"หากแม่ทัพพายัพยังคงยึดมั่นในตำราพิชัยสงครามบทที่เจ็ด เกรงว่าอีกสามชั่วยามข้างหน้า ธงรบตระกูลหลี่คงได้กลายเป็นผ้าขี้ริ้วเช็ดพื้นให้แก่กองโจรป่าหนานซานเป็นแน่ครับ"
สำเนียงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยกระแสลมคมกริบดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของห้องโถงบัญชาการ แสงเทียนสีส้มวับแวมสะท้อนบนหน้ากากทองแดงลายพยัคฆ์ที่สวมทับใบหน้าของบุรุษร่างโปร่ง นัยน์ตาภายใต้หน้ากากคู่นั้นกวาดมองแผนที่ยุทธศาสตร์ปักด้วยด้ายไหมสีทองบนโต๊ะไม้จันทน์อย่างไม่เกรงกลัวอำนาจของผู้ใด
หลี่จวินหรงมิได้เงยหน้าขึ้นทันที เขายังคงตวัดพู่กันขนหมาป่าลงบนแผ่นกระดาษสาด้วยลายเส้นเฉียบคมและหนักแน่น น้ำหมึกสีดำเข้มตัดกับกระดาษขาวสะอาดดั่งห้วงสมุทรและแผ่นน้ำแข็ง บรรยากาศรอบตัวท่านอ๋องผู้กุมกองทัพประจิมแผ่รังสีเยือกเย็นกดดันจนนายกองทหารกล้าที่ยืนอยู่รอบห้องต่างพากันกลืนน้ำลายอึกใหญ่ด้วยความหวาดหวั่น ไม่มีใครกล้าหายใจแรง แม้แต่เสียงลมหายใจของตนเองยังรู้สึกว่าดังเกินไปในยามนี้
นี่คือการเผชิญหน้าระหว่างอำนาจเด็ดขาดในฐานะแม่ทัพผู้ผ่านศึกโชกโชน กับมันสมองอันล้ำลึกที่ซ่อนเร้นภายใต้หน้ากากปริศนาของยอดกุนซือ เหม่ยซูเหยา
"เจ้ากล้าดียังไงถึงวิจารณ์คัมภีร์ของบรรพบุรุษ?" แม่ทัพรองโจวเค่อตบโต๊ะเสียงดังสนั่นด้วยความโกรธเกรี้ยว เส้นเลือดที่ขมับปูดโปน ใบหน้าคมเข้มแดงก่ำ "กุนซือเหม่ย ท่านเป็นเพียงบัณฑิตหน้าขาวที่เพิ่งก้าวเข้ามาในค่ายทหาร รู้จักความโหดร้ายของสนามรบสักเพียงใด ถึงกล้าเอ่ยวาจาสามหามดูหมิ่นกลยุทธ์ของท่านอ๋อง!"
เหม่ยซูเหยาไม่แม้แต่จะชายตามองแม่ทัพรองผู้นั้น นางเพียงยกเรียวปลายนิ้วที่สวมปลอกเล็บทองคำขาวขึ้นเคาะเบาๆ บนขอบโต๊ะเป็นจังหวะเชื่องช้า ทว่าก้องกังวานในความรู้สึกของทุกคน
"ตำราพิชัยสงครามมีไว้ให้ศึกษา มิใช่มีไว้ให้ท่องจำจนปัญญาตีบตันครับท่านแม่ทัพรอง" ซูเหยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าบาดลึกถึงขั้วหัวใจ "กองโจรหนานซานขึ้นชื่อเรื่องความว่องไวและชำนาญภูมิประเทศ หากท่านอ๋องเคลื่อนทัพหลักเข้าตีตรงหน้าผาหงส์เหินตามตำรา กองกำลังของเราย่อมตกอยู่ในวงล้อมที่ฝ่ายตรงข้ามเตรียมขุนพลซุ่มรอรับไว้แล้ว นี่ไม่ใช่การบุกทะลวง แต่เป็นการเดินเข้าสู่ปากเหยี่ยวปากกาโดยแท้จริง"
"บังAอาจ!" โจวเค่อชักดาบออกจากฝักครึ่งหนึ่ง ประกายคมดาบสะท้อนแสงไฟวับวาว
