"เจ้ากล้าดียังไงถึงใช้สายตาเช่นนั้นมองข้า อนุเหม่ยหลิน?"
น้ำเสียงของซูเหยาเยียบเย็นและคมกริบดั่งใบมีดที่เพิ่งผ่านการลับ นางไม่สนใจสายตาตกตะลึงของขันทีหนุ่มหรือแม้แต่แววตาที่หรี่ลงอย่างพินิจพิเคราะห์ของเซียวจิ้งเหยียน ปลายนิ้วเรียวยาวดุจลำหยกของนางยกขึ้นแตะขอบถ้วยกระเบื้องเคลือบสีนิลอย่างแผ่วเบา ทว่ามั่นคง
รอยยิ้มที่เคยระบายอยู่บนริมฝีปากของอนุเหม่ยหลินแข็งค้างในทันที นางรีบซ่อนประกายความหวาดหวั่นไว้ภายใต้ท่าทีอ่อนช้อยน่าสงสาร ก่อนจะทรุดกายลงคุกเข่ากับพื้นศิลาขัดมันอย่างรวดเร็วราวกับถูกสายฟ้าฟาด
"พระชายา... หม่อมฉันมิกล้าเจ้าค่ะ หม่อมฉันเพียงแต่เป็นห่วงพระสุขภาพของท่านอ๋อง..."
"ห่วงหรือ... หรือว่าร้อนรนจนเก็บอาการไว้ไม่อยู่กันแน่?" ซูเหยาแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะของนางนั้นเบานัก ทว่ากลับบาดลึกเข้าไปในโสตประสาทของทุกคนในห้องโถงใหญ่ "ยาถ้วยนี้มีกลิ่นอายของหญ้าเหมันต์เจืออยู่ แม้จะจางเบาจนคนทั่วไปไม่อาจสังเกต แต่สำหรับผู้ที่คุ้นเคยกับการปรุงโอสถมาทั้งชีวิตอย่างข้า มันชัดเจนยิ่งกว่าเสียงกลองศึกเสียอีก!"
สิ้นคำพูดของซูเหยา บรรยากาศภายในห้องโถงก็ดิ่งวูบลงสู่จุดเยือกแข็งในพริบตา
เซียวจิ้งเหยียนชะงักงัน ดวงตาคมกริบดั่งพญาอินทรีหันขวับกลับมามองหน้าชายาเอกของตน สัญชาตญาณของแม่ทัพผู้ผ่านสนามรบมาโชกโชนบอกเขาว่าสถานการณ์นี้มีความซับซ้อนกว่าที่ตาเห็น เขายื่นมือหนาออกไปคว้าข้อมือของซูเหยาไว้ด้วยสัญชาตญาณการปกป้อง ทว่าสัมผัสที่ส่งผ่านจากปลายนิ้วของนางกลับอบอุ่นและหนักแน่นอย่างประหลาด
"เจ้าว่าอย่างไรนะ ซูเหยา?" เสียงทุ้มต่ำของท่านอ๋องเอמהถามขึ้น ลมหายใจของเขาปะทะเข้ากับกรอบหน้าของนาง
"หม่อมฉันกล่าวว่า ยาถ้วยนี้มีพิษพรางเนตรพ่ะย่ะค่ะ..." ซูเหยาเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ แววตาของนางฉายแววเฉียบคมดุจกุนซือผู้มองทะลุกลยุทธ์ร้อยเล่ห์ "และผู้ที่นำมันมา... ย่อมหวังให้ท่านอ๋องทรงมีพระอาการธาตุไฟเข้าแทรกยามเมื่อต้องเร่งเดินลมปราณในคืนเดือนมืดนี้"
เพล้ง!
