ท่านอ๋องขา... หย่าแล้วอย่าตามมา•ตอนที่ 9

ความลับใต้เงาจันทร์

ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
เสียงคุกเข่ากระแทกพื้นศิลาพร้อมเพรียงดังก้องสะท้อนไปทั่วห้องโถงใหญ่ ท่ามกลางควันธูปที่ลอยอวลระเหย ม้วนพระราชโองการสีทองอร่ามประทับตราหยกแท้สลักลายมังกรห้าเล็บสะท้อนประกายวาววับภายใต้แสงเทียนสีชาด เซียวจิ้งเหยียนมิได้ขยับกายแม้แต่น้อย ดวงเนตรคมปลาบดั่งพญาอินทรีทอดมองแผ่นแพรไหมสีทองเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกเยียบเย็นราวน้ำแข็งพันปี "ฮ่องเต้มีราชโองการ... ให้ชินอ๋องเซียวจิ้งเหยียน นำกำลังพลเจ็ดหมื่นนายแห่งค่ายพยัคฆ์ทมิฬ มุ่งหน้าสู่ชายแดนจัตุรัสทักษิณทันทีโดยไม่ต้องรอท้องพระโรงเปิดทำการ... ห้ามขัดขืน!" ขันทีเฒ่าผู้ถือราชโองการเอ่ยด้วยเสียงแหลมสูงสั่นเครือ แม้จะผ่านศึกมานับร้อยหน แต่รัศมีกดดันที่แผ่ออกมาจากบุรุษเบื้องหน้ายังคงทำให้ลมหายใจของเขาสะดุด ภายในห้องโถงต้อนรับเวลานี้ ไร้ซึ่งเสียงฝีเท้าอื่นใดนอกจากเสียงลมหายใจอันสม่ำเสมอ รอยยิ้มเยาะหยันปรากฏขึ้นที่มุมพระโอษฐ์ของท่านอ๋องเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะเลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย หมากตานี้... ฝ่ายตรงข้ามในราชสำนักคงคิดว่าสามารถบั่นทอนกำลังพลในเมืองหลวงของเขาลงได้ เพื่อเปิดทางให้พวกมันยึดอำนาจในวังหลังได้อย่างสะดวกสินะ "รับพระราชโองการ" เซียวจิ้งเหยียนเอ่ยสั้นๆ เพียงสี่คำด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจ มือหนาภายใต้แขนเสื้อปักลายเมฆมงคลยื่นออกไปรับม้วนพระราชโองการ ทว่าในจังหวะนั้นเอง สายตาคมกริบของเขากลับเหลือบไปเห็นเงาร่างระหงของสตรีผู้หนึ่งที่กำลังหลบฉากหายเข้าไปยังระเบียงทางเดินด้านหลังห้องหนังสือหลวงอย่างรวดเร็ว หลินซูเหยา... นางแอบมาฟังการรับราชโองการตั้งแต่เมื่อใดกัน? ในขณะเดียวกัน หลินซูเหยาซึ่งก้าวถอยหลังออกมาจนพ้นรัศมีสายตา กำลังสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสงบสติอารมณ์ ศัลยแพทย์สาวจากยุค 80 ผู้ผ่านความตายมานับครั้งไม่ถ้วนอย่างนาง ย่อมวิเคราะห์สถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว การส่งอ๋องผู้บัญชาการทหารออกนอกเมืองกะทันหันเช่นนี้ ย่อมเป็นแผนอุบาทว์ของสนมเหม่ยหลินและพวกพ้องที่ต้องการบีบคั้นนางให้ไร้ซึ่งเกราะคุ้มกันในจวนอ๋อง แน่นอนว่าเป้าหมายต่อไปของพวกมันคือการกำจัดนางให้พ้นทาง *ตึง!