ดีลลับสยบยัยตัวแสบ•ตอนที่ 20

ติดฝนกลางป่า

ผลงานโดย เมทริกซ์ซีโร่
เสียงฟ้าร้องคำรามก้องราวกับแผ่นดินจะแยก กระแสลมกรรโชกแรงซัดสาดหยาดน้ำฝนอัดกระแทกกระจกหน้าต่างรถกระบะคันโตจนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ทัศนวิสัยภายนอกมืดสนิทราวกับเวลากลางคืน ทั้งที่ความจริงเพิ่งจะเป็นช่วงบ่ายแก่ๆ เท่านั้น "ให้มันได้อย่างนี้สิ..." คณินสบถลอดไรฟัน มือหนากำพวงมาลัยแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ดวงตาคมกริบมองเส้นทางลูกรังหน้าที่ถูกน้ำป่าหลากเข้าท่วมจนกลายเป็นแม่โคลนขนาดย่อม เครื่องยนต์ที่เคยคำรามอย่างดุดันเมื่อครู่ ส่งเสียงสะอึกอื้นแปลกๆ ก่อนจะดับสนิทลงท่ามกลางความมืดมัวของพายุที่โหมกระหน่ำ มินตราหันขวับมามองร่างสูงที่นั่งอยู่เบาะข้างๆ ใบหน้าหวานยุ่งเหยิงด้วยความหงุดหงิดไม่แพ้กัน เธอยกมือขึ้นกอดอก เชิดคางขึ้นเล็กน้อยตามนิสัยที่ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใครง่ายๆ แม้ในสถานการณ์วิกฤต "ไหนเฮียโม้ว่ารถคันนี้ลุยได้ทุกสภาพถนนไงคะ... เอ๊ย ไม่ใช่!" มินตราเผลอหลุดปากเกือบจะใช้สรรพนามคุ้นเคย แต่รีบเปลี่ยนคำทันทีเมื่อเห็นหางตาคมกริบเหลือบมามอง "หมายถึง... ไหนคุณบอกว่ารถวิศวกรคันนี้พร้อมลุยทุกไซต์งาน ทำไมถึงมาจอดตายสนิทอยู่กลางป่าแบบนี้ล่ะคะคุณคณิน" "ถ้าเธอหุบปากแล้วนั่งเงียบๆ ตั้งแต่สิบนาทีที่แล้ว เราคงไม่ติดแหง็กอยู่กลางทางแบบนี้หรอกมินตรา" คณินหันมาตอกกลับเสียงห้วน ใบหน้าหล่อเหลาบึ้งตึง ปากร้ายตามสไตล์คนฟอร์มจัดที่ซ่อนความร้อนรนไว้ภายใต้ท่าทีนิ่งเฉย "อ้าว กลายเป็นความผิดฉันอีก? ฉันไม่ได้เป็นคนเหยียบคันเร่งจนเครื่องพังนะคะ!" "ผมไม่ได้บอกว่าเครื่องพัง แต่น้ำมันมันเข้ากรองอากาศเพราะความอวดดีของใครบางคนที่สั่งให้ผมเลี่ยงเส้นทางหลักต่างหาก!" คณินหันขวับมาเผชิญหน้า ดวงตาสีเข้มดุดันแต่แฝงประกายความห่วงใยที่เจ้าตัวพยายามซ่อนไว้สุดฤทธิ์ "ลงไปก็ไม่ได้ เปียกฝนเป็นลูกแมตกน้ำแน่ๆ นั่งนิ่งๆ ไปเลยนะ" "แล้วจะให้ทำยังไงล่ะคะ นั่งมองหน้ากันจนหมดลมหายใจเหรอ ไซต์งานตรงนั้นก็ยังอีกตั้งสองกิโล!" มินตราสะบัดหน้าหนีไปมองกระจกข้างที่ตอนนี้มีแต่สายฝนพร่างพราว เธอถอนหายใจยาวเหยียดด้วยความอึดอัด ทั้งอากาศที่เริ่มเย็นลงเพราะพิษพายุและความแคบภายในห้องโดยสาร ทำให้ระยะห่างระหว่างเธอกับผู้ชายปากร้ายคนนี้แทบจะไม่มีเหลือ คณินมองเสี้ยวหน้าเนียนที่รั้นสุดขั้วของหญิงสาวแล้วก็ได้แต่เม้มปากแน่น