กลิ่นอายจางๆ ของไม้กฤษณาและสนิมเหล็กคละคลุ้งปะปนกับละอองฝนที่สาดซัดผ่านหน้าต่างบานแกะสลักเข้ามาในความมืดมิด
ภายในห้องหนังสือส่วนตัวของจวนกุนซือ เงาร่างโปร่งบางในชุดคลุมผ้าไหมสีนิลนั่งนิ่งอยู่เบื้องหน้าโต๊ะเขียนหนังสือ แสงจากเปลวเทียนที่ถูกสายลมวับแวมพัดไกวทำให้เงาทอดตัวยาวน่ากลัว สืออวี้มิได้ขยับเขยื้อน ปลายนิ้วเรียวยาวดุจหยกขาวกำลังบรรจงวางหมากลงบนกระดานไม้จันทน์ทีละเม็ดอย่างใจเย็น ราวกับเสียงสายฝนที่คำรามก้องอยู่นอกเรือนเป็นเพียงบทเพลงกล่อมเด็กหาได้ระคายเคืองโสตประสาทนางไม่
"พวกเขาเคลื่อนไหวเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้สามั่วยามนะคะ..."
เสียงกระซิบแผ่วเบาราวกับเสียงถอนหายใจดังมาจากมุมมืด เงาร่างขององครักษ์เงาพยักหน้ารับคำสั่ง ก่อนจะเร้นกายหายวับไปอย่างไร้ร่องรอยราวกับภูตผี ทว่าสืออวี้ยังคงแย้มสร้อยรอยยิ้มเย็นชาที่มุมปาก รอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มปานบุปผาแรกแย้ม ทว่ากลับซ่อนเร้นคมมีดอาบยาพิษไว้นับพันเล่ม
ในชาติภพก่อน นางคือหมากตัวหนึ่งที่ถูกอัครเสนาบดีหลี่และบุรุษที่นางเคยทุ่มเทหัวใจให้อย่างโง่เขลาเข่นฆ่าอย่างไร้ความปรานี โลหิตสีชาดที่หลั่งรินในคืนฝนตกพรั่งพรูยังคงติดตรึงอยู่ในห้วงความทรงจำมิรู้ลืม แต่วันเวลานี้ บนกระดานหมากแห่งอำนาจนี้ นางหาใช่เบี้ยล่างให้ผู้ใดเหยียบย่ำอีกต่อไปแล้ว
*เคร้ง!*
เสียงเหล็กกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหวมาจากเรือนปีกขวา ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบที่ย่างกรายเข้ามาอย่างเร่งรีบ ประตูไม้สักทองถูกถีบกระเด็นหลุดออกจากวงกบด้วยพลังภายในอันรุนแรง ละอองฝนและกลิ่นคาวเลือดโชยเข้าจมูกทันทีที่ผู้บุกรุกก้าวเข้ามา
นักฆ่าในชุดดำสนิทปิดบังใบหน้าเหลือเพียงดวงตาวาวโรจน์ด้วยจิตสังหาร ถือกระบี่อาบยาพิษเปล่งประกายสีเขียวเรืองรองในความมืด พวกมันพุ่งตรงเข้ามาหมายปลิดชีวินเป้าหมายกลางห้องโดยไม่ปล่อยให้มีเวลาแม้แต่จะเอ่ยปาก
สืออวี้มิได้แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย นางเพียงแต่วางหมากในมือลงในกระดาน เสียงกระทบดังเบาๆ *‘แป๊ก’* ท่ามกลางความตึงเครียด
"ช้าก่อน..." สืออวี้เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่ากังวานก้องกังวาลดุจระฆังเงินในยามวิกาล "พวกท่านคิดว่า... จวนกุนซือแห่งนี้ เป็นสถานที่ที่พวกท่านจะเข้ามาและออกไปได้ตามอำเภอใจเช่นนั้นหรือคะ"
หัวหน้านักฆ่าแค่นเสียงหัวเราะเยาะในลำคอ "สืออวี้ วันนี้คือวันตายของเจ้า จงอย่าได้เพ้อเจ้อให้มากความ!"