* เสียงประตูลับที่เชื่อมต่อระหว่างห้องหนังสือกับห้องเก็บตำราโบราณถูกผลักปิดลงอย่างแผ่วเบา หลินซูเหยาตั้งใจจะลี้ภัยความวุ่นวายมาสงบสติอารมณ์ในมุมเงียบสงบนี้ ทว่าเมื่อนางก้าวเข้ามา ความมืดสลัวที่มีเพียงแสงจันทร์นวลตาซึ่งลอดผ่านช่องหน้าต่างลายฉลุลงมา กลับกระทบเข้ากับร่างสูงใหญ่ที่ยืนรออยู่ก่อนแล้วอย่างเงียบเชียบ กลิ่นอายบุรุษอันคุ้นเคยผสมผสานกับกลิ่นอายจางๆ ของสนเข็มและน้ำหมึกชั้นดี... เซียวจิ้งเหยียน หลินซูเหยาผะเนิดถอยหลังโดยสัญชาตญาณ ทว่าแผ่นหลังกลับชนเข้ากับชั้นหนังสือไม้จันทน์หอมอย่างจัง ไร้ซึ่งทางหนีทีไล่ ร่างสูงของท่านอ๋องก้าวเข้ามาประชิดด้วยความรวดเร็วดั่งพยัคฆ์ขย้ำเหยื่อ แขนแกร่งข้างหนึ่งยกขึ้นยันชั้นหนังสือไว้เหนือศีรษะของนาง กักขังร่างบอบบางไว้ในวงแขนอย่างแนบชิด จนไออุ่นจากร่างกายของเขาลอยปะทะเข้ากับผิวแก้มของนางอย่างชัดเจน "ท่าน... ทำอะไรของท่าน ยามนี้ควรเป็นเวลาเตรียมตัวเดินทางไม่ใช่หรือ" หลินซูเหยาเชิดหน้าขึ้น ดวงตากลมโตฉายแววระแวดระวังแต่ไม่ยอมแพ้ นางจ้องมองนัยน์ตาคู่คมที่อยู่ห่างกันเพียงคืบ "พระชายา... เจ้ากำลังเป็นห่วงเปิ่นหวาง (เรา) อย่างนั้นหรือ?" เซียวจิ้งเหยียนเอ่ยกระซิบช้าๆ เสียงทุ้มต่ำพร่าพร่า สะท้อนความรู้สึกอันลุ่มลึกที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเย็นชามาเนิ่นนาน ดวงตาคู่นั้นกวาดมองสำรวจใบหน้าเนียนละเอียดของสตรีตรงหน้าอย่างพิจารณา ราวกับต้องการจดจำทุกรายละเอียดก่อนออกเดินทางไกล "ท่านอ๋องทรงตรัสสิ่งใด ไร้สาระสิ้นดี หม่อมฉันเพียงแต่..." "เพียงแต่กลัวว่าเมื่อเปิ่นหวางไม่อยู่แล้ว ใครจะคอยปกป้องเจ้าจากเงื้อมมือของเหม่ยหลินและพวกสุนัขจิ้งจอกในวังหลวงสินะ" เซียวจิ้งเหยียนขัดขึ้น น้ำเสียงของเขาเจือแววเย้าหยอกแกмаเอ็นดูอย่างที่หลินซูเหยาไม่เคยได้ยินมาก่อน มือหนาเอื้อมออกไปปัดปอยผมที่คลอเคลียอยู่ข้างแก้มเนียนของนางออกอย่างแผ่วเบา สัมผัสอุ่นร้อนจากปลายนิ้วที่ปัดผ่านผิวเนื้อ ทำให้หัวใจที่เต้นเป็นจังหวะปกติของศัลยแพทย์สาวยุคใหม่อุบัติความปั่นป่วนขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ หลินซูเหยาเบือนหน้าหลบสัมผัสนั้น หัวใจเต้นระรัวดั่งกลองศึก นางพยายามรักษาสติและน้ำเสียงให้ราบเรียบที่สุด "หม่อมฉันมีปัญญามากพอที่จะจัดการกับคนพวกนั้นด้วยตนเอง ไม่จำเป็นต้องรบกวนท่านอ๋องผู้ยิ่งใหญ่หรอกเพคะ" "ปากแข็ง..." เซียวจิ้งเหยียนหัวเราะในลำคอแผ่วเบา ความใกล้ชิดในห้องลับใต้เงาจันทร์นี้ ทำให้เกราะป้องกันอันแข็งแกร่งของทั้งสองฝ่ายเริ่มร้าวรานลงทีละน้อย หน้าอกกว้างของเขากดทับเข้าหาร่างบางอย่างแนบชิดยิ่งขึ้น จนหลินซูเหยาต้องเอามือน้อยๆ ดันแผงอกแกร่งของเขาไว้ แต่สัมผัสได้เพียงมัดกล้ามเนื้อแข็งดั่งหินผาและหัวใจที่กำลังเต้นรัวเร็วดุจเดียวกัน ในความเงียบงันของห้องลับ มีเพียงเสียงหัวใจของคนทั้งสองที่เต้นประสานกันเป็นจังหวะเดียว บรรยากาศรอบกายอบอวลไปด้วยความเสน่หาอันหนักหน่วงที่ถูกเก็บกดไว้ใต้ธรรมเนียมอันเคร่งครัด เซียวจิ้งเหยียนก้มใบหน้าลงมาใกล้ จนลมหายใจอุ่นร้อนรินรดอยู่บนพวงแก้มแดงระเรื่อของนาง