ท่านอ๋องขา... หย่าแล้วอย่าตามมา•ตอนที่ 28

ความเชื่อใจครั้งสุดท้าย

ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
กลิ่นอายคาวเลือดและสนิมเหล็กคละคลุ้งหนาแน่นจนแทบจะเคี้ยวเป็นก้อนได้ ท้องนภาเบื้องบนถูกย้อมด้วยสีแดงฉานของอัสดง ราวกับผืนผ้าใบที่ถูกสาดด้วยชาดชั้นดี ทว่ากลับน่าสะพรึงกลัวเกินกว่าจะชื่นชม "เจ้าบุกเข้ามาทำไม ซูเหยา! ที่นี่ไม่ใช่ห้องตรวจผ่าตัดในโรงพยาบาลยุคแปดสิบของเจ้า ที่นี่คือสมรภูมิรบที่มีแต่ความตาย!" เสียงคำรามต่ำต้อยด้วยความเกรี้ยวกราดและหวาดหวั่นปะปนกัน หลุดออกมาจากริมฝีปากแห้งผากของ เซียวจิ้งเหยียน ชินอ๋องผู้เกรียงไกร เกราะเหล็กกล้าสีดำสนิทของเขาบิ่นเว้า รอยแผลลึกยาวพาดผ่านหัวไหล่จนโลหิตสีเข้มซึมไหลย้อมอาภรณ์ชั้นใน ทว่าแววตาเหยี่ยวคู่นั้นกลับเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกอย่างหาได้ยากยิ่ง เมื่อร่างเพรียวระหงในชุดบุรุษนักเดินทางเปื้อนฝุ่นและคราบเขม่าควัน ก้าวผ่านซากปรักหักพังของค่ายกลเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าเขา หลินซูเหยา ไม่ได้ตอบคำถามทันที นางกวาดสายตาคมกริบดุจกุนซือประเมินสถานการณ์รอบตัวอย่างรวดเร็ว กลิ่นอายความเย็นชาและเด็ดเดี่ยวที่ติดตัวนางมาจากโลกยุคศตวรรษที่ 20 ผสมผสานเข้ากับความสง่างามของสตรีในยุคโบราณอย่างลงตัว ในมือขวาของนางถือกระเป๋าเครื่องมือแพทย์ทำจากหนังแท้ที่ดัดแปลงเป็นพิเศษ ด้านในบรรจุเวชภัณฑ์ช่วยชีวิตครบครัน "หม่อมฉันบอกท่านแล้วอย่างไรเล่าเพคะ... ว่าชีวิตของท่านอ๋อง เป็นของหม่อมฉันแต่เพียงผู้เดียว" หลินซูเหยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าหนักแน่นดั่งขุนเขา นางก้าวเข้าไปประชิดร่างสูงใหญ่ที่ยืนค้ำฟ้าอยู่ท่ามกลางกองซากทหารข้าศึก มือเรียวบางที่เคยตวัดปลายเข็มเย็บแผลอย่างแม่นยำ บัดนี้กำลังสั่นเทาเล็กน้อยด้วยความเหนื่อยล้าจากการควบม้าข้ามวันข้ามคืน แต่นางกลับบังคับให้มันนิ่งสนิทเมื่อสัมผัสลงบนบาดแผลฉกรรจ์ที่หัวไหล่ของเขา เซียวจิ้งเหยียนกัดกรามแน่น กล้ามเนื้อสันกรามขยับนูนขึ้นอย่างเด่นชัด ความรู้สึกอุ่นวาบแล่นพล่านขึ้นมาในอกข้างซ้ายอย่างรุนแรงจนเจ็บแปลบ บุรุษผู้ไม่เคยเกรงกลัวต่อความตาย พลอยรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาจับใจเป็นครั้งแรกในชีวิต ไม่ใช่เพราะกลัวคมดาบของศัตรูเบื้องหน้า หากแต่กลัวว่า... ดวงใจดวงน้อยดวงนี้จะแหลกสลายไปต่อหน้าต่อตาเขา "เจ้ามันดื้อรั้นเกินไปแล้ว... เจ้าหญิงผู้โง่เขลา เหตุใดจึงไม่ยอมเชื่อฟังคำสั่งของเปิ่นหวาง แล้วหลบภัยอยู่ในจวนอย่างปลอดภัยเล่า!" น้ำเสียงของเขาเข้มจัด แฝงไว้ด้วยความตัดพ้อและห่วงหาอาทรอย่างสุดซึ้ง มือหนาข้างที่ยังใช้งานได้ดีเอื้อมขึ้นหมายจะผลักไสร่างบางให้ออกห่างจากรัศมีคมดาบที่ยังคงหลงเหลืออยู่ประปราย ทว่า หลินซูเหยา กลับคว้าข้อมือหนานั้นไว้แน่น ดวงตาคู่สวยจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของแม่ทัพใหญ่ผู้เย็นชา "ความปลอดภัยอันใดกัน? หากท่านต้องดับสูญสิ้นชีพอยู่ ณ ทุ่งกว้างแห่งนี้ ลำพังตัวหม่อมฉันที่อยู่ในจวนอย่างปลอดภัย จะมีความหมายอันใดอีกเล่าท่านอ๋อง" นางหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อย ปล่อยให้สายลมหนาวเหน็บพัดผ่านเส้นผมที่หลุดลุ่ยเคลียคลอข้างแก้ม "ในเมื่อท่านเลือกที่จะปกป้องแผ่นดินนี้ด้วยชีวิต หม่อมฉันก็จะใช้ความรู้และสองมือคู่นี้... ยื้อชีวิตท่านกลับมาจากเงื้อมมือของพญายมให้จงได้!" คำพูดนั้นราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจของเซียวจิ้งเหยียน