กลิ่นอายจางๆ ของชาผู่เอ่อร์หมักบ่มปีลึกยังคงลอยอวลอยู่เบื้องหน้า ทว่าความเงียบงันภายในห้องโถงลับ ณ ค่ายหลวงแดนประจิมกลับเย็นยะเยือกเสียยิ่งกว่าน้ำค้างยามเหมันต์ หลี่จวินหรงมิได้เอ่ยสิ่งใดออกมาแม้แต่ครึ่งคำ นัยน์ตาคมกริบดุจพยัคฆ์หนุ่มผู้กระหายเลือดทอดมองพระราชโองการสีทองอร่ามที่เพิ่งถูกส่งมาถึงด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก รอยประทับตราหยกมังกรห้าเล็บยังคงสดใหม่ สะท้อนถึงอำนาจอันล้นพ้นจากราชธานีที่แผ่ซ่านมาไกลถึงชายแดนอันทุรกันดารนี้
เบื้องหลังแผ่นหลังกว้างของท่านอ๋องผู้เยือกเย็น เหม่ยซูเหลายังคงยืนสงบนิ่งในอาภรณ์สีเทาเรียบง่ายของกุนซือหนุ่ม นางซ่อนมือทั้งสองข้างไว้ใต้แขนเสื้อกว้าง ปลายนิ้วเรียวที่เคยสะบัดพัดขนนกวางแผนรบพลิกผันสถานการณ์ กลับกำลังกำเข้าหากันแน่นจนเล็บแทบจิกเข้าหาเนื้อ รอยยิ้มลึกลับที่นางทิ้งไว้เมื่อครู่ยังคงติดตรึงอยู่ที่มุมปาก ราวกับดอกไม้พิษที่กำลังรอเวลาผลิบาน ท่ามกลางความตึงเครียดที่แทบจะเชือดเฉือนอากาศให้ขาดเป็นสองท่อน
"เจ้าคิดเห็นเช่นไร กับข่าวลือที่กำลังแพร่สะพัดในกองทัพเวลานี้... กุนซือเหม่ย"
น้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบเอ่ยขึ้นโดยที่ร่างสูงสง่าไม่ได้หันกลับมามอง ทว่าแฝงไว้ด้วยแรงกดดันมหาศาลที่พร้อมจะบดขยี้ผู้คนให้แหลกคราบ หลี่จวินหรงรู้ดีว่าข่าวลือเรื่องสตรีปลอมตัวเข้ามาเป็นทหารในค่ายหลวงนั้นไม่ใช่เรื่องล้อเล่น โทษสถานหนักคือประหารเจ็ดชั่วโคตร แต่น่าแปลกที่ข่าวลี้ลับนี้กลับแพร่สะพัดไปถึงหูของเหล่าแม่ทัพนายกองอย่างรวดเร็วดุจไฟลามทุ่งภายในเวลาเพียงข้ามคืนเดียว
เหม่ยซูเหยาขยับตัวก้าวไปข้างหน้านصفก้าวอย่างระมัดระวัง นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อปรับซ่อนประกายตาวาววับแห่งความแค้นให้กลับมาสงบนิ่งดั่งบึงน้ำโบราณ น้ำเสียงที่เปล่งออกมาจึงราบเรียบ นุ่มนวล และเปี่ยมด้วยความฉลาดเฉลียวตามแบบฉบับของบัณฑิตหนุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ
"เรียนท่านอ๋อง ข่าวลือย่อมเป็นเพียงลมปากที่ไร้รากฐานครับ... แต่ในยามศึกสงครามเช่นนี้ ลมปากย่อมคมยิ่งกว่าดาบปลายปืน หากเราปล่อยให้ข่าวลือเรื่องสตรีปลอมตัวสั่นคลอนขวัญกำลังใจของไพร่พล เกรงว่าระเบียบวินัยในกองทัพอาจพังทลายลงได้ในไม่ช้า"
นางหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อย ปรายตามองแผ่นหลังกว้างนั้นด้วยความรู้สึกซับซ้อน อดีตตระกูลเหม่ยของนางถูกทำลายลงด้วยอำนาจมืดในราชสำนัก และก้าวแรกของการแก้แค้นคือนำพาตนเองเข้าสู่ปากเหยี่ยวปากกาแห่งนี้ อยู่เคียงข้างบุรุษผู้ได้ชื่อว่าเป็น "คมพยัคฆ์" ผู้ไร้พ่าย ผู้ซึ่งหากล่วงรู้ความจริงว่ากุนซือข้างกายคือสตรีที่ราชสำนักกำลังตามล่า นางย่อมมอดไหม้เป็นจุลในพริบตาเดียว
หลี่จวินหรงค่อยๆ หมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับนาง ดวงตาคู่นคมปลาบดุจเหยี่ยวล่าเหยื่อกวาดมองสำรวจเรือนร่างโปร่งบางภายใต้ชุดกุนซืออย่างพิจารณา ทุกอากัปกิริยา ทุกถ้อยคำ และแม้กระทั่งจังหวะการหายใจของคนตรงหน้าถูกเขาประเมินค่าอย่างเงียบเชียบ ท่านอ๋องก้าวเข้าไปใกล้ทีละก้าว กลิ่นอายบุรุษเพศอันทรงพลังและกลิ่นอายคาวเลือดจากสนามรบโชยปะทะจนเหม่ยซูเหยาต้องแอบเกร็งแผ่นหลัง
