กลิ่นหอมของชากลีบเหมยอิงแดดอุ่นลอยกรุ่นอยู่เหนือโต๊ะไม้จันทน์สลักลายวิจิตร ทว่าบรรยากาศภายในห้องหนังสือประจำจวนอ๋องกลับเยียบเย็นราวกับถูกแช่แข็งด้วยน้ำค้างกลางฤดูหนาว
ใต้เงาพู่กันหยกที่จรดลงบนกระดาษสาเนื้อดี หลี่จวินหรงมิได้เงยหน้าขึ้นมองแขกผู้มาเยือน นัยน์ตาคมกริบดุจพยัคฆ์หนุ่มยังคงจับจ้องอยู่ที่แผนผังค่ายกลทหารชายแดน ทว่ารัศมีกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างสูงสง่ากลับทำให้ขุนนางขั้นสามอย่างใต้เท้าจางถึงกับต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก มือที่ยกถ้วยชาขึ้นจิบสั่นเทาเล็กน้อย
"ท่านอ๋อง... เรื่องที่กระผมกราบทูลไปเมื่อครู่ หาใช่คำใส่ความจากความริษยาไม่พะย่ะค่ะ" ใต้เท้าจางวางถ้วยชาลงอย่างระมัดระวัง ประสานมือโน้มตัวลงต่ำ พยายามซ่อนแววตากะล่อนเจ้าเล่ห์ไว้ใต้แพขนตา "กุนซือเหม่ยผู้นั้น แม้จะมีสติปัญญาเป็นเลิศ สามารถพลิกสถานการณ์ในศึกเมืองหลานโจวได้อย่างน่าอัศจรรย์ แต่... เบื้องหลังเล่าพะย่ะค่ะ? บุรุษหนุ่มรูปงามไร้หนวดเครา ผิวพรรณผุดผ่องราวนางสนมในวังหลวง กลับกุมอำนาจบัญชาการกองทัพพยัคฆ์ทมิฬเคียงบ่าเคียงไหล่พระองค์ ย่อมไม่ใช่เรื่องปกติวิสัย..."
หลี่จวินหรงยังคงนิ่งเงียบ เสียงปลายพู่กันที่ขูดขีดลงบนกระดาษราวกำลังนับจังหวะลมหายใจของคนตรงหน้า ดุจเสียงกลองศึกที่ดังสะท้อนในโสตประสาทของใต้เท้าจางทีละน้อย ความเงียบนี้ช่างทรงพลังและน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าการตวาดกร้าวเสียอีก
"เจ้ากำลังสงสัยในสายตาของเปิ่นหวาง (เรา) หรือใต้เท้าจาง?"
น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นอย่างไร้คลื่นอารมณ์ แต่มันกลับทำให้ผู้ฟังรู้สึกราวกับมีคมดาบมาจ่ออยู่ที่ลำคอ หลี่จวินหรงค่อยๆ วางพู่กันลง เงยหน้าขึ้นสบตาขุนนางเฒ่า แววตานั้นว่างเปล่า เยือกเย็น และคมกราบจนแทบจะกรีดแทงทะลุหัวใจอีกฝ่าย
"หา... มิได้พะย่ะค่ะกระผมเพียงแต่... เพียงแต่เป็นห่วงพระเกียรติและอนาคตของกองทัพ ข่าวลือในเมืองหลวงเริ่มหนาหูขึ้นทุกวันว่า ท่านอ๋องทรงโปรดปรานกุนซือหนุ่มผู้นี้จนเกินงาม บางคนถึงกับกล่าวว่า... อำนาจครึ่งหนึ่งของจวนอ๋องถูกมอบให้ ‘นางโลมจำแลง’ หรือบุรุษผู้มีใจฝักใฝ่บุรุษด้วยกันไปเสียแล้ว หากแม่ทัพนายกองพากันระส่ำระสายเช่นนี้ เกรงว่า..."
"พอ!"
