ความเงียบงันภายในห้องทำงานกว้างขวางของเซฟเฮาส์หลังใหญ่ หนาทึบเสียจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจที่สอดประสานกันอย่างเชื่องช้า ลินินยังคงยืนนิ่งค้างอยู่ตรงมุมโต๊ะทำงานไม้สักทอง นัยน์ตากลมโตคู่นั้นสะท้อนภาพของชายหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลที่กำลังนั่งไขว่ห้างอยู่เบื้องหลังความมืดสลัว
คำถามที่เธอหลุดปากออกไปเมื่อครู่ราวกับลูกศรที่พุ่งทะลวงผ่านเกราะป้องกันอันแข็งแกร่งของคิรากรจนหมดสิ้น
"คุณกำลังคิดว่าฉันเป็นพวกเดียวกับมัน... คนที่หักหลังคุณสินะคะ?"
ประโยคที่ลินินเพิ่งเอ่ยถามออกไปในบทก่อนหน้ายังคงก้องกังวานอยู่ในห้วงความคิด คิรากรไม่ตอบในทันที ดวงตาสีเข้มคมกริบราวกับพญาอินทรีจ้องมองร่างบางตรงหน้าด้วยประกายแสงที่อ่านยาก มันไม่ใช่ความโกรธเกลียด แต่เป็นความเจ็บปวดลึกซึ้งที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากของความเย็นชามาเนิ่นนาน
เขาลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาหาเธอทีละก้าว เสียงฝีเท้าของเขานุ่มนวลแต่หนักหน่วงราวกับเสียงฆ้อนตอกลงบนแผ่นอกของคนฟัง ลินินถอยหลังไปจนแผ่นหลังชนเข้ากับผนังห้องเย็นเฉียบ แต่พื้นที่ว่างถูกปิดตายลงเมื่อฝ่ามือหนาข้างหนึ่งยันลงบนผนังข้างศีรษะของเธอ กักขังเธอไว้ในวงแขนที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายอันตรายและเย้ายวนใจในเวลาเดียวกัน
"เธอรู้ไหม... คำว่า 'หักหลัง' มันมีรสชาติยังไง, ลินิน" เสียงทุ้มต่ำรอดไรฟันออกมา แผ่วเบาแต่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ ลมหายใจอุ่นร้อนของเขาปะปนกับกลิ่นบุหรี่จางๆ และน้ำหอมราคาแพง ลอยวนอยู่ใกล้ปลายจมูกของเธอ
"ฉันไม่รู้... และฉันก็ไม่ได้เป็นคนแบบนั้น" ลินินเชิดหน้าขึ้นสู้ แม้หัวใจจะเต้นระรัวจนแทบกระเด็นหลุดออกมานอกอก ความดื้อรั้นในแววตาคู่สวยทำให้มุมปากของคิรากรกระตุกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันและร้าวราน
"คนส่วนใหญ่ที่อยู่ข้างหลังฉัน ก็พูดแบบนี้ทั้งนั้นในวินาทีสุดท้าย..." คิรากรโน้มใบหน้าลงมาใกล้ จนหน้าผากของเขาสัมผัสกับหน้าผากของเธออย่างแผ่วเบา สัมผัสที่ใกล้ชิดจนเกินกว่าจะต้านทานทำให้ลินินเผลอหลับตาลงด้วยความสั่นสะท้าน "เธอคิดว่าเธอฉลาดพอที่จะรอดพ้นจากเกมนี้ได้โดยไม่เจ็บตัวเลยงั้นเหรอ?"
"ถ้าคุณเกลียดฉันนัก... ถ้าคุณไม่เคยเชื่อใจฉันเลยตั้งแต่แรก ทำไมถึงไม่ปล่อยฉันไปเสียทีล่ะคะ!" เธอระเบิดอารมณ์ออกมาพร้อมกับใช้มือผลักแผงอกกว้างของเขา แต่มันกลับไร้ผล ร่างกายของอัลฟ่าหนุ่มมั่นคงราวกับกำแพงหินผา
"ปล่อยเหรอ?" คิรากรแค่นหัวเราะในลำคอ มืออีกข้างเลื่อนขึ้นมาจับปลายคางมนของเธอ บังคับให้เงยหน้าขึ้นรับสัมผัสจากเขา "เธอคิดว่าประตูเซฟเฮาส์นี่เปิดไว้สำหรับคนอ่อนแอที่จะเดินออกไปตามอำเภอใจงั้นเหรอ ลินิน... เธอกำลังประเมินฉันต่ำไป"
รสจูบที่ดุดันและเอาแต่ใจถูกทาบทับลงมาอย่างไร้การปรานีริมฝีปากนุ่มที่พยายามต่อต้านถูกบดขยี้ด้วยความโหยหาและแรงปรารถนาที่ถูกเก็บกดมานาน คิรากรไม่ได้จูบเธอด้วยความอ่อนโยน แต่มันคือการประกาศกร้าวแห่งความเป็นเจ้าของและการลงทัณฑ์ที่เธอไม่ยอมเชื่อฟัง ลินินพยายามเบือนหน้าหนี แต่ปลายนิ้วแข็งแกร่งที่ตรึงคางเธอไว้ไม่อนุญาตให้ทำเช่นนั้น
