"กระบี่ของเจ้า... มีรูปแต่ไร้จิต มีคมแต่ไร้กระดูก"
สุ้มเสียงราบเรียบดุจผิวน้ำในบึงลึกดังขึ้น ท่ามกลางลานประลองหินอัคนีที่คุกรุ่นไปด้วยกลิ่นอายสังหาร ฟางหานยืนไขว่ห้าง ปลายเสื้อคลุมสีหมึกสะบัดพลิ้วตามแรงลมปราณที่แปรปรวน รอบกายของเขามีเพียงความว่างเปล่า ไร้ซึ่งศาสตราวุธใดๆ ในมือ มีเพียงเงาร่างอันสงامนิ่งที่แผ่รังสีความเย่อหยิ่งทระนงออกมาอย่างไม่ปิดบัง
เบื้องหน้าของเขาคือ 'กู่เฟิง' ศิษย์เอกแห่งสำนักกระบี่เมฆา ผู้ถือครองกระบี่นภาคำราม ศาสตราวิเศษระดับนภาที่สืบทอดมานับร้อยปี ยามนี้ใบหน้าของกู่เฟิงบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว เส้นเลือดที่ขมับปูดโปน นัยน์ตาแดงก่ำจ้องมองบุรุษผู้บังอาจหยามเกียรติวิถีกระบี่ของตนด้วยความเคียดแค้น
"ฟางหาน! เจ้าเป็นแค่ไอ้ขยะที่แม้แต่รากวิญญาณกระบี่ก็ไม่มี กล้าดีอย่างไรมาวิจารณ์วิถีกระบี่ของสำนักเรา วันนี้ข้าจะใช้กระบวนท่า 'เจ็ดกระบี่สวรรค์พิฆาต' ตัดหัวหมาเช่นเจ้าเสีย เพื่อสังเวยความอวดดี!"
กู่เฟิงคำรามลั่น ปราณกระบี่สีครามเข้มทะลักทะลายออกจากร่างราวกับคลื่นยักษ์ แรงกดดันระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์แผ่ขยายปกคลุมไปทั่วรัศมีร้อยลี้ เหล่าศิษย์สำนักต่างๆ ที่มาร่วมชมการประลองต่างพากันถอยร่นด้วยความหวาดกลัว บางคนถึงกับกระอักเลือดออกมาเนื่องจากทนรับแรงกดดันอันมหาศาลไม่ไหว
ทว่า ฟางหานกลับไม่แม้แต่จะชายตากลมมองกระบี่ในมือของอีกฝ่าย เขากลับยกมือขวาขึ้นช้าๆ ปลายนิ้วเรียวยาวดั่งหยกขาวจรดลงไปในความว่างเปล่าเบื้องหน้า ราวกับกำลังใช้พู่กันวาดภาพบนผืนผ้าใบอันไร้ขอบเขต
*ฟรึ่บ!*
อักษรโบราณสีทองอร่ามปรากฏขึ้นกลางอากาศ ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัส อากาศธาตุรอบตัวก็เกิดเสียงคำรามต่ำๆ ดั่งเสียงมังกรคำรามจากห้วงนفาสมุทร พลังฟ้าดินถูกดึงดูดเข้ามาหลอมรวมกับตัวอักษรทีละน้อย กลิ่นอายโบราณอันกดดันและทรงพลังแผ่ซ่านออกมาจนผู้คนต้องหยุดหายใจ
*นี่มันวิชาอะไรกัน? ไม่ใช้กระบี่ ไม่ใช้ค่ายกลสำเร็จรูป... แต่ใช้อักษรเขียนขึ้นกลางอากาศเพื่อควบคุมฟ้าดินงั้นหรือ?*
บนระเบียงหยกชั้นบนสุดของหอเซียนประจิม นางพญาผู้เยือกเย็นดั่งน้ำแข็ง 'ไป๋หลิง' ดวงตางามล้ำดั่งห้วงดาราฉายแววระยิบระยับเป็นครั้งแรก ริมฝีปากบางเฉียบเม้มเข้าหากันเล็กน้อย นางจ้องมองแผ่นหลังของฟางหานด้วยความรู้สึกซับซ้อน นางผู้บรรลุเคล็ดวิชาเหมันต์สวรรค์และขึ้นชื่อว่าเย็นชาราวกับไร้หัวใจ ยามนี้กลับรู้สึกได้ถึงหัวใจที่เต้นระรัวในอกอย่างผิดจังหวะ วิถีกระบี่ที่ไร้ลักษณ์ของบุรุษผู้นี้ ช่างสอดคล้องกับจิตวิญญาณอันอิสระเสรีที่นางโหยหามาเนิ่นนานเหลือเกิน
"รับมือ!"
กู่เฟิงไม่รอช้าอีกต่อไป ร่างของเขาพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ดั่งดาวตกสีครามที่พุ่งดิ่งลงมาพร้อมกับเงากระบี่นับพันสายที่แปรเปลี่ยนเป็นพายุดาบคมกริบ หมายจะบดขยี้ฟางหานให้แหลกสลายกลายเป็นจุลในกระบวนท่าเดียว!
