ดีลลับสยบยัยตัวแสบ•ตอนที่ 7

ออกงานคู่ครั้งแรก

ผลงานโดย เมทริกซ์ซีโร่
นิ้วเรียวของผมกดปุ่มล็อกหน้าจอสมาร์ทโฟนลงบนโต๊ะกระจก เสียงแจ้งเตือนจากกลุ่มแชทเพื่อนสนิทดังรัวเป็นระยะ แต่ตอนนี้ผมไม่มีอารมณ์จะมานั่งตอบข้อความไร้สาระของไอ้ปริ้นซ์ที่ส่งมาแซวเรื่องชุดออกงานในคืนนี้ สิ่งที่ติดค้างอยู่ในหัวมีเพียงประโยคสั้นๆ จากเมื่อวานที่ยังวนเวียนอยู่ไม่ยอมหาย *"อย่าเพิ่งไปไหน... เรื่องของเรายังเคลียร์กันไม่จบ"* มันเป็นประโยคที่ผมตั้งใจจะพูดให้มันจบๆ ไป แต่พอเอาเข้าจริง คนที่ถูกต้อนจนมุมกลับกลายเป็นผมเสียเอง มินตราในชุดราตรีเกาะอกสีนิลเข้ารูปที่ยืนอยู่เบื้องหน้าผมในตอนนี้ ไม่เหลือเคราบgของยัยตัวแสบจอมพยศที่เคยต่อปากต่อคำกับผมในห้องทำงานเลยแม้แต่น้อย เธองดงาม สะกดสายตา และทรงพลังจนน่าหงุดหงิด "มองอะไรคะคุณคณิน กลัวว่าคู่หมั้นกำมะลอคนนี้จะทำเสียหน้างานสังคมหรูของคุณหรือไง" เสียงหวานเอ่ยขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มมุมปากที่ฉาบด้วยความมั่นเกินร้อย มินตราเอี้ยวตัวกลับมามองผมผ่านกระจกเงาบานใหญ่ในห้องแต่งตัวของโรงแรมหรู ขณะที่มือเรียวพยายามจะเกี่ยวตะขอสรุปเพชรเม็ดงามที่ลำคอระหง แต่ดูเหมือนมันจะไม่ยอมล็อกเข้าที่เสียที ผมถอนหายใจเบาๆ ปัดความคิดฟุ้งซ่านทั้งหมดทิ้งไปก่อนจะก้าวเข้าไปประชิดตัวเธอจากด้านหลัง ความสูงที่ต่างกันทำให้เงาของผมทาบทับร่างระหงจนมิด กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ หอมละมุนคล้ายดอกไม้ป่าผสมความเย้ายวนลอยเข้าแตะจมูกจนผมต้องแกล้งทำเป็นมองไปทางอื่นเพื่อควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจที่เริ่มรัวเร็วกว่าปกติ "ซุ่มซ่าม..." ผมพึมพำเสียงทุ้มต่ำ ปัดมือเธอออกแล้วเอื้อมนิ้วเข้าไปจัดการตะขอสรุปเพชรเส้นนั้นด้วยความนุ่มนวลอย่างไม่น่าเชื่อ มินตราสะดุ้งเล็กน้อยยามที่ปลายนิ้วอุ่นของผมสัมผัสโดนผิวเนื้ออ่อนบริเวณท้ายทอย เธอนิ่งเงียบไป ปล่อยให้ผมจัดการความเรียบร้อยให้โดยไม่มีคำพูดจิกกัดเหมือนทุกที ในกระจกเงาสะท้อนภาพสายตาของเราที่สบกันผ่านเงาสะท้อน ดวงตากลมโตคู่สวยฉายแววไหววับชั่วขณะ ก่อนที่เธอจะรีบหลบสายตาแล้วเชิดหน้าขึ้นตามนิสัยเดิม "ถ้าช้ากว่านี้ เดี๋ยวคนอื่นเขาจะหาว่าคุณกลัวการเปิดตัวคู่หมั้นตัวจริงเสียงจริงซะมากกว่ามั้งคะ" เธอสวนกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย แต่พวงแก้มเนียนกลับขึ้นสีระเรื่ออย่างปิดไม่มิด "ปากเก่งแบบนี้ ค่อยน่าพาด1ไปโชว์ตัวหน่อย" ผมกระซิบชิดใบหูขาวสะอาดจนเห็นเธอย่นคอหนีด้วยความจั๊กจี้ "จำกติกาของเราให้ดี ยิ้มหวานๆ คล้องแขนแน่นๆ แล้วทำตัวเป็นคู่รักที่รักกันปานจะกลืนกิน... เข้าใจไหมครับ คุณมินตรา" "รู้แล้วน่า... ฉันมืออาชีพพอที่จะไม่ทำให้คุณเสียหน้าหรอกค่ะ เฮียณิน" คำว่า 'เฮียณิน' ที่หลุดออกมาจากริมฝีปากอวบอิ่มเคลือบลิปสติกสีแดงระเรื่อ ทำเอาผมรู้สึกวูบวาบในอกอย่างประหลาด มันไม่ใช่คำเรียกที่เธอเต็มใจนักหรอก แต่มันคืองาน... งานที่ผมเป็นคนเริ่มมันเอง แต่ตอนนี้ ชักจะไม่แน่ใจเสียแล้วว่าผมกำลังเล่นละคร หรือกำลังหลอกตัวเองกันแน่ ประตูห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่เปิดออกพร้อมกับแสงไฟระยิบระยับจากแชนเดอเลียร์คริสตัลระย้าที่สาดส่องลงมากระทบกับชุดราตรีหรูหรา เสียงดนตรีคลาสสิกบรรเลงคลอเบาๆ เคล้าไปกับเสียงพูดคุยจอแจของบรรดาไฮโซ นักธุรกิจ และเซเลบชื่อดังระดับแนวหน้าของประเทศ ทันทีที่เราก้าวเท้าเข้าสู่ภายในงาน สายตานับร้อยคู่ก็พากันหันมามองเป็นตาเดียว มือเรียวของมินตราสอดเข้ามาเกี่ยวแขนแกร่งของผมอย่างแนบแน่นตามบทบาทที่ตกลงกันไว้ ความนุ่มนวลจากสัมผัสนั้นผสานเข้ากับไออุ่นที่แผ่ซ่านเข้ามาทำให้ผมต้องกระชับแขนให้แน่นขึ้นโดยอัตโนมัติ เพื่อดึงร่างบางให้เข้ามาใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้นไปอีก "มองกันใหญ่แล้ว..." มินตรากระซิบเบาๆ ริมฝีปากแทบไม่ขยับ ขณะที่ใบหน้ายังคงประดับด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจระดับนางงาม "พวกเขาคงสงสัยว่าผู้หญิงโนเนมที่ไหนมาควงทายาทคณินได้" "ก็บอกแล้วว่าให้อวดรวยอวดสวยเข้าไว้..." ผมก้มลงกระซิบตอบข้างใบหูเธอด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำและใกล้ชิดจนเกินความจำเป็น "ทำหน้าให้มันเหมือนคนที่กำลังมีความรักหน่อยสครับคุณคู่หมั้น" "นี่คุณ..." เธอหันมาค้อนปะลับปะเหลือกใส่ผมวงใหญ่ แต่ภาพที่คนนอกมองเข้ามามันกลับกลายเป็นความสนิทสนม หยอกล้อ และเคมีที่เข้ากันจนน่าอิจฉา เสียงซุบซิบชื่นชมดังแว่วมาเข้าหูเป็นระยะ ทั้งคำชมว่าเราเหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยก หรือเสียงอิจฉาตาร้อนของบรรดาคุณหนูไฮโซที่เคยหมายปองผมอยู่ เราเดินทักทายผู้ใหญ่และพันธมิตรทางธุรกิจไม่กี่คน ก่อนที่ผมจะปลีกตัวพามินออกมายังมุมระเบียงด้านนอกที่เงียบสงบกว่า เพื่อหลีกหนีความอึดอัดและแสงแฟลชจากสื่อมวลชนที่คอยตามถ่ายภาพ สายลมยามค่ำคืนพัดปะทะร่างระหงจนมินตราต้องยกมือขึ้นกอดอกลูบแขนตัวเองเบาๆ ด้วยความหนาวเย็น ผมไม่รอช้า ถอดสูทตัวนอกออกแล้วคลุมไหล่ให้เธอทันที ความอบอุ่นจากเนื้อผ้าที่ยังหลงเหลือไออุ่นจากร่างกายของผมทำให้นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง "ขอบคุณค่ะ..." เสียงเธอนุ่มนวลกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ผมยืนพิงระเบียงกระจก ทอดสายตามองออกไปเบื้องล่างที่เต็มไปด้วยแสงไฟของเมืองหลวง ก่อนจะหันมามองเสี้ยวหน้าของหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างกาย "เหนื่อยหรือยัง หืม?" "ถ้าบอกว่าเหนื่อย คุณจะยอมพาฉันกลับตอนนี้เลยหรือไงคะ" เธอย้อนถาม พร้อมกับหันมาสบตาผมตรงๆ ดวงตากลมโตคู่นั้นสะท้อนแสงไฟระยิบระยับจนผมแทบไม่อسสายตาหนี "ถ้าเป็นเรื่องอื่น อาจจะยอม..." ผมก้าวเข้าไปใกล้เธออีกนิด จนระยะห่างระหว่างเราแทบไม่เหลือพื้นที่ว่าง "แต่ถ้าเป็นเรื่องของเรา... ไม่มีทาง" มินตราอ้าปากค้างเล็กน้อย คล้ายจะเถียงแต่ก็พูดไม่ออก เธอกำลังจะถอยหลังหนี แต่ทว่า... "อุ๊ย! ขอโทษด้วยค่ะ พอดีรินเดินไม่ระวัง..." เสียงหวานใสที่คุ้นเคยดังแทรกขึ้นทำลายบรรยากาศทั้งหมดทันที พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างระหงในชุดราตรีสีขาวบริสุทธิ์ที่เดินเข้ามาประชิดตัวเราอย่างจงใจ ใบหน้าที่สวยหวานแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน แต่แววตาที่มองมาที่ผมกลับเต็มไปด้วยความท้าทาย พิมพรรณ... คู่หมั้นเก่าที่หายตัวไปจากชีวิตผมอย่างไร้ร่องรอย กลับมายืนอยู่ตรงหน้าเราในคืนนี้ พร้อมกับรอยยิ้มที่ทำให้สัญชาตญาณอันตรายในตัวผมร้องเตือนภัยเสียงดัง "อ้าว... พี่ณินคะ ไม่คิดเลยว่าจะเจอที่นี่... แล้วนี่..." พิมพรรณชะงักสายตามาที่มินตราที่ยืนอยู่ข้างผม รอยยิ้มบนริมฝีปากเธอกว้างขึ้นอีกนิด ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้บรรยากาศรอบตัวดิ่งวูบลงในพริบตา "พาใครมาด้วยเหรอคะ หน้าตาคุ้นๆ จัง... เหมือนคนที่เคยเป็นแค่ 'พนักงานฝึกงาน' ในบริษัทพี่ไม่ใช่เหรอคะ?" มินตราชะงักไปทันทีที่ได้ยินประโยครา2เชือดเฉือนนั้น ร่างบางที่เคยยืนหยัดอย่างมั่นใจเริ่มเกร็งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ผมขบกรามแน่น ความโกรธพุ่งพล่านขึ้นมาถึงขั้วหัวใจเมื่อเห็นรอยยิ้มเยาะเย้ยบนใบหน้าของอดีตคู่หมั้นที่จงใจเข้ามาหาเรื่องถึงที่ ผมกำลังจะเอמהปากตอกกลับเพื่อปกป้องผู้หญิงข้างกาย แต่ทว่า... มินตรากลับยกมือขึ้นแตะแขนผมเบาๆ เป็นเชิงห้ามปราม เธอกลืนน้ำลายลงคออึดหนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับพิมพรรณด้วยรอยยิ้มที่เย็นชาและทรงพลังที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา "สวัสดีค่ะคุณพิมพรรณ..." มินตราเอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท ไร้ซึ่งความหวาดหวั่นใดๆ "ขอบคุณที่จำกันได้นะคะ... แต่ตอนนี้ ตำแหน่งของฉัน ไม่ใช่แค่พนักงานฝึกงานอีกต่อไปแล้วล่ะค่ะ" เธอเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะขยับตัวเข้ามาซบลงที่ไหล่ผมอย่างแนบเนียน พร้อมกับเอ่ยประโยคถัดมาด้วยน้ำเสียงที่ชัดถ้อยชัดคำจนคนฟังหน้าชา "เพราะตอนนี้... ฉันยืนอยู่ในฐานะ 'คู่หมั้นตัวจริง' ของเฮียณินค่ะ" พิมพรรณหน้าเสียสีหน้าเปลี่ยนสีไปในพริบตา ทว่าก่อนที่ใครจะได้พูดอะไรต่อ ประตูระเบียงด้านหลังก็ถูกผลักเปิดออกอีกครั้ง พร้อมกับร่างสูงใหญ่ของปริ้นซ์ที่ก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนกจนผิดปกติ "ไอ้ณิน... มิน... ชิบหายแล้ว!" ปริ้นซ์หอบหายใจแรง ใบหน้าซีดเผือก "นักข่าวข้างล่างรู้เรื่องดีลลับระหว่างพวกแกแล้ว... แถมตอนนี้ สื่อกำลังแห่กันขึ้นมาบนนี้เพียบ!" ดวงตาของมินตราเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย เธอกลับหันมาสบตากับผมในระยะประชิด ท่ามกลางความวุ่นวายที่กำลังจะระเบิดขึ้นตรงหน้า --- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและเป็นกำลังใจให้กันเสมอมานะครับ!
สารจากนักเขียน (เมทริกซ์ซีโร่)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับสยบยัยตัวแสบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%