สิ้นคำ พริบตานั้นคมกระบี่นับสิบก็พุ่งทะยานเข้าหาร่างโปร่งบางในชั่วพริบตา ความเร็วและท่วงท่ารatดกุมบ่งบอกว่าเป็นยอดฝีมือที่ถูกฝึกฝนมาอย่างดีจากเงาอำนาจเบื้องสูง ทว่า ในวินาทีที่คมกระบี่จวนเจียนจะจ้วงแทงทะลุร่างของนาง รอยยิ้มเย้ยหยันบนเรียวปากของสืออวี้กลับยิ่งเด่นชัดขึ้น
*ฉับพลัน!*
พื้นไม้ใต้ฝ่าเท้าของกลุ่มนักฆ่าพล Lยุบตัวลงเสียงดังสนั่น กลไกค่ายกลลับที่ถูกวางเอาไว้โดยรอบนับสิบปีทำงานพร้อมเพรียงกัน ลูกศรอาบยาพิษนับร้อยดอกพุ่งทะยานออกมาจากผนังและพื้นห้องราวกับห่าฝน กรีดเสียงหวีดหวิวบาดแก้วหู เลือดสีดำคล้ำสาดกระเซ็นย้อมผนังห้องสีขาวนวลจนกลายเป็นสีแดงฉาน เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดดังระคนไปกับเสียงสายฝนด้านนอก
นี่ไม่ใช่การลอบสังหาร... แต่มันคือ "งานเลี้ยงต้อนรับ" ที่นางจัดเตรียมไว้ให้พวกมันต่างหากเล่า
นักฆ่าที่เหลือรอดเพียงสองสามคนหน้าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกเมื่อตระหนักได้ว่าพวกมันต่างหากที่เดินตกลงมาในหลุมพรางที่ถูกขุดรอไว้ล่วงหน้าอย่างสมบูรณ์แบบ
"เจ้า... เจ้าล่วงรู้แผนการล่วงหน้าได้อย่างไร!" หัวหน้านักฆ่าที่บาดเจ็บสาหัสกัดฟันกรอด กระบี่ในมือสั่นเทาราวกับใบไม้ไหวในพายุ
สืออวี้ลุกขึ้นยืนช้าๆ อาภรณ์ผ้าไหมสีนิลพลิ้วไหวตามจังหวะการเคลื่อนไหว นางก้าวเท้าเดินเข้าไปใกล้ชายฉกรรจ์เหล่านั้นทีละก้าวอย่างสง่างาม ดุจดั่งพญาหงส์ที่กำลังก้าวเดินเหนือซากปรักหักพัง สายตาคู่นั้นเยือกเย็น ไร้ซึ่งความปรานี ราวกับยมทูตที่กำลังพิพากษาวิณญาณ
"ความลับของคนตาย... ไม่จำเป็นต้องเอ่ยออกไปหรอ็กนะคะ" นางกล่าวเสียงกระซิบแผ่วเบา ทว่าเยือกเย็นเสียจนคนฟังรู้สึกหนสะท้านไปถึงไขกระดูก
ก่อนที่นักฆ่าคนสุดท้ายจะทันได้เอ่ยคำใด เงาร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีขาวปักลายดิ้นทองก็ก้าวผ่านม่านฝนเข้ามาทางประตูที่พังทลาย กลิ่นอายอันทรงอำนาจและกดดันแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณจนแทบทำให้ผู้คนหยุดหายใจ
องค์ชายสี่—เฟิงอวี้หลาง ประทับยืนอยู่ ณ ที่นั้น พระเนตรคมกริบดุจพญาอินทรีทอดพระเนตรมองซากศพเกลื่อนกลาดด้วยความเรียเฉย ก่อนที่พระพักตร์อันหล่อเหลาราวกับเทพเซียนจะแย้มสร้อยรอยยิ้มอ่อนโยนยามเมื่อทอดพระเนตรมายังสตรีเบื้องหน้า
"ดูเหมือนว่า พระชายาของเปิ่นหวางจะสนุกกับการเล่นหมากกระดานนี้มากทีเดียวสินะคะ" เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยเย้าแหย่ ทว่าแฝงไว้ด้วยความพึงพอใจอย่างล้นพ้น
สืออวี้หันกลับไปสบพระเนตรกับพระองค์ รอยยิ้มเย็นชาเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนหวานลึกล้ำที่มอบให้ผู้ชายเพียงคนเดียวในใจนาง "ฝ่าบาทเสด็จมาได้จังหวะเวลาพอดียิ่งนัก... เพราะหมากตัวต่อไปบนกระดาน กำลังรอให้พระองค์ทรงไปพลิกแผ่นฟ้าอยู่พอดีเพคะ"
เฟิงอวี้หลางทรงพระสรุปเบาๆ พระองค์เอื้อมพระหัตถ์มาโอบเอวบางเข้าหาพระองค์อย่างแนบชิด พร้อมกับก้มพระพักตร์กระסับชิดริมฝีปากที่ข้างใบหูนางด้วยน้ำเสียงที่ทำให้หัวใจคนฟังต้องสั่นสะท้าน
"เช่นนั้น... คืนนี้ เรามาเริ่มต้นถอนรากถอนโคนตระกูลหลี่ให้สิ้นซากกันเถอะ"
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังอบอวลไปด้วยไอสังหารและความหอมหวานอันตรายนั้นเอง เสียงฝีเท้าม้าควบตะบึงฝ่าสายฝนเข้ามาหยุดลงที่หน้าจวนอย่างกะทันหัน ตามด้วยเสียงตะโกนรายงานด้วยความตื่นตระหนกจากองครักษ์หน้าประตูที่ดังทะลุเข้ามาในห้อง
"กราบทูลองค์ชาย! กองกำลังลับของอัครเสนาบดีหลี่... กำลังเคลื่อนพลปิดล้อมจวนกุนซือไว้ทุกด้านแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
สืออวี้ชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาดอกท้อหรี่แคบลงอย่างใช้ความคิด ก่อนที่มุมปากจะยกยิ้มขึ้นอีกครั้งอย่างมีความหมาย
นางหันไปประสานสายตากับเฟิงอวี้หลางที่ยังคงแย้มพระสร้อยอย่างเยือกเย็น ราวกับทรงคาดการณ์สถานการณ์นี้ไว้อยู่แล้ว...
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดื่มด่ำไปกับกลเกมอำนาจนี้ด้วยกันนะคะ หวังว่าจะชื่นชอบความเข้มข้นในบทนี้นะคะ
กุนซือเลือดเย็นกับหมากตระกูลหลุมพรางใน 40 วัน•ตอนที่ 13
หยาดโลหิตกลางสายฝน
ผลงานโดย หงส์เพลิงหวนคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หงส์เพลิงหวนคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือเลือดเย็นกับหมากตระกูลหลุมพรางใน 40 วัน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!