ท่านอ๋องขา... หย่าแล้วอย่าตามมา•ตอนที่ 13

ความรักที่เริ่มก่อตัว

ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
คมดาบพาดผ่านความมืดด้วยเสียงแหลมสูงดุจเสียงกรีดร้องของวิญญาณอาฆาต ประกายไฟสีส้มวาบขึ้นเสี้ยววินาทีเมื่อเหล็กกล้ากระทบกับเสาไม้จันทน์หอมแกะสลัก หลินซูเหยาไม่แม้แต่จะกะพริบตา ปลายมีดผ่าตัดในมือซ้ายของนางยังคงปักนิ่งอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้ง ขณะที่สายตาคมกริบกวาดมองเงาดำที่พุ่งทะลุกรอบหน้าต่างกระดาษสาเข้ามาอย่างพร้อมเพรียงกันถึงสี่สาย กลิ่นอายความตายคละคลุ้งปะปนมากับกลิ่นฝนยามวิกาลที่ยังหลงเหลือ กลิ่นอายเหล่านี้นางคุ้นเคยดี ยามที่ยังอยู่ ณ คลินิกแพทย์สนามในยุคแปดสิบ คราบเลือดและเสียงกMรีดร้องคือเรื่องปกติ แต่นี่ไม่ใช่ห้องฉุกเฉิน... นี่คือเรือนพักส่วนตัวของชายาอ๋องผู้กุมอำนาจครึ่งแผ่นดิน และเป้าหมายของพวกมันไม่ใช่ใครอื่น "ช่างเลือกเวลาได้เลวทรามยิ่งนัก..." ซูเหยาพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความหวาดกลัว ก่อนที่ประตูห้องโถงจะถูกถีบเปิดออกโดยกลุ่มขันทีและทหารรักษาพระราชวัง นำหน้าด้วยร่างระหงของเหม่ยหลินที่แย้มยิ้มด้วยความเย่อหยิ่งและชัยชนะอันจอมปลอม เงาสังหารเหล่านั้นพุ่งเข้ามาพร้อมกันพอดี "จับตัวนางไว้! หม่อมฉันได้รับรายงานว่าชายาเอกซูเหยาซ่องสุมกำลังและคบหากับมือสังหารนอกรีต!" เสียงแหลมสูงของเหม่ยหลินแผดก้องเข้ามาพร้อมกับคบเพลิงในมือของทหารนับสิบดวงที่สาดแสงเข้ามาจนห้องสว่างวาบ ทว่า ภาพที่ปรากฏตรงหน้ากลับทำให้นางต้องชะงักกึก รอยยิ้มบนใบหน้างามบิดเบี้ยวไปชั่วขณะ มิใช่ภาพของความตื่นตระหนก... มิใช่ภาพของศพสตรีผู้ไร้ทางสู้... กลางห้องโถงกว้าง หลินซูเหยาในชุดนอนผ้าแพรสีไข่ไก่กำลังยืนพิงโต๊ะไม้ด้วยท่าทีผ่อนคลายราวกับกำลังรอคอยแขกผู้มีเกียรติ เบื้องหน้าของนางคือร่างของมือสังหารในชุดดำสนิทผู้หนึ่ง ที่บัดนี้จุดสำคัญบนลำคอถูกกดทับด้วยปิ่นปักผมเงินปลายแหลมเฉียบ เลือดสีแดงเข้มซึมไหลหยดลงบนพรมปักลายหงส์ทีละหยด... ติ๋ง... ติ๋ง... เสียงนั้นก้องกังวานในความเงียบงัน "อนุเหม่ยหลิน..." ซูเหยาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าเยือกเย็นเสียจนคนฟังต้องสันหลังวาบ "ท่านแม่ทัพเหม่ยช่างมีใจห่วงใยข้าพเจ้าถึงเพียงนี้ ยามวิกาลดึกดื่นค่อนคืนเช่นนี้ ยังอุส่าห์ส่ง 'แขก' มาเยี่ยมเยือนถึงห้องนอน... ช่างเป็นพี่น้องร่วมสกุลที่ประเสริฐแท้" เหม่ยหลินหน้าถอดสี รีบกวาดสายตาไปรอบห้องเพื่อหาช่องทางแก้ตัว "เจ้า... เจ้าอย่ามาใส่ร้ายป้ายสีนะ! เจ้าพวกคนเหล่านั้น เป็นโจรป่าที่เจ้าจ้างมาเพื่อเตรียมลอบปลงพระชนม์ท่านอ๋องต่างหาก!" "โจรป่าหรือ?" เสียงทุ้มต่ำดุจเสียงคำรามของพญาเสือดาวดังขึ้นจากเบื้องหลังกลุ่มทหารรักษาพระราชวัง บรรยากาศรอบกายพลันลดฮวบลงจนแทบกลายเป็นน้ำแข็ง ฝูงชนแหวกทางให้อัตโนมัติด้วยความหวาดกลัว เซียวจิ้งเหยียนในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายมังกรดิ้นทองก้าวย่างเข้ามาด้วยฝีเท้าหนักแน่น ดวงตาคมกริบคู่นั้นกวาดมองสภาพความเสียหายในห้อง ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างของภรรยาเอกผู้ยืนสง่านิ่งท่ามกลางกลิ่นคาวเลือด