คำเดียวกึกก้องดุจสายฟ้าฟาดกลางฤดูร้อน ใต้เท้าจางสะดุ้งสุดตัว คุกเข่าลงกับพื้นทันทีด้วยความหวาดกลัว เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มขมับ
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ประตูไม้แกะสลักก็ถูกเปิดออกอย่างแผ่วเบา ร่างระหงในชุดบัณฑิตสีครามเข้มก้าวเข้ามาอย่างสง่างาม กลิ่นอายความเยือกเย็นรอบกายของเหม่ยซูเหยาช่างกลมกลืนกับบรรยากาศในห้องเสียจนน่าประหลาด นางถือถาดเครื่องกระเบื้องเคลือบสีฟ้าครามเข้ามาด้วยท่าทีสงบเยือกเย็น ใบหน้าภายใต้กรอบหมวกปีกกว้างประดับหยกขาวเรียบเฉย ไร้ร่องรอยของความหวาดหวั่นต่อบรรยากาศกดดันแม้แต่น้อย
นางรู้ดี... รู้ตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้ามาเหยียบหน้าประตูแล้วว่า สุนัขรับใช้ฝ่ายตรงข้ามกำลังเห่าหอนเรื่องใดอยู่
"ถวายบังคมท่านอ๋อง คารวะใต้เท้าจางขอรับ" น้ำเสียงใสราวกระดิ่งเงินกังวานขึ้น ทว่าแฝงไว้ด้วยความหนักแน่นกังวานไกล นางก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะทำงาน วางถาดมากลงอย่างประณีตบรรจง
หลี่จวินหรงมองตามการเคลื่อนไหวของนาง นัยน์ตาพยัคฆ์ที่เคยแข็งกร้าวเมื่อครู่ อ่อนแสงลงวูบหนึ่งอย่างรวดเร็วจนแทบจับสังเกตไม่ได้ ร่องรอยความเหนื่อยล้าในแววตาของกุนซือสาวไม่รอดพ้นจากสายตาของเขา นางคงตรากตรำตรวจบัญชีเสบียงตลอดคืนที่ผ่านมาเพื่อให้ทันใช้ในกองทัพพรุ่งนี้
เหม่ยซูเหยาเหลือบมองใต้เท้าจางที่กำลังคุกเข่าตัวสั่นด้วยหางตา รอยยิ้มบางเบาดุจปีกจักจั่นปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างเย้ยหยัน แต่วาจาที่เอ่ยออกมากลับสุภาพอ่อนน้อมถ่อมตนยิ่งนัก
"ดูท่าใต้เท้าจางจะว่างงานมากกระมึง ถึงได้มีเวลาเดินทางมาถึงเรือนชั้นในของจวนอ๋องเพื่อใส่ใจเรื่องมุ้งมิ้งในกองทัพเช่นนี้ เกรงว่าฎีกาเรื่องการขุดลอกคูคลองทางใต้ที่ท่านรับผิดชอบ จะยังตรวจทานไม่เรียบร้อยดีกระมั้งถึงได้มีเวลามานั่งกังวลเรื่องเพศสภาพของข้าราชการฝ่ายบุ๋นเช่นข้า"
"เจ้า... เจ้าบังอาจ!" ใต้เท้าจางหน้าดำคร่ำเครียดด้วยความโกรธจัดที่ถูกเด็กหนุ่มสามหาวสวนกลับต่อหน้าท่านอ๋อง เขาชี้หน้าเหม่ยซูเหยาด้วยมือที่สั่นเทา "ท่านอ๋อง! พระองค์ทอดพระเนตรเถิด กุนซือผู้นี้มีความสามหาวและไร้สัมมาคารวะเพียงใด กล้าต่อปากต่อคำกับขุนนางผู้ใหญ่ ไร้ซึ่งความเป็นกุลบุตร... มิใช่สิ ไร้ซึ่งคุณธรรมของข้าราชการอย่างแท้จริง!"
"แล้วคุณธรรมที่แท้จริงของขุนนาง คือการมากราบทูลเรื่องไร้สาระ ยุยงให้เจ้านายระแวงผู้ใต้บังคับบัญชาในยามที่บ้านเมืองกำลังเผชิญศึกรอบด้านเช่นนั้นหรือใต้เท้าจาง?"
