“แกคิดว่าความตายจะจบสิ้นทุกอย่างงั้นหรือ ศิลา?”
เสียงทุ้มต่ำที่ดูคุ้นหูแต่กลับแฝงด้วยความเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งขั้วโลกก้องอยู่ในโสตประสาท ศิลายังคงรักษาความนิ่งเงียบไว้ได้ภายใต้สถานการณ์ที่บีบคั้น นิ้วชี้ที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋ากางเกงกดลงบนปุ่มส่งสัญญาณซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้จะรู้ว่าความหวังริบหรี่เพียงใด แต่เขาก็ไม่อาจปล่อยให้ชีวิตจบลงในหลุมศพที่ไร้ชื่อเสียงนี้ได้
ธันวายืนอยู่เบื้องหน้า แสงสลัวจากหลอดไฟนีออนที่กะพริบถี่ๆ สะท้อนให้เห็นแววตาที่ห่างไกลจากความเมตตาที่เขาแสดงต่อสาธารณชน ธันวาไม่ได้ดูโกรธเกรี้ยว เขากลับดูเหมือนคนที่กำลังมองดูมดตัวหนึ่งดิ้นรนก่อนจะถูกเหยียบซ้ำด้วยรองเท้าหนังราคาแพง
“ฉันไม่ได้มาที่นี่เพื่อแลกเปลี่ยนคำพูดกับคนใกล้ตายหรอกนะธันวา” ศิลาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาเรียบสนิทราวกับผิวน้ำที่ไม่มีวันสั่นคลอน แม้ในใจจะกำลังกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดจากบาดแผลที่สีข้าง “ถ้าจะฆ่า ก็ทำเสียให้จบ แต่จำไว้เถอะว่าความจริงไม่ใช่สิ่งที่แกจะฝังกลบได้ตลอดไป”
ธันวาหัวเราะออกมาเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่แห้งแล้งและน่าขนลุก เขาขยับก้าวเข้ามาใกล้จนศิลาได้กลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่ผสมปนเปไปกับกลิ่นดินชื้นๆ ของห้องใต้ดินแห่งนี้
“ความจริง? แกยังโง่งมงายขนาดนั้นเลยหรือศิลา” ธันวาย่อตัวลง มือที่สวมถุงมือหนังบีบเข้าที่คางของศิลา บังคับให้เขาเงยหน้าขึ้นสบตา “แกปักใจเชื่อไปเองว่าฉันคือตัวการ ฉันคือปีศาจที่ทำลายชีวิตแก... แต่แกเคยสงสัยบ้างไหมว่า ทำไมฉันถึงพยายามยื้อชีวิตแกไว้จนถึงตอนนี้?”
ศิลานิ่งงัน หัวใจเต้นรัวด้วยจังหวะที่ผิดเพี้ยน นี่ไม่ใช่การโอ้อวดของคนร้ายทั่วไป แววตาของธันวาในยามนี้... มันมีร่องรอยของความสมเพช ไม่ใช่ความเกลียดชัง
“รินรดา...” ธันวาพึมพำชื่อนั้นออกมา ศิลาถึงกับชะงัก ร่างกายที่บาดเจ็บพยายามจะดีดตัวขึ้นแต่กลับถูกธันวากดไหล่ไว้อย่างแรงจนเขาทรุดลงไปอีกครั้ง “เธอเป็นนักข่าวที่ดี ศิลา แต่เธอฉลาดเกินไป ฉลาดจนลืมนึกไปว่า ‘ผู้บงการ’ ตัวจริงไม่ได้นั่งอยู่ในห้องประชุมที่โอ่อ่า แต่นั่งอยู่ในที่ที่แม้แต่เงายังไม่กล้าเอื้อมถึง”
ศิลาขมวดคิ้วแน่น “แกหมายความว่ายังไง อย่ามาสร้างเรื่องเบี่ยงเบนความสนใจ”
“เบี่ยงเบนหรือ?” ธันวาหยิบสมาร์ทโฟนเครื่องหนึ่งออกมาจากกระเป๋าสูท เขาเลื่อนหน้าจอเพียงครู่ก่อนจะยื่นภาพถ่ายใบหนึ่งให้ศิลาดูก่อนจะเก็บกลับอย่างรวดเร็ว “คนที่สั่งปิดคดีการตายของครอบครัวแกเมื่อสิบปีก่อน ไม่ใช่ฉัน... และคนที่มีชื่ออยู่ในรายชื่อผู้รับผลประโยชน์จากทรัพย์สินทั้งหมดที่หายไปจากตระกูลแก ก็ไม่ใช่ฉันเช่นกัน”
วินาทีนั้น โลกของศิลาเหมือนหยุดหมุน ความแค้นที่สั่งสมมาตลอดสิบปีประหนึ่งถูกกระชากออกจากฐานราก ความเชื่อมั่นที่เขายึดถือเป็นเข็มทิศชีวิตเริ่มบิดเบี้ยว เมื่อภาพที่เห็นในหน้าจอสมาร์ทโฟนนั้นคือ ‘ตราประทับ’ ที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี มันเป็นตราสัญลักษณ์ที่เขาเคยเห็นในแฟ้มเอกสารลับของใครบางคนที่เขาเคารพรักเหมือนพ่อบังเกิดเกล้า
“รินรดาไปหาหลักฐานนั่นมาให้แกใช่ไหม?” ธันวากระซิบข้างหูเขา “เธอไม่ได้ช่วยแกเพราะเธออยากกู้คืนความยุติธรรมหรอกศิลา เธอช่วยแก เพราะเธอคือตัวหมากที่ถูกวางไว้ให้ล่อ ‘เหยื่อ’ ออกมาให้ถึงมือคนๆ นั้น”
ศิลาพยายามรวบรวมสติ แม้ลมหายใจจะเริ่มติดขัด “ไม่จริง... รินรดาไม่มีทาง...”
