คมดาบพาดผ่านความมืดด้วยเสียงแหลมสูงดุจเสียงกรีดร้องของวิญญาณอาฆาต ประกายไฟสีส้มวาบขึ้นเสี้ยววินาทีเมื่อเหล็กกล้ากระทบกับเสาไม้จันทน์หอมแกะสลัก หลินซูเหยาไม่แม้แต่จะกะพริบตา ปลายมีดผ่าตัดในมือซ้ายของนางยังคงปักนิ่งอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้ง ขณะที่สายตาคมกริบกวาดมองเงาดำที่พุ่งทะลุกรอบหน้าต่างกระดาษสาเข้ามาอย่างพร้อมเพรียงกันถึงสี่สาย
กลิ่นอายความตายคละคลุ้งปะปนมากับกลิ่นฝนยามวิกาลที่ยังหลงเหลือ กลิ่นอายเหล่านี้นางคุ้นเคยดี ยามที่ยังอยู่ ณ คลินิกแพทย์สนามในยุคแปดสิบ คราบเลือดและเสียงกMรีดร้องคือเรื่องปกติ แต่นี่ไม่ใช่ห้องฉุกเฉิน... นี่คือเรือนพักส่วนตัวของชายาอ๋องผู้กุมอำนาจครึ่งแผ่นดิน และเป้าหมายของพวกมันไม่ใช่ใครอื่น
"ช่างเลือกเวลาได้เลวทรามยิ่งนัก..." ซูเหยาพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความหวาดกลัว
ก่อนที่ประตูห้องโถงจะถูกถีบเปิดออกโดยกลุ่มขันทีและทหารรักษาพระราชวัง นำหน้าด้วยร่างระหงของเหม่ยหลินที่แย้มยิ้มด้วยความเย่อหยิ่งและชัยชนะอันจอมปลอม เงาสังหารเหล่านั้นพุ่งเข้ามาพร้อมกันพอดี
"จับตัวนางไว้! หม่อมฉันได้รับรายงานว่าชายาเอกซูเหยาซ่องสุมกำลังและคบหากับมือสังหารนอกรีต!" เสียงแหลมสูงของเหม่ยหลินแผดก้องเข้ามาพร้อมกับคบเพลิงในมือของทหารนับสิบดวงที่สาดแสงเข้ามาจนห้องสว่างวาบ ทว่า ภาพที่ปรากฏตรงหน้ากลับทำให้นางต้องชะงักกึก รอยยิ้มบนใบหน้างามบิดเบี้ยวไปชั่วขณะ
มิใช่ภาพของความตื่นตระหนก... มิใช่ภาพของศพสตรีผู้ไร้ทางสู้...
กลางห้องโถงกว้าง หลินซูเหยาในชุดนอนผ้าแพรสีไข่ไก่กำลังยืนพิงโต๊ะไม้ด้วยท่าทีผ่อนคลายราวกับกำลังรอคอยแขกผู้มีเกียรติ เบื้องหน้าของนางคือร่างของมือสังหารในชุดดำสนิทผู้หนึ่ง ที่บัดนี้จุดสำคัญบนลำคอถูกกดทับด้วยปิ่นปักผมเงินปลายแหลมเฉียบ เลือดสีแดงเข้มซึมไหลหยดลงบนพรมปักลายหงส์ทีละหยด... ติ๋ง... ติ๋ง... เสียงนั้นก้องกังวานในความเงียบงัน
"อนุเหม่ยหลิน..." ซูเหยาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าเยือกเย็นเสียจนคนฟังต้องสันหลังวาบ "ท่านแม่ทัพเหม่ยช่างมีใจห่วงใยข้าพเจ้าถึงเพียงนี้ ยามวิกาลดึกดื่นค่อนคืนเช่นนี้ ยังอุส่าห์ส่ง 'แขก' มาเยี่ยมเยือนถึงห้องนอน... ช่างเป็นพี่น้องร่วมสกุลที่ประเสริฐแท้"
เหม่ยหลินหน้าถอดสี รีบกวาดสายตาไปรอบห้องเพื่อหาช่องทางแก้ตัว "เจ้า... เจ้าอย่ามาใส่ร้ายป้ายสีนะ! เจ้าพวกคนเหล่านั้น เป็นโจรป่าที่เจ้าจ้างมาเพื่อเตรียมลอบปลงพระชนม์ท่านอ๋องต่างหาก!"