"ลมปากคมยิ่งกว่าดาบ... เจ้าเปรียบเปรยได้ดีนี่ กุนซือเหม่ย" หลี่จวินหรงโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนเกือบชิด ดวงตาดำมืดคู่นั้นจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนาง ราวกับต้องการทะลวงผ่านหน้ากากปัญญาชนเข้าไปสำรวจความลับที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง "แต่ข้าสงสัยยิ่งนักว่า เหตุใด... ข่าวลือนี้จึงเจาะจงว่าสตรีผู้นั้น ปลอมตัวเข้ามาอยู่ในกองบัญชาการลับของข้า มิใช่กองพลอื่น"
คำถามนั้นดุจลูกธนูอาบยาพิษที่พุ่งตรงมาปักอก เหม่ยซูเหยาหัวใจกระตุกวูบไปชั่วขณะ แต่นางได้รับการฝึกฝนให้ควบคุมสีหน้าและอารมณ์มาอย่างดีเยี่ยม ปลายนิ้วที่เย็นเฉียบถูกซ่อนไว้ภายใต้ความมืดของแขนเสื้อ นางเงยหน้าขึ้นสบตากับท่านอ๋องอย่างไม่หลบเลี่ยง มุมปากแย้มยิ้มบางเบาอย่างผู้มีชัยในเกมจิตวิทยา
"ท่านอ๋องทรงปรีชาญาณ ย่อมต้องทราบดีว่าสุนัขที่เห่าหอนย่อมไม่ได้ต้องการกัดผู้คน แต่มันกำลังปกป้องอาณาเขตของนายมัน... ข่าวลือนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อทำลายกองทัพ แต่มีไว้เพื่อทดสอบความไว้วางใจที่ท่านอ๋องมีต่อผู้ใต้บังคับบัญชาต่างหากเล่าครับ"
คำตอบอันคมคายและไม่เกรงกลัวต่ออำนาจทำให้แววตาของหลี่จวินหรงไหววับชั่วพริบตา รังสีสังหารที่แผ่ออกมารอบตัวพลอยสงบลงครู่หนึ่ง แทนที่ด้วยความสนใจใคร่รู้ที่ยากจะพบเห็นจากแม่ทัพผู้เย็นชาผู้นี้ บุรุษหนุ่มผู้กุมกองทัพนับแสนไม่เคยเกรงกลัวผู้ใดในใต้หล้า แต่กุนซือหนุ่มร่างบางผู้นี้กลับกล้าต่อกรกับเขาด้วยวาจาอย่างไม่สะดุ้งสะเทือน
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศภายในห้องโถงกำลังขับเคี่ยวกันด้วยเชือกแห่งไหวพริบ เสียงฝีเท้ารelentless และเร่งรีบขององครักษ์ประจำตัวก็ดังขึ้นทำลายความเงียบกริบ ขัดจังหวะการสนทนาอันตึงเครียดลงอย่างกะทันหัน
ปัง!
ประโยคคำนับถูกกลืนหายไปด้วยความตื่นตระหนก องครักษ์หนุ่มในชุดเกราะโลหะพุ่งพรวดเข้ามาคุกเข่าลงเบื้องหน้าด้วยเนื้อตัวที่ชุ่มโชกไปด้วยหยาดเหงื่อและฝุ่นควันจากการควบม้าทางไกล ลมหายใจหอบกระชั้นสะท้อนถึงภัยพิบัติที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้
"ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" องครักษ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ใบหน้าซีดเผือดจนไร้สีเลือด "สายลับของเราจากเมืองหลวงส่งม้าด่วนสี่ร้อยลี้มารายงาน... ตอนนี้ราชสำนักออกราชโองการลับ ประกาศจับกุมตัว 'องค์หญิงผู้พลัดถิ่น' แห่งแคว้นโหย่วผู้กำือกุญแจลับตระกูลเหม่ย โดยระบุเบาะแสว่า... นางกำลังหลบซ่อนตัวอยู่ในค่ายทหารประจิมแห่งนี้พ่ะย่ะค่ะ!"
สิ้นเสียงรายงานนั้น ราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางห้องโถงลับ อากาศรอบตัวพลانแข็งค้างในทันที
หลี่จวินหรงหันขวับกลับมามองเหม่ยซูเหยาในเสี้ยววินาที รังสีสังหารที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มสงครามแผ่ทะลักออกมาจากร่างสูงดุจพยัคฆ์คลั่ง นัยน์ตาคมกริบคู่นั้นเต็มไปด้วยประกายเพลิงแห่งความระแวงสงสัย ขณะที่เหม่ยซูเหยาซึ่งยืนตัวแข็งทื่อ รอยยิ้มลึกลับบนมุมปากเมื่อครู่หลุดหายไปอย่างไร้ร่องรอย หลอดเลือดที่ขมับเต้นตุบๆ ดั่งเสียงกลองศึกที่กำลังประโคมเรียกขวัญ...
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดื่มด่ำไปกับอักษรศิลป์แห่งความแค้นและกลยุทธ์นี้ด้วยกันนะครับ
คมพยัคฆ์สยบกลยุทธ์รัก•ตอนที่ 5
ปมเงื่อนในราชสำนัก
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คมพยัคฆ์สยบกลยุทธ์รัก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!