"ขยะที่แม้แต่เส้นทางแห่งลมปราณยังปฏิเสธ... เหตุใดยังดึงดันจะถือครองกระบี่เล่มนั้นอีก?"
เสียงหัวเราะเยาะหยันดังสะท้อนก้องไปทั่วลานพิธีทด "กระบี่เมฆา" สำนักอัคคีสวรรค์ แสงแดดแผดเผาราวกับจะแผดเผาจิตวิญญาณของผู้คนที่ยืนอยู่เบื้องล่างให้มอดไหม้ แต่สำหรับฟางหาน ความหนาวเหน็บกลับเสียดแทงเข้าถึงไขกระดูกยิ่งกว่าน้ำค้างแข็งในเหมันตฤดู
ร่างโปร่งบางในชุดศิษย์สายในที่บัดนี้รุ่ยร่ายเต็มไปด้วยคราบฝุ่นและรอยเลือดจากการฝึกฝน ยืนหยัดอย่างมั่นคงราวกับสนหินบนหน้าผาสูงชัน ดวงตาคมกริบดุจพญาอินทรีมองตรงไปยังผู้อาวุโสสูงสุดผู้ถือคัมภีร์ขับไล่ มือเรียวยาวข้างหนึ่งกำด้ามกระบี่ไม้ไร้คมในมือแน่นจนข้อต่อปูดโปน
ในยุทธภพที่ตัดสินค่าของคนด้วยความหนาแน่นของปราณในตันtian ฟางหานคือผู้พิการที่ฟ้าดินทอดทิ้ง ปราณแท้ในร่างของเขาตีบตันมาตั้งแต่กำเนิด ไร้ซึ่งปาฏิหาริย์แห่งการทะลวงจุดชีพจร ทว่าสิ่งที่คนพวกนี้ไม่เคยล่วงรู้เลยแม้แต่น้อย คือหัวใจที่รุ่มร้อนดุจไฟบรรลัยกัลป์ภายใต้ท่าทีสุขุมเยือกเย็น และวิถีกระบี่ที่เขาขัดเกลาขึ้นมาด้วยหยาดเหงื่อและเลือดเนื้อ... วิถีกระบี่ที่ไร้กระบวนท่า แต่ไร้ผู้ต้านทานในเจตจำนง!
"ฟางหาน เจ้าถูกขับออกจากสำนักอัคคีสวรรค์ ณ บัดนี้!" เสียงประกาศิตดังกึกก้องราวกับสายฟ้าฟาด พร้อมกับป้ายหยกประจำตัวที่ถูกโยนลงแทบเท้า เศษหยกแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ เป็นสัญลักษณ์ของการตัดขาดจากรากฐานชีวิตที่เขาเพียรพยายามสร้างมาตลอดสิบปี
ไม่มีคำอ้อนวอน ไม่มีหยดน้ำตาแห่งความพ่ายแพ้ มีเพียงรอยยิ้มบางเบาที่มุมปากของฟางหาน รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันต่อโชคชะตา
"สำนักอัคคีสวรรค์... บัญญัติฟ้าดินของพวกท่าน ช่างคับแคบยิ่งนัก" ฟางหานเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทรงพลังจนผู้อาวุโสที่ยืนอยู่เบื้องบนต้องชะงักงัน "วันนี้นำป้ายหยกของข้าโยนทิ้ง วันหน้า... ข้าจะเหยียบย่ำประตูสำนักแห่งนี้ให้ราบคาบด้วยปลายกระบี่เพียงเล่มเดียว!"
สิ้นคำพูด ร่างของเขาก็ก้าวเดินหันหลังให้อารามอันยิ่งใหญ่โดยไม่หันกลับมามองอีกเลย ท่ามกลางเสียงโห่ร้องขับไล่และสายตาราวกับมองดูสุนัขข้างถนน
***
ล่วงเลยเข้ายามวิกาล สายฝนโปรยปรายลงมาอย่างบ้าคลั่งราวกับสรวงสวรรค์กำลังพิโรธ ฟางหานปลีกตัวหลบหนีเข้ามายัง "หุบเขาอเวจี" เขตต้องห้ามรกร้างท้ายสำนัก ที่ซึ่งไม่มีผู้ใดกล้ากรายกลายเข้ามาเนื่องจากไอสังหารอันเข้มข้นที่หลงเหลือจากสงครามบรรพกาล
ร่างกายของเขาโชกไปด้วยเลือดและหยาดฝน บาดแผลจากการถูกซ้อมก่อนขับไล่เริ่มส่งผล กระแสโลหิตตีรวนในอกจนเขาต้องทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นดินโคลน มือข้างที่ถือกระบี่ไม้ปักลงกับพื้นเพื่อพยุงร่างไม่ให้ล้มลงไป
*แปะ... แปะ... แปะ...*
ท่ามกลางความมืดมิดและเสียงคำรามของสายฟ้า มีเสียงแปลกประหลาดดังขึ้นสะท้อนก้องในโสตประสาท มันไม่ใช่เสียงฝน แต่มันคือเสียงสะท้อนของ "อักษรโบราณ" ที่ดังก้องมาจากใต้พิภพ
ฟางหานขมวดคิ้วแน่น ฝืนเงยหน้าขึ้นมองผืนดินเบื้องหน้า ทันใดนั้น ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึง
พื้นดินที่ควรจะเป็นโคลนตม บัดนี้กลับเปล่งแสงสีทองเรืองรองขึ้นมาทีละน้อย อักขระโบราณนับล้านตัวที่ซ่อนอยู่ใต้ชั้นดินนับพันปีค่อยๆ ลอยตัวขึ้นมาวาดลวดลายเป็นค่ายกลมหาสมุทรดารา อักษรแต่ละตัวหนักอึ้งราวกับแบกภูเขาไว้ทั้งลูก กลิ่นอายความกดดันระดับที่ทำให้เทพเซียนยังต้องสั่นสะท้านแผ่ซ่านออกมาจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว
นั่นไม่ใช่พลังปราณธรรมดา... แต่มันคือ "ดรรชนีอักขระพลิกฟ้า" วิชาบรรพกาลที่สูญหายไปจากยุทธภพมานานกว่าหมื่นปี!