"โจรป่าหรือ?" เสียงทุ้มต่ำดุจเสียงคำรามของพญาเสือดาวดังขึ้นจากเบื้องหลังกลุ่มทหารรักษาพระราชวัง บรรยากาศรอบกายพลันลดฮวบลงจนแทบกลายเป็นน้ำแข็ง ฝูงชนแหวกทางให้อัตโนมัติด้วยความหวาดกลัว เซียวจิ้งเหยียนในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายมังกรดิ้นทองก้าวย่างเข้ามาด้วยฝีเท้าหนักแน่น ดวงตาคมกริบคู่นั้นกวาดมองสภาพความเสียหายในห้อง ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างของภรรยาเอกผู้ยืนสง่านิ่งท่ามกลางกลิ่นคาวเลือด
สายตาของชินอ๋องไม่ได้มองมือสังหารที่นอนหายใจรวยริน แต่มันจับจ้องอยู่ที่รอยแผลบางเฉียบที่ต้นแขนของซูเหยา ซึ่งถูกคมดาบเฉี่ยวจนผ้าแพรขาดวิ่นและมีเลือดซึมออกมาเล็กน้อย
เพียงเสี้ยววินาทีนั้น... อากาศรอบตัวก็คล้ายจะหยุดนิ่ง
ออร่าความเยือกเย็น ดุดัน และอำนาจมืดมหาศาลแผ่พุ่งออกจากร่างของเซียวจิ้งเหยียนจนเหล่าทหารและขันทีต้องทรุดกายลงคุกเข่าด้วยความหวาดผวา เหม่ยหลินถึงกับขาอ่อนแรงจนเกือบทรุดลงไปกองกับพื้น ดวงตาของท่านอ๋องในยามนี้... คือดวงตาของพญามารที่พร้อมจะฉีกกระชากทุกชีวิตเป็นชิ้นๆ
"ใครบังอาจ..." น้ำเสียงของเซียวจิ้งเหยียนราบเรียบ แต่แฝงไว้ด้วยจิตสังหารที่รุนแรงจนน่าสะพรึงกลัว "ในเขตพระราชฐานชั้นใน... ในตำหนักของชายาเอกข้า... กล้าดียังไงถึงปล่อยให้มีรอยแผลบนตัวนาง"
ซูเหยาขมวดคิ้วเล็กน้อย นางกำลังจะอ้าปากเอ่ยว่าแผลแค่นี้มิได้คณาอะไรนางเลย แต่ยังไม่ทันได้ขยับริมฝีปาก ร่างสูงใหญ่ของชินอ๋องก็ก้าวเข้ามาประชิดตัวด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ มือหนาคว้าข้อมือนางไว้เบาๆ ทว่ามั่นคง ดวงตาคู่นั้นสำรวจรอยแผลด้วยความกังวลที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ความเกรี้ยวกราด
"ท่านอ๋อง... หม่อมฉันมิได้เป็นไร..." นางเอ่ยเตือนสติด้วยเสียงแผ่วเบา
"หุบปาก" เซียวจิ้งเหยียนตวัดสายตากลับไปมองเหม่ยหลินและเหล่าทหารที่ตัวสั่นเทา รังสีอำมหิตแผ่กระจายออกมารอบทิศทาง "เหม่ยหลิน... เจ้าบอกว่านี่คือโจรป่าที่นางจ้างมาเช่นนั้นรึ?"
"ทะ... ท่านอ๋อง หม่อมฉัน..." เหม่ยหลินละล่ำละลัก ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด เหงื่อกาฬไหลท่วมแผ่นหลัง "หม่อมฉันเพียงแต่... ได้ยินเสียงผิดปกติ จึงนำกำลังมาตรวจสอบ..."
"ตรวจสอบโดยการนำทหารบุกเข้ามาพร้อมคบเพลิง และชี้ตัวกล่าวหาชายาเอกทันทีโดยไม่ต้องสอบสวนเช่นนี้หรือ?" ชายหนุ่มแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ น่ากลัวยิ่งกว่าเสียงคำรามของอสุนีบาต "องครักษ์เงา!"
"พ่ะย่ะค่ะ!" เงาร่างสีดำสนิทสองร่างปรากฏกายขึ้นคุกเข่าเบื้องหน้าในพริบตา
"ลากตัวอนุเหม่ยหลินไปขังไว้ที่คุกใต้ดิน ตรวจสอบตราประทับและจดหมายลับในเรือนของนางให้ละเอียด หากพบหลักฐานการติดต่อกับมือสังหารนอกรีต... ประหารทันทีโดยไม่ต้องรอราชโองการ!"