สายตาคมกราบจดจ้องริมฝีปากอิ่มที่กำลังเม้มเข้าหากันอย่างลังเล "ซูเหยา..." นามของนางถูกเอ่ยออกมาแผ่วเบาราวกับเสียงถอนหายใจ ความเย็นชาทั้งมวลสลายสิ้น เหลือเพียงความปรารถนาอันแรงกล้าของบุรุษผู้มั่นคงในรัก นิ้วเรียวยาวของท่านอ๋องเชยคางมนขึ้นอย่างนุ่มนวล บังคับให้นางต้องสบตาเขากลับตรงๆ ในประกายตานั้นไม่มีความเจ้าเล่ห์เพทุบาย มีเพียงความจริงจังหนักแน่นดั่งขุนเขาที่พร้อมจะปกป้องนางจากพายุร้ายทั้งหมดในแผ่นดินนี้ "หากเปิ่นหวางบอกว่า... ราชโองการฉบับนี้ เป็นสิ่งที่เปิ่นหวางจงใจทูลขอจากฮ่องเต้เองเล่า?" หลินซูเหยาเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจ สมองอันปราดเปรื่องของศัลยแพทย์สาวประมวลผลอย่างรวดเร็ว "ท่าน... ท่านหมายความว่าอย่างไร?" เซียวจิ้งเหยียนแย้มยิ้มลึกล้ำ นัยน์ตาดำขลับเป็นประกายวาววับในความมืด "ถ้าไม่ยอมเดินออกไปให้งูพิษมันคายพิษออกมาจนหมด แล้วเปิ่นหวางจะถอนรากถอนโคนพวกมันทั้งพรรคพวกในเมืองหลวงได้อย่างไรเล่า... และที่สำคัญที่สุด" เขาก้มลงกระซิบชิดริมหูของนาง จนเส้นขนอ่อนลุกชันไปทั่วร่าง "เหม่ยหลินส่งจดหมายลับนัดพบกับคนนอกวังในคืนนี้... และเปิ่นหวางได้เตรียม 'ของขวัญชิ้นใหญ่' ไว้ต้อนรับพวกมันเรียบร้อยแล้ว" ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังดำเนินไปสู่ความใกล้ชิดอันลึกซึ้ง เสียงฝีเท้าเร่งรีบราวกับเหยียบอยู่บนใบไม้แห้งก็ดังขึ้นที่หน้าประตูลับ ตามด้วยเสียงเคาะสามครั้งเป็นรหัสลับของหน่วยองครักษ์เงา *ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...* เงาร่างของหัวหน้าองครักษ์พุ่งเข้ามาคุกเข่าลงทันทีโดยไม่รออนุญาต สีหน้าของเขาซีดเผือดจนแทบไร้สีเลือด เม็ดเหงื่อกาฬไหลโทรมหน้าผาก "ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! มีราชโองการลับอีกฉบับส่งตรงจากตำหนักใน... แจ้งว่า สนมเหม่ยหลินถูกพบเป็นศพปริศนาในตำหนักเย็น สภาพศพ... ถูกผ่าตัดควักหัวใจออกไปอย่างแม่นยำไร้ที่ติ และในมือของนาง กำสิ่งนี้ไว้พ่ะย่ะค่ะ!" องครักษ์เงายื่นห่อผ้าไหมเปื้อนเลือดถวายขึ้นด้วยมือที่สั่นเทา เซียวจิ้งเหยียนขมวดคิ้วมุ่นทันที เขารับห่อผ้ามาเปิดออกดู ดวงเนตรคมกราบหรี่แคบลงอย่างอันตรายเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ภายใน... สิ่งของที่อยู่ในมือศพสนมเหม่ยหลิน คือ "มีดผ่าตัดเงินบริสุทธิ์" ด้ามสลักลายดอกเหมย ซึ่งเป็นเครื่องมือแพทย์ที่หลินซูเหยาใช้ติดตัวอยู่เสมอ และมันเพิ่งจะหายไปจากกล่องยาในห้องโถงเมื่อวานนี้เอง! ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุน "เฉินเว่ยสายลุย" เสมอมานะครับ
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านอ๋องขา... หย่าแล้วอย่าตามมา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%