ถ้วยกระเบื้องในมือของขันทีหนุ่มร่วงหล่นลงกระทบพื้นแตกกระจาย ของเหลวสีดำส่งกลิ่นคาวคลุ้งตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ ขันทีผู้นั้นหน้าถอดสี ล้มตัวลงกราบกรานด้วยความหวาดกลัวจนตัวสั่นเทา อนุเหม่ยหลินเองก็หน้าซีดเผือด นางกัดริมฝีปากจนห่อเลือด พยายามจะกล่าวแก้ตัวแต่ทว่าลำคสตีบตันจนเปล่งเสียงไม่ออก
เซียวจิ้งเหยียนกวาดสายตาคมกริบมองภาพตรงหน้าด้วยความเย็นชาถึงขีดสุด รัศมีกดดันแผ่ซ่านออกมาจากร่างสูงใหญ่จนทหารยามด้านนอกยังต้องสะท้าน ไร้ซึ่งคำสั่งประหารใดๆ เพียงแค่เขาโบกมือหนาขึ้นครั้งเดียว องครักษ์เงาก็ปรากฏกายราวภูตผี ลากตัวคนทั้งสองออกไปจากตำหนักอย่างเงียบเชียบและรวดเร็ว
ประตูไม้แกะสลักปิดสนิทลงอีกครั้ง เหลือเพียงความเงียบงันที่ปกคลุมคนทั้งสอง
ซูเหยาถอนหายใจเบาๆ นางขยับตัวจะผละออกจากการกุมมือของเขา ทว่าเซียวจิ้งเหยียนกลับกระชับมือแน่นขึ้น ดึงร่างบางเข้ามาใกล้จนชิดอกแกร่ง แรงปะทะนั้นทำให้นางต้องเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างตกใจ
ใบหน้าของชินอ๋องผู้เกรียงไกรในยามนี้ปราศจากรอยยิ้ม ทว่าแววตาที่เคยแข็งกร้าวกลับไหววูบดั่งผืนน้ำยามถูกลมพายุซัดสาด ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาแรมปี ความโดดเดี่ยวท่ามกลางการแย่งชิงอำนาจในราชสำนัก และภาระอันหนักอึ้งที่ต้องแบกรับไว้บนบ่าเพียงลำพัง ถูกเปิดเผยออกมาผ่านร่องรอยความอ่อนล้าบริเวณหางตาของเขาอย่างไม่ปิดบัง
นี่คือมุมที่ไม่มีผู้ใดในแผ่นดินเคยได้เห็น... มุมอ่อนแอของบุรุษผู้เป็นดั่งเสาหลักของแคว้น
"เจ้า... รู้ได้อย่างไรว่าข้ากำลังเผชิญกับสิ่งใดอยู่?" เสียงของเซียวจิ้งเหยียนแหบพร่าลงเล็กน้อย เขาก้มหน้าลงซบหน้าผากกว้างเข้ากับลาดไหล่บอบบางของซูเหยา ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดอยู่ใกล้ซอกคอระหง
ซูเหยาชะงักไปชั่วขณะ ความรู้สึกต่อต้านในใจมลายหายไปในพริบตา นางสัมผัสได้ถึงความสั่นเทรอยามที่บุรุษผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ทิ้งน้ำหนักตัวลงพึ่งพานาง แม้จะเป็นเพียงเสี้ยววินาที แต่นางก็รู้ว่ากำแพงน้ำแข็งที่เขาใช้ห่อหุ้มจิตใจมาตลอดได้พังทลายลงแล้วต่อหน้าสตรีเช่นนาง
"หม่อมฉันเป็นหมอ... และในยามนี้ หม่อมฉันก็คือชายาของท่านอ๋องเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ" ซูเหยาเอמהตอบด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด มือเรียวย ยกขึ้นลูบแผ่นหลังกว้างของเขาอย่างปลอบประโลม ราวกับจะถ่ายทอดความอบอุ่นผ่านฝ่ามือคู่นั้น "คนเราไม่ใช่หินผา ต่อให้เก่งกาจเพียงใด ย่อมมีวันที่เหนื่อยล้า... ท่านอ๋องอดทนมามากพอแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ"
คำว่า 'อดทนมามากพอแล้ว' ราวกับกุญแจดอกสำคัญที่ไขเปิดประตูห้องเก็บความรู้สึกในใจของเซียวจิ้งเหยียน มือที่โอบกอดเอวบางของนางกระชับแน่นขึ้นจนแทบจมหายไปในอ้อมแขน เขารู้สึกราวกับคนหลงทางในทะเลทรายที่พบโอเอซิสอันชุ่มฉ่ำ ความโดดเดี่ยวที่กัดกินหัวใจมาเนิ่นนานถูกเยียวยาด้วยความเข้าใจที่ลึกซึ้งจากสตรีตรงหน้า
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังอบอวลไปด้วยความผูกพันอันลึกซึ้ง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงของทหารม้าเร่งด่วนก็ดังทำลายความเงียบขึ้นมาจากลานตำหนักด้านนอก ตามด้วยเสียงตะโกนรายงานด้วยความตระหนก
"ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! กองกำลังพิทักษ์ชายแดนทางเหนือส่งม้าเร็วแจ้งด่วน... ตราประทับหยกทองคำประจำกองทัพถูกขโมย!"
เซียวจิ้งเหยียนผละร่างออกจากซูเหยาในทันที ดวงตาคมกริบกลับมาทอประกายเหี้ยมเกรียมและเย็นเยียบดุจน้ำแข็งในฤดูเหมันต์อีกครั้ง เขาสบตากับซูเหยาแวบหนึ่ง ซึ่งในแววตานั้นเต็มไปด้วยประกายของเกมการเมืองอันดุเดือดที่กำลังเริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริง
ทว่า ก่อนที่เซียวจิ้งเหยียนจะทันได้ก้าวออกไปสั่งการ ขันทีสนองพระโอษฐ์ก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาพร้อมกับกล่องไม้สนสลักลายมังกรห้าเล็บในมือ
"พระราชโองการด่วนจากฮ่องเต้... เชิญท่านอ๋องทรงรับพระราชโองการ!"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการเดินหมากอันเข้มข้นนี้ร่วมกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
ท่านอ๋องขา... หย่าแล้วอย่าตามมา•ตอนที่ 8
รอยร้าวในใจท่านอ๋อง
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านอ๋องขา... หย่าแล้วอย่าตามมา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!