"ท่านอ๋อง... พวกเราตกหลุมพรางแล้ว..." เสียงขององครักษ์คนสนิทตะโกนลั่นด้วยความตื่นตระหนก ทว่ายังไม่ทันที่ผู้ใดจะได้ขยับตัว แผ่นดินใต้ฝ่าเท้าของพวกเขาก็ยุบตัวลงพร้อมกับเสียงกลไกมรณะที่ทำงานขึ้นพร้อมกันทุกด้าน!
เศษฝุ่นควันและกลิ่นดินปืนคละคลุ้งไปทั่วหุบเขาผาจันทรา หลี่จวินหรงมิได้แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย นัยน์ตาคู่นคมกริบดุจพยัคฆ์หนุ่มกวาดมองธนูนับพันดอกที่พุ่งแหวกอากาศลงมาราวกับห่าฝน ท่วงท่าของเขายังคงสงบนิ่งราวกับสายน้ำลึกที่ซ่อนกระแสน้ำวนอันเชี่ยวกราก มือหนาตวัดผ้าคลุมสีดำสนิทปัดป้องประกายคมดาบที่พุ่งเข้าใส่ได้อย่างแม่นยำ ก่อนจะทะยานร่างขึ้นเหยียบบนโขดหินสูงเพื่อประเมินสถานการณ์
กลลวงนี้แยบยลยิ่งนัก... กองทัพศัตรูจงใจทิ้งค่ายกลและธงรบไว้ล่อตาล่อใจ เพื่อให้กองหน้าของเขาบุกตะลุยเข้ามาในหุบเขาอับสัญญาณแห่งนี้ หากเป็นแม่ทัพนายกองทั่วไป คงถูกห่าธนูและกับดักหลุมพรางคร่าชีวิตไปครึ่งค่อนกองทัพแล้ว แต่นี่คือหลี่จวินหรง ผู้ซึ่งผ่านสนามรบมาโชกโชนและอาบเลือดมานับไม่ถ้วน
"ท่านอ๋อง กำลังพลฝั่งซ้ายเสียหายหนัก ข้าศึกระดมยิงเกาทัณฑ์เพลิงลงมา มิอาจต้านทานได้นานนักพ่ะย่ะค่ะ!" องครักษ์รายงานด้วยน้ำเสียงหอบกระเสือกกระสน
หลี่จวินหรงแค่นเสียง "หึ" ในลำคอ รังสีสังหารแผ่ซ่านออกจากร่างจนอุณหภูมิรอบตัวลดฮวบลง "พวกมันคิดว่าใช้หุบเขานี้ฝังกลบพวกเรากระนั้นหรือ... ช่างประเมินค่าตระกูลหลี่ต่ำเกินไป"
ในวินาทีเป็นตายนั้นเอง เงาร่างระหงในชุดคลุมสีเทาเข้มของกุนซือหญิงก็ปรากฏขึ้นบนหน้าผาสูงชัน นางมิได้มีทีท่าหวาดกลัวแม้แต่น้อย ปิ่นไม้เรียบง่ายที่ปักมวยผมไหวเอนตามแรงลม นัยน์ตาคู่คมดั่งหงส์มองลงมาเบื้องล่างด้วยความเฉียบคม เหม่ยซูเหยาถือพัดขนนกโบกสะบัดเป็นจังหวะ นางส่งสัญญาณมือลับเฉพาะที่ตกลงกันไว้ ท่ามกลางห่าฝนเกาทัณฑ์ที่โปรยปราย
มิใช่ความบังเอิญที่พวกเขาเดินเข้าสู่หลุมพราง... แต่เป็นความจงใจที่จะก้าวเข้ามา เพื่อตลบหลังศัตรูต่างหาก!
"จุดไฟส่งสัญญาณ!" เสียงหวานกังวานทว่าทรงอำนาจสั่งการจากเบื้องบน
สิ้นคำสั่งของเหม่ยซูเหยา ธนูเพลิงนับร้อยดอกก็ถูกยิงสวนขึ้นไปบนยอดผาอีกด้านหนึ่ง มิใช่เพื่อโจมตีศัตรู แต่เป็นการจุดชนวนระเบิดดินปืนที่ตระเตรียมไว้ล่วงหน้า แรงระเบิดสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าผ่า ก้อนหินขนาดมหึมาถล่มลงปิดปากทางเข้าออกของหุบเขา ตัดขาดกำลังเสริมของศัตรูในพริบตา
นี่คือ "กลยุทธ์ลวงตา" ที่เหม่ยซูเหยาและหลี่จวินหรงร่วมกันวางแผนซ้อนแผนอย่างแนบเนียน ศัตรูคิดว่าตนเองเป็นผู้ล่า ที่แท้กลับกลายเป็นเหยื่อที่ถูกต้อนเข้าสู่กรงขังอันไร้ทางหนีทีไล่
"ถอยกำลังพลส่วนหน้าทั้งหมด เปิดทางให้ทัพม้าเร็วบุกเข้าตีหัวเมืองหลิวโจวทันที!" หลี่จวินหรงออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงกังวานทรงพลัง ดุดันและเด็ดขาด กองทัพที่เคยโกลาหลกลับคืนสู่ระเบียบวินัยในชั่วพริบตา พวกเขาเปลี่ยนจากการตั้งรับเป็นการจู่โจมอย่างดุดันดั่งพยัคฆ์ติดปีก
ยามเมื่อแสงสนธยาอาบไล้ผืนป่า กองทัพของท่านอ๋องก็เข้าประชิดกำแพงเมืองหลิวโจว หัวเมืองสำคัญทางยุทธศาสตร์ที่ปราการแข็งแกร่งที่สุดในแคว้น เมืองนี้ตั้งอยู่บนทำเลที่ยากจะตีแตกได้ด้วยกำลังพลเพียงอย่างเดียว หากแต่ในยามนี้ ทหาร守城 (ผู้รักษาเมือง) ต่างแตกตื่นและสับสน เนื่องจากข่าวลือที่ว่ากองทัพหลักของตระกูลหลี่ถูกฝังกลบอยู่ที่หุบเขาผาจันทราไปหมดแล้ว พวกเขาจึงมิได้ระมัดระวังตัวเท่าที่ควร
บนหอคอยสูงของประตูเมืองหลิวโจว แม่ทัพฝ่ายศัตรูยืนกอดอกมองลงมาด้วยความเย่อหยิ่ง เขาหัวร่อร่าด้วยความลำพองใจ "ฮ่าๆๆ คิดไม่ถึงว่าสุนัขป่าแห่งตระกูลหลี่จะมาจบชีวิตลงที่นี่ ช่างน่าสมเพชนัก!"