"นี่มัน... อะไรกัน..." ฟางหานพึมพำกับตัวเอง ลมหายใจสะดุดกึกเมื่ออักษรตัวหนึ่งพุ่งเข้าสู่หว่างคิ้วของเขาโดยที่ยังไม่ทันได้ตั้งตัว
ความเจ็บปวดราวกับสมองถูกฉีกกระชากแล่นพล่านไปทั่วร่าง ภาพความทรงจำอันไพศาลของมหาปราชญ์ผู้สร้างค่ายกลสะท้านฟ้าไหลทะลักเข้ามาในห้วงนึกคิดราวกับเขื่อนแตก องค์ความรู้เรื่องค่ายกล ยันต์อักขระ และเคล็ดวิชาฝืนลิขิตสวรรค์หลอมรวมเข้ากับจิตวิญญาณของเขาอย่างช้าๆ
ในขณะเดียวกัน ที่ยอดเขาอีกด้านหนึ่งของสำนักเหมันต์...
สตรีในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะแรกแย้ม นางยืนสง่างามอยู่บนยอดผา ภายใต้แสงจันทร์สาดส่อง ใบหน้างดงามล่มเมืองไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ เย็นชาดุจน้ำแข็งพันปี ทว่านัยน์ตาคู่สวยกลับทอดมองไปยังทิศทางของหุบเขาอเวจีด้วยความประหลาดใจระคนสงสัย
นางคือ "ไป๋หลิง" เทพธิดาแห่งสำนักเหมันต์ ผู้บรรลุขอบเขตเซียนตั้งแต่อายุยังน้อย
*ตึง!*
เสียงระเบิดกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหวจากหุบเขาอเวจี ท้องฟ้าเหนือสำนักอัคคีสวรรค์ถูกย้อมกลายเป็นสีทองอร่ามในพริบตา เมฆฝนสลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย แทนที่ด้วยเสาแสงอักขระค้ำยันสวรรค์ที่พุ่งทะยานขึ้นสู่ห้วงนภา
ไป๋หลิงสะดุ้งเฮือก กระบี่เซียนในฝักข้างกายสั่นระริกราวกับหวาดกลัวต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หัวใจที่เคยด้านชากลับเต้นรัวขึ้นอย่างไม่มีสาเหตุ นางสูดลมหายใจเข้าลึก พึมพำกับสายลมด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่เต็มไปด้วยความระทึกใจ
"มีคน... กำลังพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน..."
และในวินาทีนั้นเอง ที่ใจกลางเสาแสงอักขระอันเจิดจ้า ฟางหานค่อยๆ ยืนหยัดขึ้นช้าๆ ร่างกายที่เคยไร้ปราณ บัดนี้กลับถูกหล่อหลอมด้วยอักษรทองคำจนเปล่งประกายเจิดจ้า ดวงตาคู่นั้นคมปลาบดราวกับสามารถมองทะลุผ่านวัฏสงสารได้
เขาก้มลงมองกระบี่ไม้ไร้คมในมือ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นประสานสายตากับความว่างเปล่าเบื้องบน ท่ามกลางกระแสลมปราณที่พลิกผันฟ้าดิน ฟางหานยกย่องรอยยิ้มเย้ยหยันสวรรค์ขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับกระซิบคำพูดที่ทำให้ทวยเทพทั่วทั้งสามภพต้องสะเทือนขวัญ
"นับจากวันนี้... กฎของฟ้าดิน ข้าจะเป็นผู้บัญชาเอง!"
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในวิถีกระบี่นี้ด้วยกันนะครับ — หมึกทองคำข้ามภพ
กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียน ดรรชนีอักขระพลิกฟ้า•ตอนที่ 1
จุดกำเนิดจากดินสู่ฟ้า
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียน ดรรชนีอักขระพลิกฟ้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
