาลงได้ด้วยความอบอุ่นใดๆ ในใต้หล้า
“ท่านขุนนางฉิน... ท่านคิดว่ากระดาษแผ่นนี้ เมื่อนำไปถวายต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้ จะยังคงมีน้ำหนักพอที่จะค้ำจุนตระกูลของท่านไว้ได้อยู่หรือไม่ครับ”
น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นอย่างไร้คลื่นอารมณ์ หลี่จวินหรงนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้พนักพิงไม้พะยูงแกะสลักรูปพยัคฆ์ นัยน์ตาสีดำสนิทดุจเหวลึกคู่นั้นกวาดมองแผ่นกระดาษสารพัดตราประทับลับที่ซุกซ่อนอยู่ในแขนเสื้อของแขกผู้มาเยือน รังสีสังหารแผ่ซ่านออกมาจากร่างสูงใหญ่จนทำให้บรรยากาศรอบกายกดดันจนแทบหายใจไม่ออก
ฉินเหวินเซียว ตัวสั่นเทายิ่งกว่าใบไม้ต้องลม ปลายพู่กันในมือร่วงหล่นลงกระทบพื้นพรมขนสัตว์จนเกิดเสียงทึบ เขาคุกเข่าลงกับพื้นอย่างไร้ศักดิ์ศรี เหงื่อกาฬไหลโทรมกายจนอาภรณ์ผ้าไหมชั้นดีชุ่มโชก ความลับที่เพียรปกปิดมานานแรมปี บัดนี้กลับถูกคลี่คลายวางอยู่ตรงหน้าอย่างไม่เหลือชิ้นดี
“ท่าน... ท่านอ๋อง ได้โปรดไว้ชีวิตด้วย! กระหม่อมถูก... ถูกบีั้นคอด้วยผลประโยชน์และอำนาจมืดจากตระกูลสวี หาได้มีความตั้งใจที่จะทรยศต่อแผ่นดินไม่พ่ะย่ะค่ะ!”
ฉินเหวินเซียวโขกศีรษะลงกับพื้นจนเกิดเสียงดังสนั่น แต่นอกจากความเยือกเย็นแล้ว ในแววตาของหลี่จวินหรงไม่มีความเห็นอกเห็นใจแม้แต่น้อย ความไร้ความปรานีนี้คือเกราะคุ้มกันที่เขาสวมใส่มาตลอดชีวิตในสนามรบและราชสำนัก
ในมุมมืดของห้องฉากกั้นไม้ฉลุลายโบราณ ร่างระหงในชุดบัณฑิตสีเขียวเข้มก้าวออกมาอย่างเงียบเชียบ เหม่ยซูเหยาปรายตามองอดีตพันธมิตรผู้ไร้สัจจะด้วยแววตาสมเพชระคนเย้ยหยัน นางก무ยพัดในมือเบาๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ
“คำว่า ‘หาได้มีความตั้งใจ’ ของใต้เท้าฉิน ช่างเป็นข้อแก้ตัวที่ฟังไม่ขึ้นเอาเสียเลยนะครับ” ซูเหยาปรายตามองเอกสารลับทางราชการที่ระบุเส้นทางการเดินทัพและบัญชีลับที่เชื่อมโยงกับแคว้นศัตรู “ท่านขายข่าวกรองของกองทัพพยัคฆ์อัคคี แลกกับที่ดินสามร้อยหมู่และตั๋วเงินตระกูลสวี... ชีวิตของทหารนับหมื่นที่ต้องสังเวยบนชายแดนเหนือ เทียบไม่ได้กับความโลภชั่วขณะของท่านเลยหรือครับ”
ฉินเหวินเซียวเงยหน้าขึ้นด้วยความตกตะลึง เมื่อเห็นใบหน้างดงามภายใต้กรอบหมวกปีกกว้างของกุนซือหนุ่มผู้ลึกลับ แววตาของเขาเบิกกว้างด้วยความแค้นเคือง “เจ้า... เจ้าคือผู้ใดกันแน่ เหตุใดจึง... รู้ลึกซึ้งถึงเพียงนี้!”