"ท่านอ๋อง! ไม่นะเพคะ! ท่านอ๋องทรงความเป็นธรรมด้วย! หม่อมฉันถูกใส่ร้าย!" เหม่ยหลินกรีดร้องลั่นด้วยความหวาดกลัว นางพยายามจะคลานเข้าไปเกาะชายฉลองพระองค์ แต่กลับถูกองครักษ์เงาลากตัวออกไปอย่างไร้ความปรานี เสียงกรีดร้องค่อยๆ ไกลออกไปจนกระทั่งเงียบหาย
ภายในห้องเหลือเพียงความเงียบงันที่น่าอึดอัด ทหารรักษาพระราชวังทั้งหมดรีบถอยรuกออกไปด้านนอกและปิดประตูลงกลอนให้อย่างรู้ความ
เซียวจิ้งเหยียนหันกลับมามองสตรีตรงหน้า แววตาที่เคยเย็นชาดุจน้ำแข็งเมื่อครู่ บัดนี้กลับเจือไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนและลึกซึ้งเกินกว่าจะบรรยาย เขายกมือขึ้นสัมผัสรอยแผลที่ต้นแขนของนางอย่างเบามือที่สุด ราวกับกลัวว่าหากออกแรงมากกว่านี้ นางจะสลายหายไปต่อหน้าต่อตา
"เจ้ากล้าหาญเกินไปแล้ว ซูเหยา" น้ำเสียงของเขาอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่ออยู่กันเพียงลำพัง "เหตุใดจึงไม่หนีออกทางประตูลับ ทำไมต้องยืนรอรับมือพวกมันด้วยตัวคนเดียว"
ซูเหยาเงยหน้าขึ้นสบตาชินอ๋อง นางแย้มยิ้มบางๆ ที่มุมปาก รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์และสติปัญญาอันเฉียบคม "หากหม่อมฉันหนี... แผนการของอนุเหม่ยหลินก็คงสำเร็จครึ่งหนึ่งแล้วสิเพคะ อีกอย่าง... การเผชิญหน้าด้วยตนเอง ย่อมทำให้เราได้ 'หมาก' สำคัญมาไว้ในมือเพื่อเดินเกมตาต่อไป"
เซียวจิ้งเหยียนจ้องมองใบหน้างามที่ฉายแววความมั่นใจและความเด็ดเดี่ยว หัวใจของบุรุษผู้ไม่เคยหวั่นไหวต่อสิ่งใดในใต้หล้า กลับกระตุกวูบอย่างรุนแรง ความรู้สึกเป็นเจ้าของ การปกป้อง และความเสน่หาที่สะสมมานานนับแรมเดือน บัดนี้ระเบิดออกราวกับเขื่อนแตก
เขาโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกเกือบชิดกัน ลมหายใจอุ่นร้อนปะปนกลิ่นอายบุรุษแผ่ซ่านเข้ามาจนซูเหยาต้องชะงัก ลมหายใจของนางสะดุดไปชั่วขณะเมื่อดวงตาคู่นั้นจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของนาง ราวกับต้องการจะอ่านความนึกคิดทั้งหมดในใจ
"เจ้าบอกว่าเจ้ากำลังเดินหมาก..." เสียงกระซิบพร่าต่ำดังชิดริมใบหูของนาง "แต่เจ้าคงลืมไป... ว่าตัวเจ้าเอง... ก็เป็นหมากที่สำคัญที่สุดในใจข้าเช่นกัน"
ซูเหยาเบิกตากว้างเล็กน้อย หัวใจเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะ ยามที่ปลายนิ้วอุ่นของเขาเลื่อนขึ้นมาเกลี่ยปอยผมที่เคลียแก้มของนางอย่างทะนุถนอม ความใกล้ชิดนี้ทำให้บรรยากาศรอบตัวร้อนรุ่มขึ้นอย่างประหลาด
ทว่า ในวินาทีที่ความหวานล้ำกำลังก่อตัวขึ้น ท่ามกลางบรรยากาศอันตรึงเครียดและหัวใจที่เต้นระรัว เสียงฝีเท้าเร่งรีบของมหาดเล็กประจำพระตำหนักก็ดังขึ้นที่หน้าประตู พร้อมกับเสียงเคาะประตูดังรัว
"กราบทูลท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" เสียงตะโกนด้วยความตื่นตระหนกดังทะลุเข้ามา "ราชโองการด่วนจากท้องพระโรง... มีพระบรมราชโองการให้ท่านอ๋องนำกองทัพออกเดินทางสู่ชายแดนเหนือในยามรุ่งสางนี้ทันทีพ่ะย่ะค่ะ!"
เซียวจิ้งเหยียนชะงักกึก สายตาที่กำลังมองซูเหยาแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นยะเยือกในพริบตาเดียว เขายืดตัวขึ้นยืนเต็มความสูง ใบหน้าคมคายเคร่งเครียดขึ้นมาทันที
ซูเหยาขมวดคิ้วแน่น สัญชาตญาณกุนซือบอกนางทันทีว่าเหตุการณ์ลอบสังหารเมื่อครู่กับการมาถึงของราชโองการด่วนนี้... มิใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน
ท่านอ๋องก้มลงมองหน้าภรรยาเอกผู้เปี่ยมปัญญาอีกครั้ง ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบถ้วยชาบนโต๊ะที่ยังอุ่นอยู่ขึ้นมาจิบเพื่อสงบสติอารมณ์ ทว่า ในวินาทีนั้นเอง สายตาคมกราบของเขาก็กวาดไปเห็นคราบผงสีขาวบางอย่างที่ก้นถ้วยชา ซึ่งถูกผสมปนเปมากับใบชาชั้นดี... ยาพิษไร้สีไร้กลิ่นที่ถูกเตรียมไว้สำหรับเขาโดยเฉพาะ!
เฉินเว่ยสายลุย ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านและสนับสนุนกันมาโดยตลอดนะครับ
ท่านอ๋องขา... หย่าแล้วอย่าตามมา•ตอนที่ 13
ความรักที่เริ่มก่อตัว
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านอ๋องขา... หย่าแล้วอย่าตามมา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!