“ความรักมักจะทำให้คนตาบอดได้เสมอ ต่อให้เป็นคนที่มีสติปัญญาอย่างแกก็ตาม” ธันวาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จัดสูทให้เข้าที่ “ฉันเป็นแค่ฉากหน้า เป็นแพะรับบาปที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้คนเบื้องหลังลอยนวล และวันนี้... เมื่อแกเริ่มขุดคุ้ยลึกเกินไป พวกเขาก็ตัดสินใจว่าละครเรื่องนี้ควรจบลงที่นี่”
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนจำนวนหนึ่งก็ดังแว่วมาจากบันไดทางเข้า ไม่ใช่เสียงของตำรวจ ไม่ใช่เสียงของฝ่ายธันวา แต่มันคือเสียงของกลุ่มคนที่เขาคุ้นเคยดี กลุ่มคนที่ถูกส่งมาเพื่อ ‘ทำความสะอาด’ พื้นที่โดยเฉพาะ
ศิลาเหลือบมองเครื่องส่งสัญญาณในกระเป๋า ไฟสีแดงเล็กๆ ดับลงแล้ว... มันถูกสัญญาณรบกวนบางอย่างตัดขาดไปโดยสิ้นเชิง
ธันวาหันหลังเดินกลับไปที่ประตู ก่อนจะหยุดชะงักแล้วหันมามองศิลาเป็นครั้งสุดท้าย “ถ้ารอดไปได้... จงเลิกมองหาความจริงจากสิ่งที่แกเห็นด้วยตา แต่มองหาจากสิ่งที่คนข้างตัวแกพยายามปิดบังไว้”
ร่างของธันวาหายไปในความมืดพร้อมกับเสียงปิดประตูเหล็กกล้าที่ดังสนั่น ศิลาพยายามยันกายลุกขึ้นด้วยเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่น้อยนิด ในขณะที่เงาร่างของชายชุดดำสามคนที่ถืออาวุธครบมือเริ่มปรากฏชัดขึ้นที่ปลายอุโมงค์
แต่สิ่งที่ทำให้ศิลาถึงกับใจหายไม่ใช่ชายชุดดำเหล่านั้น...
ที่ปลายกระบอกปืนเก็บเสียงของชายชุดดำคนแรก... เขาสังเกตเห็นสัญลักษณ์เล็กๆ ที่ประทับอยู่บนปลอกกระสุนที่หล่นอยู่บนพื้น มันเป็นตราสัญลักษณ์เดียวกับ ‘เข็มกลัด’ ที่รินรดาสวมใส่ติดตัวอยู่ทุกวัน... เข็มกลัดที่เป็นมรดกชิ้นเดียวที่เธอบอกว่าได้รับมาจากผู้มีพระคุณที่เลี้ยงดูเธอมาจนเติบโต
ความจริงที่แสนโหดร้ายค่อยๆ คลี่คลายออกทีละชั้นราวกับกลีบดอกไม้ที่กำลังเน่าเฟะ ศิลาไม่ได้ติดอยู่ในกับดักของธันวามาโดยตลอด แต่เขากำลังถูกล่าโดยคนที่เขาไว้ใจที่สุด
และในวินาทีที่แสงเลเซอร์สีแดงจากอาวุธเล็งเข้าที่กลางหน้าผากของเขา ประตูทางออกที่เคยปิดตายกลับถูกเปิดออกอย่างช้าๆ พร้อมกับการปรากฏตัวของบุคคลที่ศิลาไม่มีวันคิดว่าจะมาอยู่ที่นี่ได้... คนที่ควรจะเสียชีวิตไปแล้วในเหตุการณ์โศกนาฏกรรมเมื่อสิบปีก่อน
“พ่อ?” ศิลาอุทานออกมาเบาๆ ในขณะที่บุคคลเบื้องหน้าค่อยๆ ก้าวผ่านเงามืดออกมาพร้อมรอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของเขาแตกสลายจนไม่เหลือชิ้นดี
ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามร่วมเดินทางไปกับศิลาและปมปริศนาที่กำลังจะเปิดเผยในบทถัดไปนะครับ
ราชันย์หอกทมิฬ
หอกทมิฬเสียดนภา: ยุทธการล้างแค้นใต้แสงดวงดารา•ตอนที่ 27
ความจริงที่แสนโหดร้าย
ผลงานโดย ราชันย์หอกทมิฬ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ราชันย์หอกทมิฬ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หอกทมิฬเสียดนภา: ยุทธการล้างแค้นใต้แสงดวงดารา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!