คราบหมึกสีชาดบนฎีกาลับยังไม่ทันแห้งสนิท กลิ่นอายของความตายก็ลอยอบอวลอยู่เบื้องหน้า หลิวซูเหยาวางพู่กันหมาดน้ำหมึกในมือลงบนแท่นหยกขาวอย่างเชื่องช้า สายตาคมกริบดั่งกุนซือผู้ผ่านศึกมาโชกโชนกวาดมองร่างสูงสง่าของบุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าสามีในนาม—เซียวจิ้งเหยียน ชินอ๋องผู้กุมอำนาจครึ่งค่อนแผ่นดิน บัดนี้เขากำลังยืนประทับอยู่เบื้องหน้าหน้าต่างแกะสลักลายมฆา แผ่นหลังกว้างนั้นให้ความรู้สึกดั่งขุนเขาอันมั่นคง ทว่าในยามนี้กลับแฝงไว้ด้วยร่องรอยความเหนื่อยล้าจากศึกแย่งชิงราชบัลลังก์ที่กำลังคืบคลานเข้ามาทุกขณะ
"เจ้าแน่ใจแล้วหรือ... ว่าจะเดินหมากตานี้กับเป่ยหลาง"
สุ้มเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ เซียวจิ้งเหยียนไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง ทว่าบรรยากาศรอบกายกลับกดดันจนแทบหายใจไม่ออก กลิ่นอายเย็นเยียบดั่งหิมะพันปีแผ่ซ่านออกมาราวกับสัตว์ป่าล่าเหยื่อที่พร้อมขย้ำทุกสิ่งที่เข้ามาใกล้ ทว่าสำหรับหลินซูเหยาแล้ว นางหาได้หวั่นเกรงไม่
ศัลยแพทย์อัจฉริยะจากยุคแปดสิบผู้ทะลุมิติมาอยู่ในร่างของคุณหนูตระกูลตกยาก ย่อมเข้าใจดีว่า ในเกมการเมืองอันโสมمนี้ ความอ่อนแอคือตั๋วเดินทางสู่ความตาย
"หม่อมฉันมิได้มีทางเลือกมากนักเพคะ... ท่านอ๋อง" หลินซูเหยาตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทุกคำเน้นชัดถ้อยชัดคำ นางก้าวเท้าเดินเข้าไปใกล้ร่างสูงทีละน้อย เสียงฝีเท้ากระทบพื้นไม้ดังขึ้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ "หรือท่านอ๋องทรงประสงค์ให้หม่อมฉันนั่งรอความตายในเรือนหลัง ให้เหม่ยหลินส่งยาพิษมาปลิดชีวีอย่างเงียบเชียบ如同มดปลวกตัวหนึ่งเล่า?"
คำว่า 'เหม่ยหลิน' ทำให้เซียวจิ้งเหยียนต้องหันขวับกลับมามอง ดวงเนตรคมปลาบดั่งพญานอินทร์จดจ้องร่างระหงที่ยืนเผชิญหน้ากับเขาอย่างไม่เกรงกลัว อนุภรรยาผู้เสแสร้งมารยาและซ่อนพิษสงไว้ใต้รอยยิ้มหวานหยาดเยิ้มผู้นั้น เป็นหมากตัวหนึ่งที่เขาเก็บไว้เพื่อตบตากลุ่มอำนาจเก่า ทว่าเขากลลับคาดไม่ถึงว่า สตรีตรงหน้า—ชายาเอกผู้เคยเงียบขรึมและอ่อนแอ จะมองทะลุปรุโปร่งทุกแผนการของเขาได้อย่างแม่นยำราวนั่งอยู่กลางใจ
ร่างสูงก้าวเข้ามาประชิดในระยะประชิด กลิ่นอายบุรุษเพศอันทรงพลังและกลิ่นหอมจางๆ ของสนป่าโชยเข้าแตะนาสิก หลินซูเหยาชะงักไปเล็กน้อยเมื่อฝ่ามือหนาเอื้อมมาคว้าข้อมือเรียวของนางไว้ แม้จะไร้ซึ่งแรงบีบที่รุนแรง ทว่ากลับมั่นคงจนดิ้นไม่หลุด
"เจ้ากล้าดียังไง... เอาชีวิตตนเองไปเสี่ยงกับยาล้างพิษขวดนั้น?" เซียวจิ้งเหยียนเค้นเสียงลอดไรฟัน แววตาที่เคยเย็นชาดุจน้ำแข็งบัดนี้กลับไหววับด้วยระลอกคลื่นแห่งความโกรธเกรี้ยวและ... ความห่วงใยที่ถูกกักเก็บไว้ภายใต้หน้ากากความเยือกเย็น "เจ้ารู้หรือไม่ว่าหากหมอหลวงตรวจพบช้าไปเพียงก้านธูปเดียว เจ้าจักต้องไปปรโลกแล้ว!"
หลินซูเหยาเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาของนางไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงประกายความท้าทายและรอยยิ้มบางเบาที่มุมปาก "หม่อมฉันเป็นหมอ... ย่อมรู้ฤทธิ์ยาที่ตนเองดื่มดีที่สุดเพคะ หากไม่ใช้ชีวิตตนเองเป็นเดิมพันเพื่อเปิดโปงธาตุแท้ของเหม่ยหลินต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้ ไทเฮาและเหล่าขุนนางจะมีทางเชื่อถือคำพูดของชายาเอกผู้นี้หรือ?"
นางหยุดเว้นจังหวะหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเล็กน้อย ทว่าลึกซึ้งกินใจ "ท่านอ๋องทรงวางแผนโค่นล้มอำนาจตระกูลหลี่มาเนิ่นนาน หม่อมฉันเป็นเพียงภรรยาที่ท่านแต่งเข้ามาเพื่อผลประโยชน์... ไฉนเลยท่านต้องแสดงความกังวลต่อหมากตัวนี้ด้วยเล่า?"
สิ้นคำพูดนั้น ความเงียบงันก็เข้าปกคลุมทั่วห้องหนังสือหลวง เซียวจิ้งเหยียนจ้องมองสตรีในอ้อมกอดทางสายตา สตรีผู้นี้มีความเฉลียวฉลาดเป็นอาวุธ มีความเด็ดเดี่ยวเป็นเกราะกำบัง นางไม่เคยร้องขอความเมตตา ไม่เคยออดอ้อนเหมือนอนุภรรยาเหล่านั้น ทว่าทุกย่างก้าวของนางกลับเคียงบ่าเคียงไหล่ร่วมเป็นร่วมตายกับเขาอย่างแท้จริง
หัวใจของชินอ๋องผู้ไม่เคยหวั่นไหวให้ผู้ใดมากว่าสามสิบปี กลับกระตุกวูบอย่างรุนแรง
"หมากตัวนี้... มิใช่หมากสำรองที่ใช้แล้วทิ้ง" เซียวจิ้งเหยียนเอ่ยเสียงพร่า มือหนาเลื่อนขึ้นประคองแก้มนวลเนียนของนางอย่างทะนุถนอม สัมผัสอุ่นร้อนจากฝ่ามือของเขาทำเอาหลินซูเหยาถึงกับลมหายใจสะดุด "เจ้าคือชายาเพียงคนเดียวของเซียวจิ้งเหยียน... ไม่ว่ายามนี้หรือยามไหน ข้าไม่มีวันยอมให้ผู้ใดมาพรากเจ้าไปจากอก"
ถ้อยคำสารภาพรักอันหนักแน่นดั่งขุนผาและอบอุ่นดั่งสุราฤทธิ์แรง ทำเอาหัวใจของศัลยแพทย์สาวผู้เย็นชาจากโลกอนาคตถึงกับสั่นไหว นางพยายามสร้างกำแพงความรู้สึกขึ้นมาเพื่อปกป้องตนเองจากโลกโบราณอันโหดร้ายนี้ ทว่ายามเมื่อสบเข้ากับดวงตาที่ลุกโชนด้วยความรักและความมั่นคงของบุรุษตรงหน้า กำแพงเหล่านั้นกลับพังทลายลงในชั่วพริบตา
"ท่านอ๋อง..." หลินซูเหยาพึมพำเบาๆ ดวงตาคู่สวยเริ่มมีประกายหยาดน้ำใสคลอหน่วยเล็กน้อย
"ก่อนที่ศึกใหญ่กับเป่ยหลางจะเริ่มต้นขึ้น และก่อนที่ดาบเล่มแรกจะถูกชักออกจากฝัก..." เซียวจิ้งเหยียนโน้มใบหน้าลงมา กระซิบชิดริมฝีปากนุ่มด้วยน้ำเสียงแหบพร่าและเต็มไปด้วยความเว้าวอน "ข้าอยากให้เราเปิดใจต่อกันให้หมดสิ้น... ซูเหยา เจ้าเชื่อใจข้าหรือไม่?"
