กลิ่นอายของชาผู่หลางยามค่ำคืนคุกรุ่นไปด้วยความกดดันอันเงียบงัน น้ำในกาต้มทองสัมฤทธิ์เดือดปุดส่งเสียงคำรามเบาๆ ราวกับจะเตือนสติผู้คนในห้องหนังสือบูรพาว่า ทุกย่างก้าวในวังอ๋องแห่งนี้ล้วนแขวนอยู่บนเส้นด้ายแห่งความเป็นความตาย
"เจ้ายังจะสวมหน้ากากหนังมนุษย์นี้ไปถึงไหนกัน... ซูเหยา"
สุ้มเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบราวกับคมมีดบาดลึก หลี่จวินหรงประทับนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะไม้จันทน์แดง นัยน์ตาคมกริบดุจพยัคฆ์ซ่อนเล็บจ้องมองร่างเพรียวบางที่ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องล่าง แววตาของท่านอ๋องว่างเปล่าและเย็นชา ทว่ากลับซ่อนคลื่นอารมณ์ระลอกใหญ่ที่พร้อมจะซัดสาดทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้า
เหม่ยซูเหยายังคงรักษาท่าทีเยือกเย็น เธอไม่ได้สะท้านสะเทือนต่อคำประกาศิตนั้น ปลายนิ้วเรียวยาวค่อยๆ เอื้อมขึ้นปลดสายรัดหน้ากากหนังมนุษย์ที่สวมใส่เพื่ออำพรางใบหน้าที่แท้จริงมาแรมปีออกอย่างเชื่องช้า ราวกับพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์
เมื่อแผ่นหนังบางถูกลอกออก แสงจากตะเกียงน้ำมันส่องกระทบเข้ากับใบหน้าอันงดงามล่มเมืองที่ถูกซ่อนเร้นไว้ภายใต้คราบของกุนซือหนุ่ม ดวงพักตร์รูปไข่รับกับคิ้วโก่งดั่งคันศร นัยน์ตาดำขลับประกายความเฉลียวฉลาดดุจดวงดาวในคืนเดือนมืด และริมฝีปากอิ่มที่เม้มเข้าหากันอย่างถือดี ความงามอันเยือกเย็นและสูงส่งนี้ ช่างตัดกับชุดบุรุษเรียบง่ายที่เธอสวมใส่อย่างสิ้นเชิง
หลี่จวินหรงชะงักไปชั่วลมหายใจ แม้เขาจะล่วงรู้ความจริงนี้มาได้สักพักผ่านการสืบสวนอันแยบยล แต่ยามที่ความจริงปรากฏเด่นชัดต่อหน้า ยามที่สตรีผู้กุมกลยุทธ์พลิกแผ่นดินคนนี้เปิดเผยตัวตนที่แท้จริง หัวใจที่ด้านชาดุจน้ำแข็งของแม่ทัพผู้ไม่เคยเกรงกลัวผู้ใด กลับกระตุกวูบอย่างรุนแรง
"ท่านอ๋องทรงปรีชาสามารถยิ่งนัก หม่อมฉันอุตส่าห์ปิดบังอย่างแนบเนียน แต่ก็ยังไม่พ้นสายตาอันคมกริบของพระองค์" เสียงหวานกังวานเอ่ยขึ้นด้วยความราบเรียบ ไร้ซึ่งความหวาดกลัว มีเพียงรอยยิ้มหยันบางเบาที่มุมปาก "เช่นนั้นแล้ว... การที่พระองค์บีบบังคับให้หม่อมฉันต้องยอมรับฐานะที่แท้จริงในค่ำคืนนี้ มีประสงค์สิ่งใดหรือพ่ะย่ะค่ะ... อภัยด้วย หม่อมฉันลืมตัวไป หม่อมฉันมิใช่บุรุษที่จะต้องใช้คำราชาศัพท์เช่นนั้นอีกแล้วกระมัง"
ท่านอ๋องลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายกำยำในชุดคลุมสีดำสนิทก้าวเดินเข้าไปหาช้าๆ ทว่ามั่นคง แรงกดดันจากมหาอำนาจที่กุมกองทัพพยัคฆ์ทมิฬแผ่ซ่านจนอากาศรอบกายคล้ายจะหนาวเหน็บลงถนัดตา
"เจ้ากล้าดียังไง... เอาชีวิตของคนตระกูลเหม่ยมาล้อเล่นกับไฟโลกันตร์" หลี่จวินหรงหยุดยืนเบื้องหน้าเธอ ระยะห่างระหว่างทั้งสองเหลือเพียงลมหายใจ กลิ่นกายหอมเย็นของบุปผาเหมันต์โชยปะทะนาสิกของท่านอ๋อง ตัดกับกลิ่นอายโลหิตและสงครามที่ติดตัวเขามาเนิ่นนาน "การสวมรอยเป็นกุนซือข้างกายข้า เพื่อรอวันสะสางแค้นให้ตระกูลโดยไม่เกรงกลัวว่าหัวจะหลุดจากบ่า... เจ้าคิดว่าข้าควรจัดการกับสตรีอวดดีเช่นเจ้าอย่างไรดี เหม่ยซูเหยา"
ซูเหยาเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างไม่เกรงกลัว นัยน์ตาดำขลับคู่นั้นฉายแววเด็ดเดี่ยวและเจ็บปวดในคราวเดียวกัน "หากหม่อมฉันไม่ทำเช่นนี้ ความแค้นนับร้อยชีวิตของตระกูลเหม่ยที่ถูกปรักำลังในราชสำนัก ใครเล่าจะเป็นผู้ชำระ? ท่านอ๋องผู้ทรงธรรม หรือฮ่องเต้ผู้หูเบาเล่าพ่ะย่ะค่ะ! หากพระองค์จะทรงประหารหม่อมฉัน ณ บัดนี้ ก็เชิญลงมือเถิด หม่อมฉันหาได้เสียดายชีวิตไม่!"
