คมพยัคฆ์สยบกลยุทธ์รัก•ตอนที่ 13

ความสัมพันธ์ที่ไร้ชื่อ

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
หยดหมึกสีดำสนิทบนกระดาษสาเนื้อดี ค่อยๆ ซึมลามเป็นวงกว้าง ราวกับหัวใจของคนที่กำลังขบคิดเรื่องราวเบื้องหน้า ซึ่งถูกความมืดมิดกัดกินจนแทบไม่เหลือพื้นที่ให้แสงสว่าง สาส์นลับฉบับนั้นยังคงวางอยู่บนโต๊ะไม้จันทน์หอม ตราประทับขี้ผึ้งสีชาดรูปพยัคฆ์เหินหาว—สัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงองครักษ์เงาขั้นหนึ่ง ผู้ถวายงานรับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระบาทหลี่จวินหรงมานับทศวรรษ ยามนี้กลับกลายเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ตอกย้ำว่า "เกลือเป็นหนอน" หาได้อยู่ไกลตัว หากแต่แฝงกายอยู่ภายใต้ร่มเงาเดียวกัน หลี่จวินหรงมิได้เอ่ยคำใดออกมาตั้งแต่รุ่งสาง นัยน์ตาคมกริบดุจพญาอินทรีคู่นั้นกวาดมองตัวอักษรบนกระดาษซ้ำแล้วซ้ำเล่า รังสีสังหารแผ่ซ่านออกมาจากร่างสูงสง่าจนทำให้อุณหภูมิภายในห้องทรงอักษรลดฮวบลงราวกับเข้าสู่เหมันตฤดู ทว่า ในความเยือกเย็นดุร้ายนั้น กลับมีความระอุระลอกหนึ่งซ่อนอยู่ลึกๆ—ความระอุที่เกิดจากความตระหนักรู้ว่า... มีคนผู้หนึ่งกำลังพยายามยื่นมือเข้ามารุกล้ำ "อาณาเขต" ของพระองค์ ประตูกระดาษสาเลื่อนเปิดออกอย่างแผ่วเบา ร่างระหงในชุดคลุมบัณฑิตสีครามเข้มก้าวเข้ามาอย่างเงียบเชียบ เหม่ยซูเหยายังคงสวมหน้ากากไม้แกะสลักครึ่งหน้าเช่นเคย ทว่าดวงตาคู่คมปลาบที่ลอดผ่านกรอบหน้ากากนั้นกวาดปราดเดียวก็สามารถอ่านบรรยากาศอันตึงเครียดภายในห้องนี้ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง นางมิได้เร่งร้อนเอ่ยทักทาย หากแต่ก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะทำงาน กลิ่นอายจางๆ ของชาอู่หลงชั้นดีผสมผสานกับกลิ่นหมึกปะทะเข้ากับประสาทสัมผัส ซูเหยาทอดสายตามองสาส์นลับบนโต๊ะแวบหนึ่ง ก่อนจะเลื่อนสายตาขึ้นประสานกับนัยน์ตาเยือกเย็นของท่านอ๋อง "ดูท่า... คืนนี้เงาในความมืดคงจะร้อนรนเสียจนอดใจรอให้ถึงรุ่งอรุณไม่ไหวแล้วกระมังครับ ท่านอ๋อง" น้ำเสียงนุ่มนวลทว่าราบเรียบของกุนซือสาวดังขึ้น ทำลายความเงียบงันที่กดดัน หลี่จวินหรงเงยพระพักตร์ขึ้นช้าๆ พระองค์มิได้ตอบคำถามทันที แต่ทอดพระเนตรสำรวจสตรีตรงหน้าอย่างพิจารณา เส้นผมบางส่วนที่หลุดลุ่ยลงมาเคลียคลอข้างแก้มเนียน กิริยาท่าทางที่สุขุมนุ่มลึกไม่เคยเปลี่ยน และสติปัญญาที่เฉียบคมจนน่ากลัว... ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับเหม่ยซูเหยา ล้วนอยู่ในสายตาของพระองค์เสมอ และนั่นคือสิ่งที่เริ่มทำให้หลี่จวินหรงรู้สึก "หงุดหงิด" อย่างบอกไม่ถูก หงุดหงิดที่นางฉลาดเกินไป หงุดหงิดที่นางมักจะเอาตัวเข้าไปเสี่ยงในเกมการเมืองอันโสมมนี้อยู่เรื่อย และที่สำคัญที่สุด... หงุดหงิดที่พระองค์เริ่มไม่อาจละสายตาไปจากนางได้แม้แต่ชั่วเคลิ้ม "เจ้ากล้าดียังไงถึงก้าวเข้ามาในห้องทรงอักษรยามวิกาลโดยไม่มีคนรายงาน" หลี่จวินหรงตรัสด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทรงพลังกดดันจนคนฟังอาจเข่าอ่อนได้ เหม่ยซูเหยามิได้หวาดกลัว นางเพียงแย้มยิ้มบางๆ ที่มุมปาก—รอยยิ้มที่หลี่จวินหรงเริ่มคุ้นตาและรู้สึกว่ามันช่างกวนประสาทเสียเหลือเกิน "หากข้าน้อยรอให้คนมารายงาน เกรงว่าป่านนี้สาส์นฉบับนั้นคงถูกเผาทำลายไปพร้อมกับหลักฐานทั้งหมดแล้วกระมังครับ อีกอย่าง..." ซูเหยาเว้นจังหวะเล็กน้อย ก้าวเข้าไปใโต๊ะอีกก้าวหนึ่ง จนระยะห่างระหว่างคนทั้งสองลดลงอย่างน่าใจหาย "คนสนิทข้างกายท่านอ๋องผู้นั้น หาใช่คนที่ข้าน้อยกังวลไม่... แต่เป็นความดื้อรั้นของใครบางคน ที่กำลังคิดจะแบกรับภาระทุกอย่างไว้คนเดียวต่างหาก ที่น่ากังวลยิ่งกว่า" คำพูดนั้นเฉียบคมดราวกับใบมีดที่กรีดลงบนหัวใจ หลี่จวินหรงชะงักไปชั่วขณะ พระองค์จ้องลึกเข้าไปในดวงตานาคู่นั้น พลันรู้สึกเหมือนถูกนางมองทะลุปรุโปร่งถึงความโดดเดี่ยวที่ซ่อนอยู่ภายใน ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หลี่จวินหรงชินชากับการยืนหยัดอยู่บนจุดสูงสุดของอำนาจท่ามกลางความหนาวเหน็บ พระองค์ไม่เคยเชื่อใจใคร และไม่เคยอนุญาตให้ผู้ใดเข้ามาใกล้ชิดจนถึง "เขตหวงห้าม" ในจิตใจ ทว่า ตั้งแต่เหม่ยซูเหยาเข้ามาเป็นกุนซือ สตรีผู้นี้กลับก้าวล้ำเข้ามาทีละน้อย อย่างแนบเนียน จนกระทั่ง... ในยามที่พระองค์ทรงหลับตาลง ภาพแรกที่ปรากฏขึ้นในห้วงคำนึง กลับไม่ใช่แผนผังสนามรบหรือรายชื่อขุนนางกบฏ แต่กลับเป็นแผ่นหลังบอบบางที่ยืนหยัดต้านทานลมฝนเคียงข้างพระองค์ นี่ไม่ใช่ความรู้สึกของนายเหนือกับผู้ใต้บังคับบัญชาอีกต่อไปแล้ว... มันคือความหวงแหนอย่างลึกซึ้ง เป็นความกระวนกระวายใจยามเห็นนางตกอยู่ในอันตราย และเป็นความปรารถนาที่จะเก็บกวาดอุปสรรคทุกอย่างบนโลกใบนี้ เพื่อไม่ให้มีใครหน้าไหนกล้าแตะต้องตัวนางแม้แต่ปลายก้อย "ซูเหยา..." หลี่จวินหรงตรัสเรียกพระนามนั้นแผ่วเบา น้ำเสียงที่เคยเยือกเย็นดุจน้ำแข็ง บัดนี้กลับเจือไปด้วยกระแสความรู้สึกบางอย่างที่หนักอึ้งและซับซ้อนเกินกว่าจะอธิบาย เหม่ยซูเหยาชะงักไปเล็กน้อยยามที่สุ้มเสียงนั้นเปลี่ยนไป นางเงยหน้าขึ้นสบตา และเพียงเสี้ยววินาทีนั้นเอง ที่นางรู้สึกเหมือนถูกดึงดูดเข้าไปในวังวนของห้วงอารมณ์อันลึกล้ำ ซึ่งสตรีใดในแผ่นดินก็ไม่อาจอาจเอื้อมไปถึง "ท่านอ๋อง..." นางพยายามจะเอ่ยบางอย่างเพื่อดึงสติของตนเองกลับมา ทว่า ช้าไปเสียแล้ว... ร่างสูงสง่าของหลี่จวินหรงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พระองค์ก้าวข้ามโต๊ะทำงานมาประชิดร่างบางในเวลาเพียงพริบตาเดียว แรงกดดันจากบุรุษผู้กุมอำนาจสูงสุดแผ่ซ่านจนเหม่ยซูเหยาต้องถอยหลังไปก้าวหนึ่ง จนกระทั่งแผ่นหลังชนเข้ากับชั้นตำราด้านหลัง หลี่จวินหรงใช้แขนข้างหนึ่งยันชั้นตำราไว้ กักร่างของกุนซือสาวให้อยู่ในอ้อมกอดกลายๆ กลิ่นอายบุรุษอันเข้มข้นผสมผสานกับกลิ่นอายสนธยาโอบล้อมรอบตัวนาง จนลมหายใจของซูเหยาเริ่มติดขัด "เจ้าคิดจะเอาตัวเข้าแลกเพื่อสืบเรื่องนี้อีกแล้วใช่หรือไม่" หลี่จวินหรงก้มพระพักตร์ลงมาต่ำ จนพระนาสิกแทบจะชนกับหน้ากากไม้ของนาง สุ้มเสียงทุ้มต่ำรอดไรพระโอษฐ์ออกมาด้วยความกรุ่นโกรธที่เจือปนความห่วงใยอย่างปิดไม่มิด "เหม่ยซูเหยา... เจ้าคิดว่าชีวิตของเจ้าไม่มีค่าพอจะให้ระวังเลยหรือ" "ข้าน้อยเพียงแต่..." "หุบปาก" หลี่จวินหรงตรัสตัดบทด้วยน้ำเสียงดุดลึก พระหัตถ์อีกข้างยื่นออกไปปลายนิ้วอุ่นแตะลงบนคางสตรีตรงหน้าอย่างแผ่วเบา สัมผัสที่ไร้ซึ่งการล่วงเกิน ทว่ากลับสั่นสะเทือนหัวใจของซูเหยาจนแทบหยุดเต้น "จำเอาไว้... เจ้าเป็นกุนซือของหลี่จวินหรง เป็นคนของข้า หากข้าไม่อนุญาต ต่อให้เป็นยมบาลจากขุมนรก ก็ไม่มีสิทธิ์พรากชีวิตเจ้าไปได้แม้แต่คนเดียว!" ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วทั้งห้องทรงอักษรอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้มันเต็มไปด้วยคลื่นอารมณ์ที่โหมกระหน่ำยิ่งกว่าพายุฝน เคมีระหว่างทั้งสองพุ่งทะยานถึงขีดสุด ความเยือกเย็นของท่านอ๋องถูกหลอมละลายด้วยความร้อนรุ่มในใจ ขณะที่สติปัญญาอันเป็นเลิศของกุนซือสาว กลับพังทลายลงต่อหน้าสายตาที่เต็มไปด้วยความมั่นคงดุจหินผานั้น ซูเหยาเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจเต้นระรัวราวกับกลองศึก นางกำลังจะเอ่ยปากแย้งเพื่อรักษาท่าทีของตนไว้ ทว่าในจังหวะที่หัวใจทั้งสองดวงกำลังเต้นตรงกันในจังหวะเดียวกันนั้นเอง... *แกร็ก!* เสียงฝีเท้าเบาหวิวดังขึ้นที่ด้านนอกหน้าต่างกระดาษสา พร้อมกับเงาดำสายหนึ่งที่พุ่งวาบผ่านแสงจันทร์อย่างรวดเร็วดุจสายฟ้าแลบ หลี่จวินหรงหรี่ตาลงทันที รังสีสังหารระเบิดออกในพริบตา พระองค์คว้ากระบี่ประจำกายที่พาดอยู่ข้างโต๊ะได้อย่างแม่นยำโดยไม่ต้องมอง ทว่า ก่อนที่พระองค์จะได้พุ่งตัวออกไปจัดการผู้บุกรุก... แผ่นกระดาษสาบานใหญ่ที่ปิดทึบหน้าต่าง ก็ถูกเจาะทะลุด้วยลูกดอกอาบยาพิษสีเขียวมรกต พุ่งตรงมาปักลงบนโต๊ะไม้จันทน์หอม ห่างจากสาส์นลับฉบับเดิมเพียงแค่คืบเดียวเท่านั้น! และที่น่าตกใจยิ่งกว่า... บนตัวลูกดอกดอกนั้น มีเศษกระดาษชิ้นเล็กๆ ผูกติดไว้ พร้อมกับลายมืออันคุ้นเคยที่ทำให้ทั้งหลี่จวินหรงและเหม่ยซูเหยาต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง —เพราะมันคือลายมือของ "องค์ชายรัชทายาท" ผู้ที่ควรจะประทับอยู่ ณ ตำหนักในเขตหวงห้ามชั้นในเวลานี้! ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามาด้วยกันในบทนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คมพยัคฆ์สยบกลยุทธ์รัก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%