ความเย็นชาที่สะสมมาแรมปีพังทลายลงในพริบตา ความรู้สึกคลั่งรักที่ถูกกดทับไว้ภายใต้หน้าที่และยศถาบรรดาศักดิ์ ระเบิดออกมาจนหมดสิ้น เขาคว้าตัวนางเข้ามากอดแนบอกอย่างแรง แม้เกราะเหล็กจะกระแทกถูกร่างบางจนนางนิหน้าด้วยความเจ็บปวด แต่ไม่มีใครยอมคลายอ้อมกอดและพันธนาการนี้ลงเลยแม้แต่น้อย "เจ้าชนะแล้ว ซูเหยา... เปิ่นหวางพ่ายแพ้ต่อความดื้อรั้นของเจ้าอย่างราบคาบแล้ว" เสียงกระซิบพร่าเลือนดังอยู่ข้างใบหูของนาง พร้อมกับอ้อมกอดที่กระชับแน่นขึ้น ราวกับต้องการหลอมรวมร่างของนางให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของลมหายใจตนเอง ท่ามกลางบรรยากาศอันตึงเครียดและโรแมนติกที่ผสมปนเปกันอย่างไร้รอยต่อ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยก็ดังขึ้นแหวกม่านฝุ่นควันทึบตานั้นเข้ามา เซียวจิ้งเหยียนตวัดสายตากลับไปมองด้วยจิตสังหารที่พวยพุ่งขึ้นมาอีกครั้ง มือใหญ่อีกข้างตวัดกระชับดาบยาวที่ปักอยู่กับพื้นเตรียมพร้อมรับศึก ทว่า บุคคลที่ก้าวทะลุควันไฟออกมาหาใช่ทหารข้าศึกไม่ หากแต่เป็นองครักษ์เงาคนสนิท สภาพเนื้อตัวมอมแมมไม่แพ้กัน ในมือถือสาส์นประทับตราลัญจกรหยกขาวบริสุทธิ์ ซึ่งส่งตรงมาจากเมืองหลวงด้วยม้าเร็วเจ็ดวันเจ็ดคืนไม่หยุดพัก "ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ..." องครักษ์เงาคุกเข่าลงเบื้องหน้า หอบหายใจตัวโยน "อนุเหม่ยหลิน อาศัยจังหวะที่ท่านอ๋องติดพันศึกหนักที่ชายแดน ทูลขอพระราชโองการสมรสพระราชทานจากฝ่าบาท โดยอ้างว่าท่านทรงมีใจให้พ่ะย่ะค่ะ! บัดนี้... ขบวนเกี้ยวเจ้าสาวกำลังเดินทางออกจากเมืองหลวง มุ่งหน้ามายังค่ายทหารชายแดนแห่งนี้แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" ทันทีที่สิ้นเสียงรายงาน บรรยากาศรอบกายของชินอ๋องก็เย็นเยียบลงจนถึงขีดสุด อุณหุภมิรอบตัวดิ่งวูบลงราวกับตกอยู่ในเหมันต์ฤดู ความโกรธเกรี้ยวพวยพุ่งขึ้นสู่ดวงตาคู่คมดุจสัตว์ป่าที่ถูกลูบคมในยามวิกาล หลินซูเหยา ที่ยังคงซบอยู่กับอกแกร่ง ค่อยๆ ผละตัวออกมาช้าๆ นางปัดฝุ่นที่หัวไหล่ของตนเองเบาๆ มุมปากหยักยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่ไม่ได้มีความหวาดกลัว เจือไว้ด้วยประกายตาของกุนซือผู้เจนสนามรบการเมืองในเรือนหลังอย่างแท้จริง "ดูท่า... สงครามชิงอำนาจในเรือนหลังของหม่อมฉัน คงจะดุเดือดไม่แพ้สนามรบเบื้องหน้าท่านเสียแล้วกระมังเพคะท่านอ๋อง" นางเอ่ยเสียงเย้าหยอก ทว่าแววตากลับคมกริบดึงดูดใจยิ่ง เซียวจิ้งเหยียนแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ แววตาเต็มไปด้วยความเหี้ยมเกรียมและรักใคร่ในคราเดียวกัน เขาใช้มือเชยคางมนขึ้นมาบังคับให้นางสบตา "นางคิดว่าอาศัยอำนาจราชสำนักแล้วจะบังคับเปิ่นหวางได้หรือ? ฝันไปเถอะ..." ทว่า ในวินาทีที่ชินอ๋องกำลังจะเอ่ยคำประกาศิตเพื่อจัดการกับปัญหานี้ให้สิ้นซาก เสียงม้าศึกตัวหนึ่งก็ควบตะบึงฝ่าแนวป้องกันเข้ามาอย่างอุกอาจ ร่างในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ปักลายดอกเหมยดิ้นทองร่วงหล่นลงจากหลังม้าอย่างงดงาม ราวกับเทพเซียนตกสวรรค์ ทว่าใบหน้านั้นกลับอาบไล้ด้วยหยาดน้ำตาและรอยยิ้มที่ซ่อนเร้นความร้ายกาจไว้อย่างแนบเนียน "ท่านอ๋องเพคะ! หม่อมฉัน... มาหาท่านแล้วตามพระราชโองการ" ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกลยุทธ์และห้วงเวลาอันระทึกนี้มาด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านอ๋องขา... หย่าแล้วอย่าตามมา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%