"พอได้แล้ว"
สุ้มเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์หนุ่มในป่าลึกดังขึ้นเพียงคำเดียว ทว่าทรงพลังอำนาจจนทำให้ทุกสรรพเสียงในห้องโถงเงียบสนิทลงทันดล หลี่จวินหรงค่อยๆ วางพู่กันลงอย่างช้าๆ เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาคู่สวยที่มองลอดผ่านช่องหน้ากากทองแดงมาอย่างไม่หวั่นไหว นัยน์ตาคมกริบดุจเหยี่ยวคู่นั้นพิจารณาร่างระหงที่ซ่อนรูปอยู่ใต้ชุดคลุมตัวโคร่งอย่างค้นหา
ท่านอ๋องไม่เคยโปรดปรานผู้ใดที่อาจหาญมาท้าทายอำนาจของเขา ยิ่งเป็นกุนซือหน้าใหม่ที่ฮ่องเต้ส่งตรงมาจากเมืองหลวงด้วยแล้ว ยิ่งน่าสงสัยในเจตนา
"ในเมื่อเจ้าบอกว่ากลยุทธ์ของเราคือทางตัน เช่นนั้นแผนการของกุนซือเหม่ยเล่า มีความวิเศษอันใดที่จะสยบโจรป่าหลายพันคนโดยที่กองทัพของข้าไม่ต้องสูญเสียกำลังพลแม้แต่คนเดียว?" หลี่จวินหรงเอ่ยถาม เสียงของเขาราบเรียบ เย็นเยียบ ไร้ระลอกคลื่นแห่งอารมณ์ใดๆ ทว่ากดดันจนคนฟังรู้สึกราวกับมีภูเขาทั้งลูกกดทับอยู่บนบ่า
เหม่ยซูเหยาแย้มยิ้มบางเบาภายใต้หน้ากาก นางก้าวเท้าเข้าไปใกล้แผนที่ยุทธศาสตร์อีกก้าวหนึ่ง กลิ่นอายจางๆ ของดอกเหมยขาวที่ผสมผสานกับกลิ่นหมึกจีนลอยแตะนาสก์ของท่านอ๋องชั่วขณะ ทำให้หลี่จวินหรงขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดที่พุ่งวาบขึ้นในอก
"เรียนท่านอ๋อง... เรามิจำเป็นต้องส่งทหารแม้แต่คนเดียวไปที่หน้าผาหงส์เหินครับ" ซูเหยาชี้เรียวปลายนิ้วไปยังจุดที่ลึกที่สุดของหุบเขาอัคคี "ฝ่ายตรงข้ามคาดหวังให้เราส่งกำลังเสริมไปช่วยแนวหน้า พวกมันจึงทุ่มกำลังทั้งหมดไปที่นั่น แต่ถ้าหากเราใช้กองกำลังทหารม้าเบาเพียงสองร้อยนาย อ้อมไปทางลำธารสายเก่าที่แห้งขอด แล้วจุดไฟเผาป่าหญ้าแห้งทางด้านหลังค่ายกลของพวกมันในยามวิกาลเล่าครับ?"
ดวงตาของหลี่จวินหรงหรี่แคบลงทันที สมองระดับอัจฉริยะของแม่ทัพผู้ไร้พ่ายคำนวณผลลัพธ์ในเสี้ยววินาที
หากจุดไฟเผาจากด้านหลัง ทิศทางลมยามค่ำคืนจะพัดควันพิษและเปลวเพลิงเข้าสู่ค่ายของโจรป่าโดยตรง พวกมันจะเกิดความโกลาหลและเข้าใจผิดว่าถูกกองทัพใหญ่ล้อมตลบหลังด้วยกำลังนับหมื่น สติสัมปชัญญะและความฮึกเหิมจะมลายหายไปในพริบตา เมื่อนั้นกองโจรที่แตกตื่นจะวิ่งหนีตายเข้าสู่หุบแคบ ซึ่งเป็นจุดที่กองกำลังซุ่มรออยู่แล้ว... เป็นแผนการที่ใช้แรงน้อยแต่ได้ผลมหาศาล ดุจการดีดนิ้วครั้งเดียวแต่ทำลายขุนเขาได้ทั้งลูก!
