สนับเพลาสีเงินยวงสะท้อนแสงจากคบเพลิงในท้องพระโรงใหญ่ วาบวับราวกับเขี้ยวเล็บของสัตว์ร้ายยามล่าเหยื่อ กลิ่นกำยานราคาแพงที่อบอวลอยู่ทั่วห้องโถงหาได้ช่วยให้บรรยากาศผ่อนคลายลงไม่ กลับยิ่งกดดันจนข้าราชบริพารหลายคนแทบไม่กล้าหายใจแรง
ใต้ร่มเงาของเสามังกรทองสลักลอยตัว สืออวี้ในอาภรณ์ผ้าแพรปักลายหงส์บินสีชาดทับด้วยเสื้อคลุมขนจิ้งจอกหิมะสีขาวบริสุทธิ์ ยืนสงบนิ่งดั่งรูปสลักหยกเย็นเยียบ ปลายนิ้วเรียวเรียบเนียนบรรจงหมุนถ้วยชาเคลือบกระเบื้องลายครามเล่นอย่างไม่ยี่ห้อ ทว่าดวงตากลับคมกริบดั่งใบมีดที่ซ่อนอยู่ในฝักแพรไหม
"ใต้เท้าจาง ท่านดูร้อนรนเสียจริง กาชาร้อนๆ จอกนี้ เกรงว่าจะลวกปากท่านเอาได้นะคะ"
น้ำเสียงหวานใสดังก้องกังวาน ทำลายความเงียบงันที่น่าอึดอัดลงได้อย่างราบคาบ
จางเหวินเฉิง เหรัญญิกหลวงผู้เป็นมือไม้สำคัญของอัครเสนาบดีหลี่ สะดุ้งเฮือกจนเหงื่อกาฬแตกพลั่กเต็มแผ่นหลัง ชายวัยกลางคนทรุดกายคุกเข่าลงกับพื้นหินอ่อนเย็นเฉียบ ร่างกายสั่นเทิ้มจนอาภรณ์ปักดิ้นทองส่งเสียงเสียดสีกันเบาๆ เขากวาดสายตาเลิกลั่กมองขุนนางผู้ใหญ่รายรอบที่ต่างพากันเบือนหน้าหนี ไม่มีผู้ใดกล้าสบตา หรือแม้แต่จะยื่นมือเข้าช่วย
"คุณหนูสือ... ท่าน... ท่านกล่าวหาข้าลอยๆ หลักฐานอันใดก็ไม่มี เหตุใดจึงกล้าปรักปรำข้าราชการสำนักตรวจสอบเช่นนี้!" จางเหวินเฉิงเค้นเสียงสั่นเครือ พยายามรักษาศักดิ์ศรีครั้งสุดท้ายด้วยการเชิดคางขึ้นเล็กน้อย
สืออวี้แย้มยิ้ม รอยยิ้มนั้นงดงามหยาดเยิ้มปานบุปผาแรกแย้ม แต่กลับแฝงไปด้วยไอสังหารที่ทำเอาผู้พบเห็นต้องหนาวสะท้านถึงไขสันหลัง นางมิได้โกรธเคือง ท่าทีของนางเยือกเย็นและมั่นคงราวกับขุนเขา
"กล่าวหาลอยๆ อย่างนั้นหรือคะ?" สืออวี้ทวนคำ น้ำเสียงนุ่มนวลทว่าบาดลึก นางผายมือเบาๆ ให้องครักษ์เงาด้านหลังก้าวออกมาก้าวหนึ่ง หีบไม้จันทน์หอมสลักลวดลายประณีตถูกวางลงกระแทกพื้นเสียงดังทึบ
*ปัง!*
ฝากล่องถูกเปิดออกเผยให้เห็นสมุดบัญชีหนังควายเล่มหนาหลายสิบเล่ม และตราประทับหยกประจำตัวที่คุ้นตา บนหน้าปกปราศจากฝุ่นผง ราวกับเพิ่งถูกคัดลอกและรวบรวมมาสดๆ ร้อนๆ จากห้องลับใต้ดิน
"สมุดบัญชีลับที่ท่านโยกย้ายเงินภาษีอากรจากมณฑลเจียงหนานเข้ากระเป๋าตัวเอง เป็นจำนวนเงินกว่าสามแสนตำลึงทอง ตลอดสามปีที่ผ่านมา... หรือจะเป็นจดหมายลับลายมือของท่านที่เขียนติดต่อกับพวกโจรพาลนอกด่าน เพื่อเปิดทางให้พวกมันปล้นสะดมเสบียงกองทัพหลวง สิ่งเหล่านี้... ยังเรียกว่า 'ไม่มีหลักฐาน' อีกหรือคะ ใต้เท้าจาง"
คำพูดแต่ละคำร่วงหล่นลงมาดั่งก้อนหินหนักอึ้งทับถมลงบนอกของจางเหวินเฉิง ใบหน้าของขุนนางกังฉินซีดเผือดไร้สีเลือด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด เขารู้ทันทีว่าความลับที่กุมไว้แน่นหนา บัดนี้ได้ถูกกระชากออกมากลางแสงตะวันโดยกุนซือสาวผู้นี้อย่างไร้ทางหนี
"เจ้า... ปีศาจ! เจ้ารู้ได้อย่างไร..."
