เสียงโลหะกระทบกันดังแกรก กลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นไอดินหลังฝนตก ท่ามกลางเงาไม้ทึบของป่าอสูรโลหิต ร่างของบุรุษผู้หนึ่งยืนตระหง่านอยู่บนก้อนศิลาใหญ่ ดวงตาคมกริบดุจพญาอินทรีทอดมองไปยังเบื้องล่างด้วยความรู้สึกที่สงบนิ่งและว่างเปล่า
*“นับจากวันนี้... กฎของฟ้าดิน ข้าจะเป็นผู้บัญชาเอง!”*
คำประกาศกร้าวที่ยังคงก้องกังวานอยู่ในห้วงความคิดของฟางหาน ไม่ได้เป็นเพียงแค่คำพูดพล่อยๆ ของคนหยิ่งผยอง หากแต่เป็นเจตจำนงอันแน่วแน่ที่ถูกหล่อหลอมขึ้นจากความเป็นและความตาย
“พวกมันตามมาเร็วกว่าที่คิด...” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเบาๆ ราวกับพึมพำกับสายลม ฟางหานปรายตามองไปยังทิศทางเบื้องล่าง ที่ซึ่งกลุ่มเงาดำนับสิบสายกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาอย่างรวดเร็วราวกับฝูงสุนัขป่าหิวกระหาย พวกมันคือมือสังหารจากสำนักกระบี่โลหิต ผู้ถูกส่งมาเพื่อเก็บกวาดเศษซากที่ยังหลงเหลือจากเหตุการณ์เมื่อวาน
ในมือของฟางหานไม่มีศาสตราวุธใดๆ นอกจากกิ่งไม้แห้งธรรมดากิ่งหนึ่ง ทว่ารอบกายของเขากลับแผ่กลิ่นอายความกดดันที่แม้แต่ยอดฝีมือขอบเขตหลอมรวมลมปราณยังต้องเหงื่อตก
“ท่านฟาง...” เสียงเย็นชาแต่กังวานใสราดรดลงมาดั่งหยาดน้ำค้างกลางฤดูหนาว ไป๋หลิงก้าวเท้าออกมาจากม่านหมอกหนา ร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ตัดกับความมืดมิดของผืนป่า นางยืนอยู่เคียงข้างเขาโดยปราศจากความหวาดกลัว ดวงเนตรคู่งามดุจหยกสลักมองตรงไปยังผู้มาเยือนเบื้องล่าง “พวกมดปลวกเหล่านี้ ปล่อยให้ข้าจัดการเองดีหรือไม่?”
ฟางหานเหลือบมองนางเล็กน้อย มุมปากหยักยกยิ้มขึ้นบางเบา ความเย็นชาในแววตาของเทพธิดาแห่งสำนักเหมันต์ผู้นี้มักจะละลายลงเหลือเพียงความอ่อนโยนเมื่ออยู่ต่อหน้าเขาเสมอ แต่วิถีแห่งยุทธภพย่อมไม่ใช่เรื่องของการแย่งชิงความโดดเด่น
“หลิงเอ๋อร์... เจ้าเป็นถึงเทพธิดาผู้สูงส่ง เหตุใดจึงต้องลดตัวไปแปดเปื้อนเลือดของพวกมันด้วยเล่า” ฟางหานกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่เต็มไปด้วยความทะนงตน “อีกอย่าง การใช้กำลังห้ำหั่นกันโดยตรง เป็นวิธีของคนไร้ปัญญา... วันนี้ ข้าจะแสดงให้เจ้าเห็นว่า อักษรเพียงตัวเดียว ก็เพียงพอที่จะฝังกลบคนนับร้อยได้แล้ว”
สิ้นเสียงของเขา ร่างของมือสังหารแถวหน้าก็พุ่งทะยานผ่านพ้นแนวพุ่มไม้เข้ามา ผู้นำกลุ่มเป็นชายหนุ่มร่างกำยำ นามว่า ‘เฉินอี้’ ผู้ถือครองกระบี่เหล็กกล้าหนักเจ็ดสั่ง นัยน์ตาของมันแดงก่ำด้วยจิตสังหาร
“ฟางหาน! วันนี้คือวันตายของเจ้า อย่าหวังว่าจะมีปาฏิหาริย์ใดช่วยได้อีก!” เฉินอี้คำรามลั่น ตวัดกระบี่เข้าใส่ด้วยพลังปราณรุนแรงจนเกิดเสียงแหวกอากาศดังหวีดหิว
ทว่า ฟางหานหาได้ขยับเขยื้อนไม่ เขากลับหลับตาลงช้าๆ ปล่อยให้จิตสัมผัสแผ่ขยายออกไปรายรอบ กิ่งไม้ในมือถูกยกขึ้นจรดกับพื้นดิน ปลายกิ่งไม้จรดลงบนพื้นดินเปียกชื้นอย่างแผ่วเบา พร้อมกับที่จิตวิญญาณแห่งอักษรถูกถ่ายทอดออกไป
*วูบ—!*
พริบตาที่ปลายกิ่งไม้สัมผัสดิน อักขระโบราณนับร้อยก็สว่างวาบขึ้นสีทองเรืองรองใต้ฝ่าเท้าของเหล่ามือสังหาร ค่ายกลลวงตา ‘มิติมายาแปดทิศ’ ถูกกระตุ้นอย่างสมบูรณ์แบบในชั่วพริบตาเดียว!