ทว่า รอยยิ้มนั้นยังไม่ทันจางหายจากใบหน้า เสียงคำรามกึกก้องของกองทัพม้าก็ดังสนั่นหวั่นไหวขึ้นที่เบื้องล่าง
หลี่จวินหรงควบม้าสีหมอกตัวใหญ่นำหน้ากองพล ท่วงท่าสง่างามดั่งเทพสงครามผู้ลงมาจุติ นัยน์ตาคู่คมกริบมองตรงไปยังกำแพงเมืองด้วยความเยือกเย็นดุจน้ำแข็ง มือขวาเงื้อดาบยาวขึ้นฟ้าประกายแสงวาววับสะท้อนกับแสงจันทร์
"บุก!"
เพียงคำสั่งเดียว ประตูเมืองเหล็กกล้าอันหนาหนักก็ถูกพังทลายลงด้วยรถกระแทกศิลาที่ถูกลำเลียงมาอย่างเงียบเชียบ ทหารศัตรูที่ตั้งตัวไม่ทันต่างแตกตื่นวิ่งหนีอลหม่าน เลือดสีชาดสาดกระเซ็นย้อมผืนปฐพี เสียงกรีดร้องและเสียงเหล็กกระทบกันดังระเบือนไกล ชัยชนะอยู่ในกำมืออย่างรวดเร็วดั่งพลิกฝ่ามือ
ท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดและควันไฟ หลี่จวินหรงควบคุมม้าศึกเดินตรวจตราความเรียบร้อยภายในค่ายพักแรมชั่วคราวที่ยึดมาได้ สายตาคมปลาบกวาดมองไปรอบกายด้วยความระแวดระวัง แม้จะยึดหัวเมืองสำคัญได้แล้ว แต่ในใจของเขากลับรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง ความเงียบงันของเมืองหลิวโจวแห่งนี้ดูเยือกเย็นและราบรื่นจนเกินไป... ราวกับมีบางสิ่งกำลังรอคอยพวกเขาอยู่
ในขณะนั้นเอง เงาร่างระหงของกุนซือหญิงก็เดินเข้ามาใกล้ นางถือสำรับชาสมุนไพรส่งกลิ่นหอมกรุ่นมาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้า กลิ่นหอมละมุนของดอกเหมยช่วยเจือจางกลิ่นเลือดคละคลุ้งในอากาศให้เบาบางลง นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาคู่นั้นลึกล้ำยากจะหยั่งถึง
"ท่านอ๋อง... ทุกอย่างเป็นไปตามแผน ทว่า..." เสียงหวานเอ่ยขึ้นแผ่วเบา
"ทว่าอย่างไร ซูเหยา?" หลี่จวินหรงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ปรายตามองถ้วยชาในมือของนาง
เหม่ยซูเหยายังไม่ทันได้เอաբคำใด องครักษ์หน้าตาตื่นก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาคุกเข่าลงแทบเท้า ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด "ทูลท่านอ๋อง! ข่าว... ข่าวจากเมืองหลวงพ่ะย่ะค่ะ!"
หลี่จวินหรงรับม้วนสารลับมาคลี่ออกอ่านอย่างรวดเร็ว นัยน์ตาคู่คมหรี่แคบลงทันทีเมื่อกวาดสายตาผ่านตัวอักษรแต่ละบรรทัด รังสีอำมหิตแผ่พุ่งออกมาจากร่างจนองครักษ์ตัวสั่นเทา
ในสารลับระบุไว้ชัดเจนว่า... กองกำลังหลักที่แท้จริงของศัตรู หาได้อยู่ในหุบเขาผาจันทราหรือเมืองหลิวโจวไม่ แต่พวกมันกำลังเคลื่อนพลเข้าปิดล้อม "ตำหนักบูรพา" ที่ประทับลับขององค์ชายรอง ซึ่งมีสตรีผู้หนึ่งที่เขารักและห่วงใยยิ่งกว่าชีวิตพำนักอยู่!
และยิ่งไปกว่านั้น... ตราประทับบนสาส์นลับฉบับนี้ เป็นลายมือของคนสนิทข้างกายพระองค์เอง
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในเส้นทางประวัติศาสตร์อันเข้มข้นนี้ด้วยกันนะครับ — พงศาวดารมีชีวิต
คมพยัคฆ์สยบกลยุทธ์รัก•ตอนที่ 12
กลยุทธ์ลวงตา
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คมพยัคฆ์สยบกลยุทธ์รัก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!