เขาไม่ได้กลัวพายุ ไม่ได้กลัวรถพัง แต่เขากลัว... กลัวว่าคนข้างๆ จะไม่สบายต่างหาก ปากร้ายใจดีตัวพ่ออย่างเขาทำได้แค่เอื้อมมือไปปรับแอร์ในรถให้ลดความเย็นลง ก่อนจะถอดเสื้อแจ็คเก็ตยีนส์หนาของตัวเองออกแล้วคลุมไหล่บางให้อย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก "ใส่ซะ ตัวสั่นเป็นลูกนกตกน้ำอยู่ได้ น่ารำคาญชะมัด" มินตราสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อสัมผัสไออุ่นจากเสื้อแจ็คเก็ตที่ยังมีกลิ่นอายน้ำหอมผู้ชายปะปนกับกลิ่นฝนจางๆ ลอยเข้าจมูก เธอก้มมองเสื้อตัวโคร่งที่คลุมร่างตนเองอยู่ หัวใจเจ้ากรรมกระตุกวูบอย่างไม่น่าให้อภัย เธอน่ะเกลียดความปากเสียของเขาเป็นบ้า แต่ทำไมทุกครั้งที่เขาทำท่าทางแบบนี้ หัวใจมันถึงทรยศทุกที "ไม่ต้องมาทำเป็นใจดีหรอกค่ะ ฉันเกรงใจ" เธอบ่นพึมพำแต่ก็ดึงเสื้อแจ็คเก็ตเข้ามา2ข้างให้กระชับเข้าตัวมากขึ้น "ใครใจดี ผมแค่รำคาญเสียงฟันกระทบกันของเธอมันน่ารำคาญต่างหากเล่า!" คณินเถียงเสียงแข็ง กลบเกลื่อนรอยยิ้มมุมปากที่เผลอหลุดออกมาวูบหนึ่ง ก่อนจะเอี้ยวตัวไปหยิบสัมภาระด้านหลัง "ข้างหน้ามีบ้านพักคนงานเก่าอยู่หลังหนึ่ง สภาพพอใช้ได้ เราต้องเดินฝ่าฝนไปที่นั่น ไม่งั้นได้ติดอยู่ในรถจนขาดใจตายคู่แน่" พูดจบชายหนุ่มก็ผลักประตูรถออกไปเผชิญกับสายฝนที่กระหน่ำลงมาไม่ขาดสาย ก่อนจะรีบอ้อมมาเปิดประตูฝั่งที่มินตรานั่งแล้วยื่นมือหนาออกไปตรงหน้า "จับมือผมไว้ อย่าดื้อ มิน" สรรพนามที่เปลี่ยนไปกะทันหันและน้ำทุ้มต่ำที่เจือความห่วงใยอย่างปิดไม่มิด ทำให้มินตรานิ่งงอไปชั่วขณะ เธอมองมือหนาที่เปียกปอนแต่ดูอบอุ่นเหลือเกินท่ามกลางพายุร้าย ก่อนจะตัดสินใจวางมือเรียวลงในอุ้งมือแกร่งนั้น แรงกระชับที่ดึงรั้งเธอให้ก้าวออกไปจากความอึดอัดในรถ ทำให้ร่างทั้งสองแนบชิดกันโดยอัตโนมัติ คณินกางเสื้อแจ็คเก็ตอีกตัวคลุมศีรษะให้เธอ พาฝ่าสายฝนและโคลนตมมุ่งหน้าสู่บ้านพักไม้ชั้นเดียวกลางไซต์งานที่ตั้งตระหง่านอยู่ไม่ไกลนัก เสียงฝนตกกระทบหลังคาสังกะสีดังสนั่นหวั่นไหว กลบเสียงรอบกายจนหมดสิ้น ภายในบ้านพักเก่าคร่ำครึมีเพียงแสงสลัวจากหน้าต่างที่ฝนสาดเข้าใส่ คณินดันร่างบางให้เข้ามาในร่มก่อนจะปิดประตูลงกลอนแน่นหนา ทั้งคู่ยืนหอบหายใจรดกันท่ามกลางความเงียบและความมืดสลัว เสื้อผ้าของทั้งสองคนเปียกโชกแนบไปกับสัดส่วนเรือนร่าง มินตราบาดตาด้วยหยาดน้ำฝนที่เกาะพราวอยู่บนขนงอนยาวและริมฝีปากอิ่มที่เม้มเข้าหากันอย่างประหม่า