อานุภาพของกระบี่นี้รุนแรงถึงขั้นฉีกกระชากมิติให้เกิดรอยแยกสีดำสนิท ผู้คนต่างพากันหลับตาลงด้วยความหวาดกลัว เพราะเชื่อว่าไม่ว่าใครก็ไม่มีทางรอดพ้นจากเงื้อมมือมรณะนี้ไปได้
ทว่า ฟางหานยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย นัยน์ตาดำขลับคู่นั้นสะท้อนภาพคมกระบี่ที่พุ่งเข้ามาอย่างชัดเจนแต่ไร้ความตื่นตระหนก เขาสะบัดข้อมือครั้งสุดท้าย อักษรคำว่า 'ผนึก' สีทองอร่ามก็เปล่งแสงเจิดจ้าแผดเผาจนแสบตา
"วิถีกระบี่ที่แท้จริง... มิได้อยู่ที่ตัวกระบี่"
สุ้มเสียงนุ่มนวลทว่าก้องกังวานราวยมบาลประกาศิตหลุดออกมาจากริมฝีปากของฟางหาน
"แต่มันคือความไร้ซึ่งรูปและตัวตน"
*เปรี้ยง!*
อักษร 'ผนึก' พุ่งปะทะเข้ากับพายุดาบนับพันสายอย่างจัง แรงระเบิดสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นสะท้อนก้องไปทั่วทั้งหุบเขา คลื่นกระแทกสีขาวโพลนแผ่ขยายเป็นวงกว้าง บด 3 ขุนเขาข้างเคียงจนพังทลายกลายเป็นฝุ่นผง
ในวินาทีต่อมา สิ่งที่ทุกคนคาดไม่ถึงก็เกิดขึ้น พายุดาบอันเกรียงไกรของกู่เฟิงกลับหยุดชะงักกลางอากาศ ราวกับถูกห้วงเวลาแช่แข็งไว้ด้วยมือของเทพเจ้า อักษรสีทองแตกกระจายออกเป็นละอองแสงนับล้าน กลายเป็นโซ่ตรวนปราณพุ่งเข้าพันธนาการร่างของกู่เฟิงไว้ทุกทิศทาง
"อ๊ากกก!"
กู่เฟิงกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดทรมาน เมื่อโซ่ตรวนอักษรซึมซาบเข้าสู่เส้นชีพจรและทำลายฐานพลังยุทธ์ของเขาในพริบตา กระบี่นภาคำรามในมือร่วงหล่นลงสู่พื้นดินส่งเสียงดังสนั่น ก่อนที่ร่างของศิษย์เอกแห่งสำนักกระบี่เมฆาจะทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้น เลือดสดๆ ไหลทะลักออกจากมุมปาก ดวงตาเบิกโพ้างุนงงและสิ้นหวัง
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมลานประลองราวกับป่าช้า ทุกคนต่างอ้าปากค้าง สมองหยุดทำงานไปชั่วขณะ ชายหนุ่มผู้ไร้รากวิญญาณกระบี่ กลับใช้แค่อักษรตัวเดียวสยบยอดฝีมือขอบเขตหลอมรวมวิญญาณได้อย่างง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ!
ฟางหานก้าวเท้าเดินเข้าไปหากู่เฟิงที่กำลังสั่นเทาช้าๆ ฝ่าเท้าเหยียบลงบนพื้นหินที่แตกละเอียด เสียงรองเท้ากระทบพื้นดัง *ก๊อก... ก๊อก...* ดั่งเสียงเคาะระฆังแห่งความตาย
เขาก้มตัวลงเล็กน้อย กระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาที่มีเพียงคนทั้งสองได้ยิน
"เจ้าฝึกกระบี่มาทั้งชีวิต... แต่กลับไม่เคยเข้าใจเลยว่า กระบี่ที่ดีที่สุด คือกระบี่ที่แม้แต่เจ้าของก็ยังมองไม่เห็น"
พูดจบ ฟางหานก็สะบัดชายเสื้อเตรียมจะเดินหันหลังกลับ ทว่า ในวินาทีนั้นเอง ท้องน้ายามวิกาลที่ควรจะแจ่มใสกลับมืดครึ้มลงอย่างกะทันหัน เมฆสีดำทะมึนก่อตัวหมุนวนเป็นรูปวงกลมขนาดมหึมาเหนือลานประลอง สายฟ้าสีม่วงเข้มขนาดเท่าลำต้นตาลฟาดผ่าลงมาตรงหน้าของฟางหานอย่างไร้สัญญาณเตือน!
รังสีสังหารอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่ายลงมาจากฟากฟ้า แรงกดดันระดับที่เหนือกว่าขอบเขตหลอมรวมวิญญาณนับหลายเท่าตัวกดทับลงมาจนพื้นหินใต้เท้าของฟางหานยุบตัวลงไปหลายเมตร
เสียงทุ้มต่ำอันเย็นเยียบราวน้ำแข็งพันปีดังสะท้อนมาจากห้วงมิติเบื้องบน โดยไม่มีใครรู้ตัวว่ามีเงาร่างลึกลับในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ยืนอยู่บนยอดเมฆตั้งแต่เมื่อใด
"บัง อาจ นัก..."
ขอขอบคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้ากระดาษแห่งวิถียุทธ์นี้ไปด้วยกันนะครับ
กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียน ดรรชนีอักขระพลิกฟ้า•ตอนที่ 3
วิถีกระบี่ที่ไม่มีจริง
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียน ดรรชนีอักขระพลิกฟ้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