"ในโลกนี้ไม่มีความลับใดที่เป็นอมตะหรอกค่ะ โดยเฉพาะความลับที่แลกมาด้วยหยาดเลือดและชีวิตของผู้บริสุทธิ์นับพัน" สืออวี้ก้าวเข้าไปใกล้ชิดอีกก้าวหนึ่ง กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมยหนาวลอยแตะจมูก ทว่ามันกลับให้ความรู้สึกเหมือนกลิ่นอายความตาย "ท่านคิดว่าอัครเสนาบดีหลี่จะช่วยท่านได้งั้นหรือคะ? ลองเงยหน้าขึ้นมองออกไปนอกประตูด้านนอกดูสิคะ ป่านนี้... สุนัขรับใช้ของท่านคงไปรออยู่ยมโลกก่อนหน้าท่านแล้วกระมัง"
สิ้นคำกล่าวของนาง ทหารองครักษ์ก(งเกราะทองคำก็ก้าวเข้ามาคุมตัวจางเหวินเฉิงทันที เสียงร้องโหยหวนขอความเมตตาดังลั่นก่อนจะถูกลากตัวออกไปอย่างไร้ความปรานี ทิ้งไว้เพียงรอยคราบน้ำตาและกลิ่นอายความหวาดกลัวที่อบอวลคละคลุ้ง
เหตุการณ์ทั้งหมดตกอยู่ในสายตาขององค์ชายสี่ เฟิงอวี้หลาง ที่ประทับอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลักด้านข้าง พระองค์ทรงทอดพระเนตรการกระทำอันเด็ดขาดของสตรีในดวงใจด้วยรอยพระoสรวลที่มุมโอษฐ์ แววตาลึกล้ำคู่นั้นฉายประกายความพึงพอใจและรักใคร่อย่างสุดซึ้ง บุรุษผู้ซ่อนความทะเยอทะยานไว้ใต้คราบองค์ชายเจ้าสำราญ หาได้สนใจอำนาจของตระกูลหลี่แม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่ดึงดูดสายตาพระองค์คือความเฉียบคมและความงดงามยามที่นางกำชัยชนะไว้ในอุ้งมือเช่นนี้
"เจ้าทำให้ข้าทึ่งซ้ำแล้วซ้ำเล่า สืออวี้" เฟิงอวี้หลางตรัสด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม ขณะทรงหยิบถ้วยชาอีกใบส่งให้ "จัดการสุนัขตัวใหญ่ของตระกูลหลี่ได้โดยที่มือของเจ้าไม่เปื้อนเลือดเลยแม้แต่หยดเดียว สมกับเป็นกุนซือผู้ปราดเปรื่องแห่งแผ่นดิน"
สืออวี้รับถ้วยชาจากพระหัตถ์สัมผัสปลายนิ้วกันแผ่วเบา นางเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรคมกลา
"หม่อมฉันเพียงแต่นำสิ่งที่พวกมันเคยกระทำไว้ในอดีต... ทวงคืนกลับมาในปัจจุบันก็เท่านั้นเองเพคะ เกมกระดานนี้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น พะย่ะค่ะ... เอ๊ย เพคะ" นางเผลอหลุดยิ้มออกมาเมื่อเห็นสายตาคาดคั้นแกมหยอกเย้าของอีกฝ่าย
บรรยากาศความตึงเครียดในท้องพระโรงมลายหายสิ้น เหลือเพียงสายตาที่ประสานกันอย่างลึกซึ้ง ท่ามกลางสงครามชิงอำนาจที่เดิมพันด้วยบัลลังก์มังกร ความรักของทั้งสองกลับยิ่งมั่นคงและหลอมรวมเป็นหนึ่งดั่งหินผา
ทว่า ในขณะที่ความเงียบสงบกำลังโรยตัวลงปกคลุม ขันทีเฒ่าหน้าพระّที่วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาพร้อมกับกระบอกไม้ไผ่สีแดงฉาน—สัญลักษณ์แห่งพระราชโองการด่วนพิเศษจากแดนไกล—ก็ทรุดกายลงกราบแทบเบื้องพระบาท
"ทูลองค์ชาย... ทูลคุณหนูสือ... มี... มีสาส์นด่วนจากชายแดนอุดรพะย่ะค่ะ! แม่ทัพใหญ่ตระกูลหลี่นำกองกำลังห้าหมื่นนายแปรพักตร์ และบัดนี้... กำลังเคลื่อนทัพปิดล้อมประตูเมืองหลวงแล้วพะย่ะค่ะ!"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินเกมอำนาจและลุ้นระทึกไปกับความรักอันมั่นคงในบทนี้นะคะ
กุนซือเลือดเย็นกับหมากตระกูลหลุมพรางใน 40 วัน•ตอนที่ 9
เงาพญายมในคราบกุนซือ
ผลงานโดย หงส์เพลิงหวนคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หงส์เพลิงหวนคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือเลือดเย็นกับหมากตระกูลหลุมพรางใน 40 วัน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!