ขณะที่คณิน... สายตาคมกริบของวิศวกรหนุ่มกำลังไล่สำรวจเรือนร่างอรชรที่ถูกความเปียกชื้นขับเน้นให้เห็นส่วนโค้งเว้าชัดเจน จนลมหายใจของเขาเริ่มติดขัด "มองอะไรคะ..." มินตราเอ่ยเสียงสั่น พยายามถอยหลังหนีแต่แผ่นหลังกลับชนเข้ากับผนังไม้เก่าๆ จนมุม คณินไม่ตอบ เขาโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ ปลายจมูกโด่งเกือบจะชนกับแก้มเนียน กลิ่นกายหอมละมุนของหญิงสาวผสมกับกลิ่นฝนชวนให้สติที่ควบคุมมานานเริ่มขาดผึ่ง มือหนายื่นไปทาบกับผนังไม้กั้นทางหนีของเธอ กักขังร่างบางไว้ในอ้อมแขนอย่างสมบูรณ์ "ปากเก่งนักนะ... พอติดอยู่ด้วยกันสองต่อสองแบบนี้ ทำไมเงียบไปล่ะ หืม?" เสียงทุ้มต่ำกระซิบชิดริมหู ลลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดต้นคอระหงจนมินตราขนลุกซู่ "ฉันไม่ได้เงียบ... ปล่อยนะเฮียณิน เปียกหมดแล้วเนี่ย" เธอดันอกแกร่งไว้ แต่สัมผัสได้ถึงกล้ามเนื้อแน่นขนัดและจังหวะหัวใจที่เต้นรัวเร็วไม่แพ้กัน "ไม่ปล่อย... จนกว่าเธอจะเลิกทำตัวดื้อแล้วยอมรับสักทีว่า..." คณินชะงักคำพูด ดวงตาคู่คมจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตที่ไหวระริก "ว่าเธอเองก็ใจเต้นแรงไม่ต่างจากผมตอนนี้" คำพูดตรงไปตรงมาและสายตาร้อนแรงที่ทอดมองมา ทำให้มินตราลืมหายใจ สมองขาวโพลนไปหมด ความซึนเดระที่เคยมีพังทลายลงในพริบตาเดียว ทว่า ในจังหวะที่หัวใจกำลังจะหลุดออกจากอกและริมฝีปากของทั้งคู่กำลังจะเคลื่อนเข้าหาเพื่อปิดระยะห่าง... *ปัง! ปัง! ปัง!* เสียงทุบประตูดังสนั่นหวั่นไหวจากภายนอก พร้อมกับเสียงตะโกนเรียกชื่อคณินด้วยความตกใจผ่านสายฝน "เฮียณิน! อยู่ข้างในหรือเปล่าครับ! ทางบริษัทใหญ่ส่งคนมาตามหาเฮียกับคุณมินตราแล้ว!" ดวงตาของคณินไหววูบด้วยความหงุดหงิดสุดขีด ส่วนมินตราเบิกตากว้างด้วยความตกใจระคนโล่งอก ชายหนุ่มสบถออกมาอย่างหัวเสียเมื่อช่วงเวลาสำคัญถูกขัดจังหวะลงอย่างไม่ใยดี เขากัดฟันกรอด หันไปมองที่ประตูแล้วหันกลับมามองคนใต้ร่างที่ตอนนี้แก้มแดงก่ำด้วยความเขินอาย "รอดตัวไปนะมิน..." คณินกระซิบเสียงพร่าชิดริมฝีปากอิ่มแผ่วเบาก่อนจะผละตัวออกอย่างจำยอม "แต่เรื่องของเรา... ยังไม่จบแค่นี้แน่" ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาฟินและอินไปกับความซึนของเฮียณินด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (เมทริกซ์ซีโร่)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับสยบยัยตัวแสบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%