นี่ไม่ใช่แค่กลยุทธ์ธรรมดา แต่มันคือศิลปะแห่งการสงครามที่ไร้ความปรานีและงดงามราวกับบทกวี
โจวเค่ออ้าปากค้าง พูดไม่ออก ทหารรอบห้องต่างมองหน้ากันด้วยความทึ่งแกแกมตะลึงงัน
หลี่จวินหรงนิ่งเงียบไปนาน เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายกำยำภายใต้ชุดเกราะสีดำสนิทแผ่ซ่านไอสังหารอันทรงพลัง ก้าวเข้าไปประชิดตัวเหม่ยซูเหยาจนระยะห่างเหลือเพียงคืบเดียว กลิ่นกายบุรุษเพศที่อบอุ่นและดุดันผสมผสานกับกลิ่นอายเหล็กกล้าแผ่เข้าโอบล้อมร่างของหญิงสาว
ซูเหยาหัวใจกระตุกวูบ นางต้องฝืนควบคุมลมหายใจของตนเองไม่ให้สะั่นไหวเมื่อเผชิญหน้ากับบุรุษผู้เป็นดั่งเทพแห่งสงครามในระยะประชิด นัยน์ตาคมกริบของหลี่จวินหรงจ้องมองทะลุผ่านหน้ากากราวกับต้องการแผดเผาตัวตนปลอมๆ นี้ให้มลายหายไป
"เจ้ากล้าใช้ไฟเป็นอาวุธ... รู้หรือไม่ว่าหากทิศทางลมเปลี่ยนเพียงชั่วพริบตา กองกำลังสองร้อยนายของเราจะกลายเป็นผงธุลีในกองเพลิงทันที" เสียงกระซิบต่ำแผ่วเบาริมหูของท่านอ๋องชวนให้ขนลุกซู่ "ความเสี่ยงเช่นนี้ เจ้ากล้าเอาศีรษะของตนเองเป็นเดิมพันหรือไม่ กุนซือเหม่ย?"
ซูเหยาเงยหน้าขึ้นสบตาโดยไม่หลบเลี่ยง แม้ริมฝีปากจะแห้งผาก แต่น้ำเสียงของนางยังคงมั่นคงและกังวานใส
"หากข้าทำให้กองทัพพ่ายแพ้ ยินดีมอบศีรษะให้ท่านอ๋องตัดลงมาสังเวยค่ายทหารด้วยความเต็มใจครับ... แต่หากข้าชนะ ท่านอ๋องต้องทรงสัญญาว่าจะยอมรับข้อเสนอในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเสบียงคลังของกองทัพตามที่ข้าเคยทูลเสนอ"
หลี่จวินหรงจ้องมองแววตานั้นเนิ่นนาน แววตาที่เด็ดเดี่ยว ทระงน และฉายประกายปัญญาเจิดจ้าดั่งดวงดาวในคืนเดือนมืด ไม่มีทีท่าหวาดกลัวต่ออำนาจของเขาเลยแม้แต่น้อย สตรีผู้นี้ช่างน่าสนใจ... น่าสนใจจนเขาอยากจะรู้เสียแล้วว่าภายใต้หน้ากากทองคำนั้น ซ่อนใบหน้าและเรื่องราวอันน่าสะเทือนใจอันใดไว้กันแน่
"ดี..." หลี่จวินหรงเหยียดยิ้มที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มแรกที่ทรงอำนาจและเยือกเย็นจับใจ "ข้าให้โอกาสเจ้าพิสูจน์ตนเอง คืนนี้... จงนำกองกำลังสองร้อยนายนั้นออกเดินทางตามแผนของเจ้า หากรุ่งสางเราไม่เห็นชัยชนะ เตรียมตัวรับโทษทัณฑ์สูงสุดแห่งค่ายทหารได้เลย"
กล่าวจบท่านสะบัดกายเดินผ่านร่างของซูเหยาไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงกระแสลมเย็นเฉียบที่ยังคงอบอวลด้วยกลิ่นอายบุรุษ
ซูเหยาผ่อนลมหายใจยาวเหยียดที่อั้นไว้ออกมาอย่างเงียบเชียบ เม็ดเหงื่อกาฬผุดซึมตามไรผมใต้หน้ากาก นางรู้ดีว่านี่เป็นเพียงก้าวแรกบนกระดานหมากอันตรายที่เดิมพันด้วยชีวิตและวงศ์ตระกูล
ทว่า ในขณะที่นางกำลังจะหันหลังเดินออกจากห้องโถงบัญชาการเพื่อไปจัดเตรียมกำลังพล ขันทีเฒ่าหน้าห้องผู้หนึ่งก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาคุกเข่าลงแทบเท้า พร้อมกับชูหีบไม้ประดับลายมังกรหยกสีขาวนวลขึ้นเหนือหัวด้วยมือที่สั่นเทา
"เรียนท่านอ๋อง... และกุนซือเหม่ย! พระราชโองการด่วนที่สุดจากเมืองหลวง... ส่งตรงถึงมือท่านอ๋องหลี่จวินหรงในยามวิกาลพึ่งมาถึงครับ!"
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านควันไฟและกลยุทธ์อันล้ำลึกนี้ไปด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
พงศาวดารมีชีวิต
คมพยัคฆ์สยบกลยุทธ์รัก•ตอนที่ 3
หมากกระดานแรกเริ่ม
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คมพยัคฆ์สยบกลยุทธ์รัก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!