“ข้าคือผู้ที่จะมาทวงคืนความยุติธรรมให้กับดวงวิญญาณนับพันที่ต้องตายอย่างอยุติธรรมจากเงื้อมมือของท่านอย่างไรล่ะครับ” ซูเหยาตอบกลับด้วยรอยยิ้มบางเบา ทว่าแฝงไว้ด้วยคมมีดที่พร้อมจะเชือดเฉือนทุกเมื่อ นางหันไปประสานสายตากับหลี่จวินหรง ชั่วพริบตานั้น สายตาดุดันของท่านอ๋องก็อ่อนแสงลงเล็กน้อย เหลือเพียงความเข้าใจอันลึกซึ้งที่มีเพียงเขากับนางเท่านั้นที่รับรู้
ความผูกพันที่หลอมรวมผ่านเล่ห์กลและการหักเหลี่ยมเฉือนคมในราชสำนัก ทำให้คนทั้งสองอ่านใจกันได้โดยไม่ต้องเอ่ยคำใด ท่ามกลางคลื่นใต้น้ำของการแย่งชิงบัลลังก์ที่พร้อมจะกลืนกินทุกชีวิต ความรักของพวกเขามั่นคงดุจหินผา ไม่หวั่นไหวแม้พายุโหมกระหน่ำ
หลี่จวินหรงโบกมือช้าๆ ทหารองครักษ์เงาก้าวพรวดเข้ามาในห้องราวกับภูตผี พร้อมที่จะลากตัวไส้ศึกผู้หมดราคาออกไปรับโทษทัณฑ์สูงสุดตามกฎหมายอาญาแผ่นดิน
“คุมตัวไป... ให้สำนักราชเลขาธิการประกาศความผิดของมันให้ทั่วทั้งเมืองหลวง เพื่อให้คนที่คิดจะทรยศแผ่นดินได้ตระหนักว่า จุดจบของสุนัขรับใช้ผู้มักใหญ่ใฝ่สูงนั้นเป็นเช่นไร”
น้ำเสียงกังวานเฉียบขาดดั่งประกาศิตสวรรค์ ฉินเหวินเซียวกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวก่อนเสียงนั้นจะเงียบหายไปตามทางเดินมืดมิด ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายคาวเลือดจางๆ ที่ลอยมาแตะนาสิก
ภายในห้องกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง หลี่จวินหรงลุกขึ้นจากเก้าอี้ ก้าวเท้าเข้าหาหญิงสาวเบื้องหน้าอย่างเชื่องช้า ร่างสูงใหญ่ทาบทับเงาลึกลงบนร่างระหง มือหนายื่นออกไปสัมผัสปอยผมที่หลุดลุ่ยข้างใบหูของนางอย่างทะนุถนอม ซึ่งเป็นมุมอ่อนโยนที่ไม่มีผู้ใดในใต้หล้าเคยได้เห็น
“เจ้าเหนื่อยมามากแล้ว ซูเหยา” สุ้มเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นนุ่มนวลอย่างประหลาด ยามเมื่ออยู่ลำพังกับนาง
ซูเหยาเงยหน้าขึ้นสบตาคมกริบ รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏขึ้นบนเรียวปาก “เพื่อท่านอ๋องแล้ว ความเหนื่อยยากเหล่านี้เทียบไม่ได้กับรอยยิ้มของท่านหรอกครับ... อีกอย่าง เกมกระดานนี้ยังไม่จบลงง่ายๆ ตระกูลสวีคงไม่นิ่งดูดายแน่ เมื่อรู้ว่าหมากตัวสำคัญถูกถอนรากถอนโคน”
“ปล่อยให้พวกมันดิ้นรนไปเถอะครับ” หลี่จวินหรงรวบเอวบางเข้าหาตัวอย่างแนบแน่น กลิ่นกายหอมสะอาดของนางผสมผสานกับกลิ่นชาชั้นดีช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้าในใจเขาได้ชะงัก “ไม่ว่าพวกมันจะเดินหมากตาใด ข้าก็จะใช้ ‘คมพยัคฆ์’ นี้กวาดล้างพวกมันให้สิ้นซาก เพื่อปกป้องเจ้า... และแผ่นดินนี้”
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังอบอวลไปด้วยความลึกซึ้ง เสียงฝีเท้าเร่งรีบขององครักษ์ประจำตัวก็ดังขึ้นทำลายความเงียบที่หน้าประตูลานเรือน
*ก๊อกๆๆ!*
“ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!” เสียงตะโกนด้วยความตื่นตระหนกดังทะลุกรอบประตูเข้ามา “มีพระราชโองการด่วนจากท้องพระโรง... แจ้งว่าองค์ฮ่องเต้ทรงพระประชวรหนักกะทันหัน และ... และพระราชสาส์นลับจากชายแดนระบุว่า กองทัพของแคว้นศัตรูได้บุกประชิดด่านปราการเหล็กเร็วกว่ากำหนดถึงครึ่งเดือนพ่ะย่ะค่ะ!”
หลี่จวินหรงชะงักกึก นัยน์ตาคมกริบหรี่แคบลงทันที ความเย็นเยียบแผ่ซ่านขึ้นมาอีกครั้งเมื่อตระหนักถึงความผิดปกติของเวลาที่ประจวบเหมาะกันอย่างน่ากลัว
เหม่ยซูเหยาหน้าถอดสีลงเล็กน้อย นางรีบผละออกจากอ้อมแขนของเขา ดวงตาคู่สวยเปล่งประกายความตื่นตระหนกที่ซ่อนไว้ไม่อยู่
“ไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญแน่ๆ ครับ...” ซูเหยาพึมพำด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าเล็กน้อย “มีคนในราชสำนักจงใจเปิดประตูเมืองต้อนรับข้าศึก... และเป้าหมายที่แท้จริงของพวกมัน ไม่ใช่แค่บัลลังก์ แต่คือการดึงตัวท่านอ๋องออกไปจากเมืองหลวง!”
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์อันเข้มข้นนี้ไปพร้อมกันนะครับ
คมพยัคฆ์สยบกลยุทธ์รัก•ตอนที่ 21
ความจริงที่แหลมคม
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คมพยัคฆ์สยบกลยุทธ์รัก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!