ภาพเบื้องหน้าของเฉินอี้และสมุนพลันบิดเบี้ยว ป่าทึบอันมืดมิดแปรเปลี่ยนเป็นทะเลเพลิงอันร้อนระอุ เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดดังระงมขึ้นจากลูกสมุนด้านหลัง ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว พวกมันทั้งหมดต่างยังคงยืนอยู่ ณ จุดเดิม แต่จิตใจกลับถูกภาพลวงตาครอบงำจนสูญสิ้นการควบคุม
“ภาพมายาเช่นนี้จะหลอกลวงข้าได้อย่างไร!” เฉินอี้แผדเสียงคำรามด้วยความตื่นตระหนก มันเหวี่ยงกระบี่ฟันใส่ความว่างเปล่าอย่างไร้ทิศทาง พลังปราณรุนแรงทำลายต้นไม้รอบกายจนหักโค่นลงมาเป็นแถบๆ แต่กลับไม่สามารถแตะต้องแม้แต่ชายเสื้อของฟางหานได้เลย
ฟางหานลืมตาขึ้น ชายหนุ่มมองดูความวุ่นวายเบื้องหน้าด้วยสายตาเรียบเฉย ราวกับกำลังชมละครสัตว์ชุดหนึ่ง การต่อสู้ที่แท้จริงหาใช่การใช้กำลังเข้าหักหาญ แต่คือการใช้สัจธรรมแห่งฟ้าดินมาควบคุมจิตใจของคู่ต่อสู้
ไป๋หลิงมองภาพนั้นด้วยแววตาที่ฉายแววชื่นชมอย่างลึกซึ้ง นางก้าวเข้าไปใกล้เขาอีกนิด กลิ่นหอมจางๆ ประจำตัวผสานกับกลิ่นอายความหนาวเย็นแผ่ออกมาเบาๆ “ท่านพี่... ท่านมักทำให้ข้าประหลาดใจเสมอ วิชาอักขระของท่านล้ำลึกขึ้นทุกวัน”
“วิชาความรู้ในโลกหล้าเปรียบเสมือนมหาสมุทร ตัวเราเป็นเพียงผู้ตักน้ำคนหนึ่งเท่านั้น หลิงเอ๋อร์” ฟางหานกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลพลางเอื้อมมือไปกุมมือเรียวบางที่เย็นเฉียบของนางไว้ “แต่ตราบใดที่ข้ายังยืนอยู่ตรงนี้ จะไม่มีผู้ใดทำร้ายเจ้าได้แม้แต่ปลายเส้นผม”
ในขณะที่คู่รักทั้งสองกำลังดื่มด่ำกับช่วงเวลาอันเงียบสงบ ท่ามกลางเสียงโหยหวนของเหล่ามือสังหารที่กำลังติดอยู่ในค่ายกลลวงตาและห้ำหั่นกันเองอย่างบ้าคลั่ง เฉินอี้ที่หลุดพ้นจากภาพลวงตาชั่วขณะด้วยการแผดเผาโลหิตของตนเอง ก็เบิกตากว้างด้วยความเคียดแค้น มันเงื้อมือขึ้นซัดลูกดอกพิษสวรรค์สีดำสนิทพุ่งตรงเข้าใส่แผ่นหลังของฟางหานอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้าแลบ!
“ระวัง!” ไป๋หลิงอุทานขึ้นด้วยความตกใจ พลังปราณเหมันต์ระเบิดออกจากร่างของนางโดยอัตโนมัติเพื่อจะเข้าขัดขวาง
ทว่า ฟางหานกลับยกมือขึ้นห้ามนางไว้ รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างชัดเจน เขากลับหลังหันช้าๆ ปล่อยให้ลูกดอกพิษพุ่งเข้ามาใกล้จนเหลือระยะเพียงคืบเดียว—
ทันใดนั้นเอง ท้องน้ายามราตรีที่เคยเงียบสงบก็เกิดเสียงคำรามกึกก้องราวกับฟ้าผ่า เมฆดำทะมึนก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วเหนือศีรษะของพวกมัน แรงกดดันจากทัณฑ์สวรรค์ที่แท้จริงแผ่ซ่านลงมาจนทำให้ทุกคนในรัศมีร้อยลี้ต้องคุกเข่าลงด้วยความหวาดกลัว!
และสิ่งที่ปรากฏขึ้นท่ามกลางสายฟ้าฟาดคำราม ไม่ใช่เงาของมือสังหารสำนักกระบี่โลหิตอีกต่อไป... หากแต่เป็นกระบี่โบราณเล่มหนึ่งที่ปักอยู่บนพื้นดินเบื้องหน้า พร้อมกับเงาร่างของบุคคลลึกลับผู้สวมหน้ากากทองคำ ที่ก้าวออกมาจากม่านสายฟ้าด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ!
---
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนผลงานด้วยดีเสมอมาครับ
กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียน ดรรชนีอักขระพลิกฟ้า•ตอนที่ 2
ค่ายกลลวงตา
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียน ดรรชนีอักขระพลิกฟ้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