เหม่ยซูเหยาหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับขุนนางเฒ่าเต็มตัว แผ่นหลังที่ตั้งตรงและแววตาที่ฉายประกายความเฉียบคมดุจกระบี่เพิ่งลับ ทำให้ใต้เท้าจางถึงกับผงะถอยหลังโดยไม่รู้ตัว นางก้าวเข้าไปใกล้ทีละก้าวอย่างกดดัน
"ท่านบอกว่าข้ากุมอำนาจเกินหน้าเกินตา ท่านบอกว่าข่าวลือหนาหู... ข้าอยากถามท่านสักคำ ว่าเงินในท้องคลังทหารสามแสนตำลึงที่ท่านแอบยักยอกไปเมื่อฤดูใบไม้ผลิปีก่อน เพื่อไปซื้อที่ดินแถบชานเมืองให้ภรรยาหลวงของท่าน เลียนแบบวิถีชีวิตคหบดีใหญ่ นั้นคือ ‘ข่าวลือ’ หรือความจริงที่ท่านหวาดกลัวว่าข้าจะตรวจสอบพบกันแน่?"
สิ้นคำพูดนั้น ราวกับมีอสุนบาตฟาดลงกลางห้องหนังสือ ใต้เท้าจางหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ ไร้ซึ่งสีเลือด ดวงตาเบิกโพ้าง ริมฝีปากสั่นระริกจนพูดไม่ออก ได้แต่ชี้หน้าเหม่ยซูเหยาด้วยความตกใจกลัวถึงขีดสุด
"เจ้า... เจ้าพูดเหลวไหล! ใส่ร้ายป้ายสีข้า! ท่านอ๋อง โปรดให้ความเป็นธรรมแก่กระผมด้วย!" ใต้เท้าจางโขกหัวลงกับพื้นเสียงดังสนั่น หันไปร้องขอความเมตตาจากร่างสูงที่นั่งประทับนิ่งอยู่บนเก้าอี้
หลี่จวินหรงค่อยๆ เอนกายพิงพนักเก้าอี้ มือหนายกถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ นัยน์ตาคู่นั้นทอดมองภาพตรงด้วยความเยือกเย็นไร้ความปรานี น้ำเสียงทรงอำนาจเอ่ยขึ้นเพียงสั้นๆ แต่เฉียบขาดราวกับประกาศิตสวรรค์
"เบื้องหน้าเปิ่นหวาง... ไม่มีคำว่าใส่ร้าย มีแต่หลักฐานและโทษทัณฑ์"
อ๋องหนุ่มปรายตามองทหารองครักษ์ที่ยืนนิ่งอยู่หน้าประตู "ลากตัวใต้เท้าจางไปส่งคุกใต้ดิน ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินทั้งหมดของสกุลจางให้ละเอียด หากพบความผิดจริง... ลงโทษตามกฎหมายบ้านเมืองอย่างไร้การละเว้น"
"พะย่ะค่ะ!" องครักษ์เสื้อแพรสองนายก้าวเข้ามาอย่างรวดเร็ว ลากตัวใต้เท้าจางที่ส่งเสียงร้องโหยหวนขอความเมตตาออกไปจากห้องทันที เสียงโวยวายค่อยๆ เงียบหายไปตามทางเดิน เหลือไว้เพียงความเงียบสงบที่กลับมาเยือนอีกครั้ง
ภายในห้องหนังสือคงเหลือเพียงความเงียบงัน หลี่จวินหรงวางถ้วยชาลง นัยน์ตาคมกริบเลื่อนกลับมาสบเข้ากับดวงตากลมโตคู่สวยที่ซ่อนอยู่ภายใต้หมวกปีกกว้างของกุนซือสาว
เหม่ยซูเหยาถอนหายใจยาวออกมาเบาๆ นางขยับกายจะคำนับขอตัวถอยออกไปจัดการงานต่อ ทว่าจังหวะนั้นเอง...