สายตาของชินอ๋องไม่ได้มองมือสังหารที่นอนหายใจรวยริน แต่มันจับจ้องอยู่ที่รอยแผลบางเฉียบที่ต้นแขนของซูเหยา ซึ่งถูกคมดาบเฉี่ยวจนผ้าแพรขาดวิ่นและมีเลือดซึมออกมาเล็กน้อย เพียงเสี้ยววินาทีนั้น... อากาศรอบตัวก็คล้ายจะหยุดนิ่ง ออร่าความเยือกเย็น ดุดัน และอำนาจมืดมหาศาลแผ่พุ่งออกจากร่างของเซียวจิ้งเหยียนจนเหล่าทหารและขันทีต้องทรุดกายลงคุกเข่าด้วยความหวาดผวา เหม่ยหลินถึงกับขาอ่อนแรงจนเกือบทรุดลงไปกองกับพื้น ดวงตาของท่านอ๋องในยามนี้... คือดวงตาของพญามารที่พร้อมจะฉีกกระชากทุกชีวิตเป็นชิ้นๆ "ใครบังอาจ..." น้ำเสียงของเซียวจิ้งเหยียนราบเรียบ แต่แฝงไว้ด้วยจิตสังหารที่รุนแรงจนน่าสะพรึงกลัว "ในเขตพระราชฐานชั้นใน... ในตำหนักของชายาเอกข้า... กล้าดียังไงถึงปล่อยให้มีรอยแผลบนตัวนาง" ซูเหยาขมวดคิ้วเล็กน้อย นางกำลังจะอ้าปากเอ่ยว่าแผลแค่นี้มิได้คณาอะไรนางเลย แต่ยังไม่ทันได้ขยับริมฝีปาก ร่างสูงใหญ่ของชินอ๋องก็ก้าวเข้ามาประชิดตัวด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ มือหนาคว้าข้อมือนางไว้เบาๆ ทว่ามั่นคง ดวงตาคู่นั้นสำรวจรอยแผลด้วยความกังวลที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ความเกรี้ยวกราด "ท่านอ๋อง... หม่อมฉันมิได้เป็นไร..." นางเอ่ยเตือนสติด้วยเสียงแผ่วเบา "หุบปาก" เซียวจิ้งเหยียนตวัดสายตากลับไปมองเหม่ยหลินและเหล่าทหารที่ตัวสั่นเทา รังสีอำมหิตแผ่กระจายออกมารอบทิศทาง "เหม่ยหลิน... เจ้าบอกว่านี่คือโจรป่าที่นางจ้างมาเช่นนั้นรึ?" "ทะ... ท่านอ๋อง หม่อมฉัน..." เหม่ยหลินละล่ำละลัก ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด เหงื่อกาฬไหลท่วมแผ่นหลัง "หม่อมฉันเพียงแต่... ได้ยินเสียงผิดปกติ จึงนำกำลังมาตรวจสอบ..." "ตรวจสอบโดยการนำทหารบุกเข้ามาพร้อมคบเพลิง และชี้ตัวกล่าวหาชายาเอกทันทีโดยไม่ต้องสอบสวนเช่นนี้หรือ?" ชายหนุ่มแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ น่ากลัวยิ่งกว่าเสียงคำรามของอสุนีบาต "องครักษ์เงา!" "พ่ะย่ะค่ะ!" เงาร่างสีดำสนิทสองร่างปรากฏกายขึ้นคุกเข่าเบื้องหน้าในพริบตา "ลากตัวอนุเหม่ยหลินไปขังไว้ที่คุกใต้ดิน ตรวจสอบตราประทับและจดหมายลับในเรือนของนางให้ละเอียด หากพบหลักฐานการติดต่อกับมือสังหารนอกรีต... ประหารทันทีโดยไม่ต้องรอราชโองการ!" "ท่านอ๋อง! ไม่นะเพคะ! ท่านอ๋องทรงความเป็นธรรมด้วย! หม่อมฉันถูกใส่ร้าย!" เหม่ยหลินกรีดร้องลั่นด้วยความหวาดกลัว นางพยายามจะคลานเข้าไปเกาะชายฉลองพระองค์ แต่กลับถูกองครักษ์เงาลากตัวออกไปอย่างไร้ความปรานี เสียงกรีดร้องค่อยๆ ไกลออกไปจนกระทั่งเงียบหาย ภายในห้องเหลือเพียงความเงียบงันที่น่าอึดอัด ทหารรักษาพระราชวังทั้งหมดรีบถอยรuกออกไปด้านนอกและปิดประตูลงกลอนให้อย่างรู้ความ เซียวจิ้งเหยียนหันกลับมามองสตรีตรงหน้า แววตาที่เคยเย็นชาดุจน้ำแข็งเมื่อครู่ บัดนี้กลับเจือไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนและลึกซึ้งเกินกว่าจะบรรยาย เขายกมือขึ้นสัมผัสรอยแผลที่ต้นแขนของนางอย่างเบามือที่สุด ราวกับกลัวว่าหากออกแรงมากกว่านี้ นางจะสลายหายไปต่อหน้าต่อตา "เจ้ากล้าหาญเกินไปแล้ว