หลินซูเหยาหลับตาลงชั่วพริบตา เพื่อซ่อนประกายความรู้สึกทั้งหมด ก่อนจะลืมตาขึ้นแล้วส่งยิ้มบางๆ ที่งดงามที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา นางยกมือขึ้นโอบรอบลำคอแกร่งของเขาอย่างเต็มใจ
"หม่อมฉันมิได้เชื่อใจท่านอ๋อง..." นางกระซิบตอบเสียงแผ่วเบาที่ข้างหูเขา "แต่หม่อมฉัน... มอบหัวใจดวงนี้ให้ท่านเดิมพันต่างหาก"
ริมฝีปากของทั้งสองประทับเข้าหากันอย่างแนบแน่นท่ามกลางบรรยากาศอันตึงเครียดของสงครามการเมือง เป็นจูบที่ไม่ได้มีเพียงความโหยหา แต่เป็นการประกาศพันธสัญญาแห่งวิญญาณ ทั้งสองต่างยอมเปิดเปลือยความรู้สึกและมอบความไว้วางใจให้แก่กันอย่างแท้จริง ก่อนที่พายุแห่งการนองเลือดจะโหมกระหน่ำใส่พวกเขาในยามรุ่งสาง
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังลึกซึ้งและอบอวลไปด้วยความรักอันมั่นคงนั้นเอง...
*ปัง!*
ประตูไม้สักแกะสลักลวดลายวิจิตรถูกถีบเปิดออกอย่างไร้มารยาท เสียงฝีเท้าเร่งรีบและเสียงหอบหายใจขององครักษ์เงาผู้หนึ่งดังขึ้นทำลายความเงียบสงบลงอย่างสิ้นเชิง
"ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" องครักษ์หนุ่มคุกเข่าลงเบื้องหน้าด้วยใบหน้าซีดเผือด เหงื่อกาฬไหลท่วมกาย "กองกำลังทหารม้าของเป่ยหลาง... บุกข้ามแนวป้องกันด่านหน้าเข้ามาแล้วพ่ะย่ะค่ะ! และ... และในราชbüriมีพระราชโองการลับฉบับด่วนที่สุดประกาศให้ท่านอ๋องถูกปลดจากตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ ข้อหากบฏ!"
เซียวจิ้งเหยียนผละออกจากร่างของหลินซูเหยาช้าๆ แววตาดำมืดสนิทราวกับห้วงมหาสนธิเพลิงพาลุกโชนขึ้นอีกครั้ง รอยยิ้มเยียบเย็นปรากฏขึ้นที่มุมปาก ขณะที่หลินซูเหยาหรี่ตาลงคมกริบ ความสงบสุขชั่วคราวดับสลายลงในพริบตา เมื่อเกมการเมืองระดับพลิกแผ่นดินได้เริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริงแล้ว!
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกลยุทธ์และห้วงเวลาอันระทึกนี้มาด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
ท่านอ๋องขา... หย่าแล้วอย่าตามมา•ตอนที่ 30
จุดเปลี่ยนของความสัมพันธ์
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านอ๋องขา... หย่าแล้วอย่าตามมา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!