มือหนาใหญ่คว้าเข้าที่ข้อแขนเรียวบางของนางไว้อย่างรวดเร็วและนุ่มนวลในเวลาเดียวกัน แรงดึงเพียงเล็กน้อยทำให้ร่างระหงเสียหลักเซถลืนเข้าไปปะทะกับแผงอกกว้างอันอบอุ่นของท่านอ๋องโดยไม่ทันตั้งตัว
กลิ่นอายบุรุษเฉพาะตัวผสมผสานกับกลิ่นชาชั้นดีโอบล้อมร่างของนางไว้ หัวใจดวงน้อยที่เคยเข้มแข็งมาตลอดกลับเต้นระรัวผิดจังหวะ เหม่ยซูเหยาตกใจรีบเงยหน้าขึ้นหมายจะต่อว่า ทว่ากลับต้องชะงักงันเมื่อพบว่าระยะห่างระหว่างใบหน้าของพวกเขานั้นใกล้กันจนลมหายใจไอร้อนเป่ารดกันและกัน
นัยน์ตาของหลี่จวินหรงที่เคยเยือกเย็นดุจน้ำแข็ง บัดนี้กลับลุกโชนด้วยประกายไฟบางอย่างที่อ่านไม่ออก ทั้งลึกล้ำ ทั้งหวงแหน และโหยหา
"เจ้าเหนื่อยมามากแล้ว ซูเหยา..." น้ำเสียงทุ้มต่ำพร่าพร่ากระซิบชิดริมหูของนาง แฝงความอ่อนโยนที่หาได้ยากยิ่งจากแม่ทัพผู้โหดเหี้ยม "เหตุใดจึงไม่ยอมบอกข้าเรื่องที่ถูกขุนนางพวกนั้นตามรังควานลับหลัง"
เหม่ยซูเหยาเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจไหววูบด้วยความรู้สึกซับซ้อน นางพยายามจะดึงแขนออกจากการกุม
"เรื่องแค่นี้... ข้าจัดการเองได้พะย่ะค่ะ ท่านอ๋องไม่จำเป็นต้อง..."
"แต่ข้าไม่ชอบให้ใครมาแตะต้องเจ้า แม้แต่คำพูดครหาพวกนั้นก็ไม่อฮุ…" หลี่จวินหรงกล่าวแทรกขึ้นอย่างดุดัน มือหนาเอื้อมขึ้นถอดหมวกปีกกว้างของนางออกอย่างเบามือ เส้นผมนุ่มสลวยสีดำขลับยาวสยายเคลียไหล่บางเผยให้เห็นใบหน้างดงามล่มเมืองที่ซ่อนเร้นมานาน นัยน์ตาคู่สวยสะท้อนภาพของเขาอย่างชัดเจน
ในจังหวะที่หัวใจของทั้งสองกำลังเต้นระส่ำท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความเสน่หาและความลับอันตราย เสียงฝีเท้าเร่งรีบของมหาเล็กคนสนิทก็ดังขึ้นที่หน้าประตูก่อนที่ร่างนั้นจะคุกเข่าลงด้วยความตื่นตระหนก
"ท่านอ๋อง! กาลีวิบัติแล้วพะย่ะค่ะ!" มหาเล็กละล่ำละลักรายงานด้วยเสียงสั่นเครือ "มีพระราชโองการด่วนที่สุดจากฮ่องเต้... ส่งตรงมาถึงจวนอ๋องกลางดึก... เนื้อความระบุว่า... พระองค์ทรงมีรับสั่งให้ท่านอ๋องสละตำแหน่งแม่ทัพพยัคฆ์ทมิฬ และ... และให้ส่งตัวกุนซือเหม่ยซูเหยาเข้าวังหลวงเพื่อรับการไต่สวนในข้อหากบฏ!"
มือที่กำลังโอบกอดร่างบางของหลี่จวินหรงชะงักค้างทันที แววตาที่พึ่งอ่อนโยนลงแปรเปลี่ยนเป็นความเหี้ยมเกรียมดุจพยัคฆ์ร้ายที่พร้อมจะฉีกกระชากทุกสิ่งเป็นจุล!
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามาด้วยกันในบทนี้นะครับ
คมพยัคฆ์สยบกลยุทธ์รัก•ตอนที่ 14
กลิ่นอายความอิจฉา
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คมพยัคฆ์สยบกลยุทธ์รัก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!