ซูเหยา" น้ำเสียงของเขาอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่ออยู่กันเพียงลำพัง "เหตุใดจึงไม่หนีออกทางประตูลับ ทำไมต้องยืนรอรับมือพวกมันด้วยตัวคนเดียว" ซูเหยาเงยหน้าขึ้นสบตาชินอ๋อง นางแย้มยิ้มบางๆ ที่มุมปาก รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์และสติปัญญาอันเฉียบคม "หากหม่อมฉันหนี... แผนการของอนุเหม่ยหลินก็คงสำเร็จครึ่งหนึ่งแล้วสิเพคะ อีกอย่าง... การเผชิญหน้าด้วยตนเอง ย่อมทำให้เราได้ 'หมาก' สำคัญมาไว้ในมือเพื่อเดินเกมตาต่อไป" เซียวจิ้งเหยียนจ้องมองใบหน้างามที่ฉายแววความมั่นใจและความเด็ดเดี่ยว หัวใจของบุรุษผู้ไม่เคยหวั่นไหวต่อสิ่งใดในใต้หล้า กลับกระตุกวูบอย่างรุนแรง ความรู้สึกเป็นเจ้าของ การปกป้อง และความเสน่หาที่สะสมมานานนับแรมเดือน บัดนี้ระเบิดออกราวกับเขื่อนแตก เขาโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกเกือบชิดกัน ลมหายใจอุ่นร้อนปะปนกลิ่นอายบุรุษแผ่ซ่านเข้ามาจนซูเหยาต้องชะงัก ลมหายใจของนางสะดุดไปชั่วขณะเมื่อดวงตาคู่นั้นจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของนาง ราวกับต้องการจะอ่านความนึกคิดทั้งหมดในใจ "เจ้าบอกว่าเจ้ากำลังเดินหมาก..." เสียงกระซิบพร่าต่ำดังชิดริมใบหูของนาง "แต่เจ้าคงลืมไป... ว่าตัวเจ้าเอง... ก็เป็นหมากที่สำคัญที่สุดในใจข้าเช่นกัน" ซูเหยาเบิกตากว้างเล็กน้อย หัวใจเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะ ยามที่ปลายนิ้วอุ่นของเขาเลื่อนขึ้นมาเกลี่ยปอยผมที่เคลียแก้มของนางอย่างทะนุถนอม ความใกล้ชิดนี้ทำให้บรรยากาศรอบตัวร้อนรุ่มขึ้นอย่างประหลาด ทว่า ในวินาทีที่ความหวานล้ำกำลังก่อตัวขึ้น ท่ามกลางบรรยากาศอันตรึงเครียดและหัวใจที่เต้นระรัว เสียงฝีเท้าเร่งรีบของมหาดเล็กประจำพระตำหนักก็ดังขึ้นที่หน้าประตู พร้อมกับเสียงเคาะประตูดังรัว "กราบทูลท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" เสียงตะโกนด้วยความตื่นตระหนกดังทะลุเข้ามา "ราชโองการด่วนจากท้องพระโรง... มีพระบรมราชโองการให้ท่านอ๋องนำกองทัพออกเดินทางสู่ชายแดนเหนือในยามรุ่งสางนี้ทันทีพ่ะย่ะค่ะ!" เซียวจิ้งเหยียนชะงักกึก สายตาที่กำลังมองซูเหยาแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นยะเยือกในพริบตาเดียว เขายืดตัวขึ้นยืนเต็มความสูง ใบหน้าคมคายเคร่งเครียดขึ้นมาทันที ซูเหยาขมวดคิ้วแน่น สัญชาตญาณกุนซือบอกนางทันทีว่าเหตุการณ์ลอบสังหารเมื่อครู่กับการมาถึงของราชโองการด่วนนี้... มิใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน ท่านอ๋องก้มลงมองหน้าภรรยาเอกผู้เปี่ยมปัญญาอีกครั้ง ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบถ้วยชาบนโต๊ะที่ยังอุ่นอยู่ขึ้นมาจิบเพื่อสงบสติอารมณ์ ทว่า ในวินาทีนั้นเอง สายตาคมกราบของเขาก็กวาดไปเห็นคราบผงสีขาวบางอย่างที่ก้นถ้วยชา ซึ่งถูกผสมปนเปมากับใบชาชั้นดี... ยาพิษไร้สีไร้กลิ่นที่ถูกเตรียมไว้สำหรับเขาโดยเฉพาะ! เฉินเว่ยสายลุย ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านและสนับสนุนกันมาโดยตลอดนะครับ
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านอ๋องขา... หย่าแล้วอย่าตามมา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%