เรียวลิ้นร้อนรุกรานเข้ามาตักตวงความหวานภายในโพรงปากอย่างเอาแต่ใจ ความซาบซ่านแผ่ซ่านไปทั่วร่างจนเข่าของลินินแทบทรุดลงไปกองกับพื้น มือเรียวที่เคยผลักไสเปลี่ยนเป็นกำเสื้อสูทเนื้อดีของเขาไว้แน่นเพื่อพยุงร่างตัวเอง ความโกรธเกลียวกลายเป็นความวาบหวามที่แผดเผาทุกตารางนิ้วในร่างกาย
เมื่อเขาถอนริมฝีปากออกอย่างอ้อยอิ่ง ลินินหอบหายใจโยนตัวด้วยความเหนื่อยอ่อน นัยน์ตาฉ่ำน้ำมองเขาด้วยความตัดพ้อและหลงใหลในเวลาเดียวกัน
คิรากรผละออกห่างเล็กน้อย ดวงตาสีเข้มทอประกายความเจ็บปวดที่เขาไม่เคยเปิดเผยให้ใครเห็นตลอดหลายปีที่ผ่านมา
"เจ็ดปีก่อน... คนที่ฉันไว้ใจที่สุด คนที่ฉันยอมยกทุกอย่างให้แม้กระทั่งชีวิตของตัวเอง... คือคนที่ถือมีดแทงข้างหลังฉัน" เสียงของเขาแหบพร่าลงอย่างเห็นได้ชัด บรรยากาศรอบตัวหนาแน่นไปด้วยความมืดมนของอดีต "บริษัทที่ฉันสร้างมากับมือเกือบพังทลาย ชีวิตของคนรอบตัวฉันต้องแลกมาด้วยความประมาทและความโลภของคนคนนั้น... ตั้งแต่วันนั้นมา คำว่า 'ความเชื่อใจ' ก็ตายไปจากพจนานุกรมของฉันแล้ว ลินิน"
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ความเงียบที่น่าอึดอัด หากแต่เป็นความเปราะบางที่ถูกเปิดเผยออกมาจากชายผู้กุมอำนาจมืด ลินินมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้น เธอมองเห็นรอยแผลเป็นทางจิตวิญญาณที่ไม่มีวันจางหาย ความโกรธเคืองทั้งหมดในใจพลันมลายหายไป เหลือเพียงความเห็นอกเห็นใจและความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
มือเรียวยื่นออกไปอย่างกล้าหาญ ปลายปลายนิ้วสัมผัสลงบนแก้มสากของคิรากรอย่างแผ่วเบาและอ่อนโยน เป็นครั้งแรกที่เขาไม่ได้ปัดป้องหรือถอยหนี แต่กลับหลับตาลงรับสัมผัสที่อบอุ่นนั้นด้วยความโหยหาที่ถูกปิดตายมาเนนาน
"ฉันไม่ใช่คนคนนั้น... คิรากร" เสียงหวานเอמהกระซิบแผ่วเบาข้างริมฝีปากของเขา น้ำเสียงเต็มไปด้วยความมั่น
คิรากรลืมตาขึ้นมองเธอ นัยน์ตาสีเข้มวับวาวด้วยประกายไฟแห่งความปรารถนาที่กลับมาลุกโชนอีกครั้ง ความเย็นชาทั้งหมดถูกหลอมละลายลงด้วยความอ่อนโยนที่เขาโหยหามาตลอดชีวิต เขารวบเอวบางเข้าหาตัวแนบแน่นจนแทบไม่มีช่องว่าง ก่อนจะกดจูบลงบนหน้าผากมนอย่างทะนุถนอม สัมผัสที่เปลี่ยนจากความดุดันเป็นความลึกซึ้งและร้อนแรง
ทว่า... ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังหอมหวานและเต็มไปด้วยแรงดึงดูดอันเร่าร้อน เสียงสัญญาณเตือนภัยเสียงแหลมสูงก็ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งเซฟเฮาส์ ไฟฉุกเฉินสีแดงสลับขาวกะพริบวาบไปทั่วห้องทำงานมืดทึบ
คิรากรผละออกจากลินินในเสี้ยววินาที ร่างสูงตระหง่านเปลี่ยนเป็นนักล่าผู้ไร้ความปรานีทันที นัยน์ตาสีเข้มวาวโรจน์ด้วยความเหี้ยมเกรียมเมื่อมองหน้าจอระบบรักษาความปลอดภัยที่ปรากฏภาพของแขกไม่ได้รับเชิญกำลังพังประตูล้อมเข้ามา
"ดูเหมือนว่า... อดีตที่ฉันเพิ่งเล่าให้เธอฟัง จะไม่ได้อยู่แค่ในความทรงจำเสียแล้วลินิน" คิรากรหันมามองเธอนิ่ง น้ำเสียงเยือกเย็นจนน่ากลัว "พวกมันตามเรามาถึงที่นี่แล้ว"
---
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับความมืดมนและเร่าร้อนนี้ด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
เซฟเฮาส์ไร้เสียงกับอาชญากรชุดสูท•ตอนที่ 11
คำสารภาพในความมืด
ผลงานโดย ภาคินทร์เที่ยงคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ภาคินทร์เที่ยงคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ไร้เสียงกับอาชญากรชุดสูท นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!