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครา ทว่าเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ที่ปะทุขึ้นราวกับลาวาใต้พื้นพิภพ หลี่จวินหรงจ้องมองริมฝีปากที่ยังคงต่อปากต่อคำไม่ยอมลดละ ความโกรธเกรี้ยวในคราแรกแปรเปลี่ยนเป็นความลุ่มหลงในความอาจหาญของสตรีตรงหน้าอย่างน่าประหลาด
มือหนาเอื้อมออกไปคว้าคางมนของเธอไว้ด้วยแรงที่ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป บังคับให้เธอยิ่งต้องเงยหน้ามารับสัมผัสและสายตาที่ลุกโชนไปด้วยไฟปรารถนาและอำนาจ
"เจ้าคิดว่าข้าจะฆ่าเจ้าทิ้งง่ายๆ เช่นนั้นหรือ..." สุ้มเสียงของเขาแหบพร่าลงเล็ก際に "ข้าใช้เวลาแรมปีเพื่อค้นหาตัวตนที่แท้จริงของกุนซือผู้ปราดเปรื่องผู้นี้ มิใช่เพื่อให้เจ้ามาท้าทายความตายในห้องหนังสือของข้า... แต่เพื่อให้เจ้ารู้ว่า บนแผ่นดินนี้ ไม่มีที่ใดปลอดภัยสำหรับเจ้าอีกแล้ว... นอกจากในอ้อมกอดของข้า"
ซูเหยาหัวใจเต้นระรัวอย่างไม่เป็นจังหวะ ความใกล้ชิดนี้ทำให้สติปัญญาที่เคยเฉียบคมราวกับใบมีดของเธอเริ่มพร่าเลือน เธอพยายามจะเบือนหน้าหนี แต่ปลายนิ้วที่ตรึงคางเธอไว้นั้นกลับมั่นคงราวกับคีมเหล็ก
"ท่านอ๋อง... ทรงตรัสสิ่งใดออกมา..."
ก่อนที่เธอจะได้กล่าวสิ่งใดต่อ ประตูห้องหนังสือไม้จันทน์แดงก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงโดยไม่มีการขออนุญาต ขันทีคนสนิทของฮ่องเต้วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาคุกเข่าลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัว มือที่ถือราชโองการม้วนยาวสั่นเทาจนแทบถือไม่อยู่
"ท... ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ! มี... มีพระราชโองการด่วนที่สุดจากในวังหลวง!" ขันทีละล่ำละลักกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ "ทรงมีรับสั่งให้... ให้ท่านอ๋องส่งตัว 'คุณชายเหม่ย' กุนซือคนสนิทเข้าเฝ้าเป็นการด่วนในคืนนี้ เนื่องจากทรงทราบความจริงแล้วว่า... กุนซือเหม่ยผู้นี้ แท้จริงแล้วคือทายาทคนสุดท้ายของตระกูลเหม่ยที่ต้องโทษประหาร!"
หลี่จวินหรงชะงัก นัยน์ตาคมกริบหรี่ลงทันที รังสีสังหารแผ่พุ่งทะลักออกมาจากร่างจนขันทีผู้นั้นหมอบราบไปกับพื้นด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
ทว่า ในขณะที่ซูเหยาหน้าถอดสีด้วยความตกใจเพราะคิดไม่ถึงว่าความลับจะรั่วไหลเร็วถึงเพียงนี้ หลี่จวินหรงกลับแค่นเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน แต่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าพายุหิมะในยามค่ำคืน
มือหนาที่เคยตรึงคางของซูเหยาไว้ เลื่อนขึ้นมาโอบกระชับเอวบางของเธอเข้าหาตัวอย่างถือสิทธิ์ พร้อมกับเอ่ยกระซิบข้างหูเธอด้วยน้ำเสียงที่เฉียบคมและเด็ดเดี่ยวราวกับประกาศิตจากสวรรค์
"ดูท่า... ความลับของเจ้า จะไม่ได้มีแค่ข้าผู้เดียวที่ล่วงรู้เสียแล้วกระมัง... ซูเหยา"
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์อันเข้มข้นนี้ไปพร้อมกันนะครับ
(พงศาวดารมีชีวิต)
คมพยัคฆ์สยบกลยุทธ์รัก•ตอนที่ 24
เสียงกระซิบข้างหู
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คมพยัคฆ์สยบกลยุทธ์รัก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!