กลิ่นคาวสนิมของเหล็กที่คละคลุ้งอยู่ในอากาศเจือจางด้วยกลิ่นน้ำหอมราคาแพง ศิลาจ้องมองฝ่ามือที่สั่นเทาของตนเองเพียงชั่วครู่ ก่อนจะกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปนใต้ผิวหนัง เขาไม่ได้ตอบคำถามของธันวาในทันที ความเงียบงันในห้องกว้างที่ตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์นีโอคลาสสิกนั้นหนักอึ้งราวกับภูเขาทั้งลูกที่กดทับลงบนบ่า
“ถามผมเหรอ?” ศิลาทวนคำ เสียงของเขาแหบพร่าแต่แฝงไปด้วยไอเย็นยะเยือก “ธันวา... คุณใช้ชีวิตอยู่กับการชี้เป็นชี้ตายคนอื่นมานานจนคิดว่าอำนาจในมือคุณคือพระเจ้าหรือไงกัน?”
ธันวาหัวเราะหึในลำคอ เขาวางแก้วไวน์ราคาแพงลงบนโต๊ะไม้โอ๊คอย่างเชื่องช้า แววตาของนักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพลคู่นั้นไม่มีร่องรอยของความโกรธเคือง มีเพียงความสนุกสนานที่เหมือนคนกำลังไล่ต้อนหนูตัวหนึ่งเข้ามุม
“อำนาจไม่ได้ทำให้ใครเป็นพระเจ้าหรอกศิลา แต่การรู้วิธีจัดการกับ ‘สิ่งที่รัก’ ของศัตรูต่างหาก ที่ทำให้เกมนี้มันน่าเล่น” ธันวาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนังชั้นดี “รินรดา... เธอเป็นผู้หญิงที่ฉลาดเกินไป เธออาจจะกำลังหามุมถ่ายรูปสวยๆ ในโกดังร้างแถวท่าเรือ หรือไม่ก็กำลังพยายามหาสัญญาณโทรศัพท์สุดท้ายเพื่อส่งข้อความถึงนาย... นายคิดว่าเธอจะทนความเจ็บปวดได้สักกี่นาทีกันเชียว?”
ศิลาขบกรามแน่น ภาพใบหน้าของรินรดาที่ยิ้มให้เขาเมื่อเช้าผุดขึ้นมาในหัว แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เขาเสียสมาธิที่สุด สิ่งที่รบกวนจิตใจเขาคือ ‘เงา’ ที่ยืนอยู่ข้างหลังธันวาต่างหาก
ชายวัยกลางคนในชุดสูทสีเข้ม ‘เกรียงไกร’ มือขวาที่เขาเชื่อใจมากที่สุดในช่วงสามปีที่ผ่านมา กำลังยืนกอดอกนิ่งสนิท ดวงตาของเกรียงไกรไม่ได้มองมาที่ศิลาด้วยความเห็นใจอย่างที่ควรจะเป็น แต่มันกลับเรียบเฉย... ไร้ความรู้สึก และดูเหมือนจะกำลังรอคอยคำสั่งบางอย่างจากธันวาด้วยความกระหาย
“เกรียงไกร” ศิลาเรียกชื่อนั้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “นายยืนอยู่ตรงนั้นในฐานะอะไร?”
เกรียงไกรขยับตัวเล็กน้อย แว่นตากรอบเงินของเขาเลื่อนลงมาเล็กน้อยตามแรงโน้มถ่วง “ผมยืนอยู่ตรงที่ที่ผมได้รับผลตอบแทนคุ้มค่าที่สุดครับศิลา โลกนี้ไม่ได้หมุนด้วยความถูกต้อง แต่มันหมุนด้วยสิ่งที่อยู่บนโต๊ะเจรจา”
“ผลตอบแทน?” ศิลาแค่นยิ้มที่มุมปาก “หรือความกลัวที่ธันวาใช้ครอบงำนายกันแน่?”
“ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง” เกรียงไกรตอบแทรกทันควัน น้ำเสียงของเขาไร้ซึ่งความอาลัยอาวรณ์ “มันคือความจริง... ศิลา นายพยายามสู้เพื่ออดีตที่มันตายไปแล้ว แต่คุณธันวากำลังสร้างอนาคตที่จับต้องได้จริง นายเป็นแค่เศษเสี้ยวของรอยบาปที่ควรกำจัดทิ้งตั้งแต่วันแรกที่นายเริ่มขุดคุ้ยเรื่องนี้”
ศิลานิ่งงันไปครู่หนึ่ง ความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ลึกสุดใจไม่ได้เกิดจากการทรยศของเกรียงไกร แต่มันคือความผิดหวังในตัวเองที่มองคนผิดมาตลอด ความเงียบเข้าปกคลุมห้องอีกครั้ง แต่คราวนี้ศิลาไม่ได้รู้สึกกลัว เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมรินรดาถึงเตือนเขาเสมอเรื่องการไว้ใจใครมากเกินไป
ธันวาหยิบซองจดหมายสีน้ำตาลออกมาจากลิ้นชักโต๊ะแล้วโยนลงบนพื้น “นี่คือพิกัดที่รินรดาอยู่ นายมีเวลาสามสิบนาที หากไปถึงช้ากว่านั้น... อดีตของนายที่จะต้องสูญเสียไปอีกคนคงไม่ใช่แค่ครอบครัว แต่มันจะเป็นทุกอย่างที่นายพยายามปกป้อง”
ศิลาก้มลงมองซองจดหมายนั้น เขาไม่ได้รีบคว้ามันขึ้นมาทันที เขาสังเกตเห็นว่าเกรียงไกรแอบขยับมือไปที่เอว ที่นั่นมีปืนพกกระบอกคุ้นตาที่ศิลาเป็นคนซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดเมื่อปีที่แล้ว
“นายจะฆ่าผมตอนนี้เลยไหม เกรียงไกร?” ศิลาถามพลางก้าวเดินไปข้างหน้าหนึ่งก้าว
เกรียงไกรชักปืนออกมาจ่อที่ขมับของศิลาทันที นิ้วชี้เกี่ยวไกปืนอย่างแม่นยำ “ผมไม่ได้อยากทำแบบนี้ แต่เส้นทางของเรามันสวนกันตั้งแต่วันที่นายตัดสินใจเดินเข้าไปหาความลับนั่นแล้วครับ”
“แล้วถ้านายรู้ว่าสิ่งที่ธันวาสัญญาไว้กับนาย มันคือคำโกหกตั้งแต่วันแรกล่ะ?” ศิลาหยุดเดิน ดวงตาของเขาสบกับเกรียงไกรอย่างแน่วแน่ “ลองเช็กยอดเงินในบัญชีลับที่นายภูมิใจนักหนาดูสิ หรือไม่ก็ลองอ่านเอกสารที่นายถืออยู่ในกระเป๋าเสื้อนั่นดูอีกครั้ง... นายอาจจะพบว่าจริงๆ แล้ว นายก็คือ ‘ของขวัญ’ อีกชิ้นที่เขากำลังจะส่งไปทิ้งพร้อมกับรินรดา”
สีหน้าของเกรียงไกรเปลี่ยนไปเพียงเสี้ยววินาที ความลังเลฉายชัดขึ้นบนใบหน้าแม้เพียงชั่ววูบ แต่ทว่าในตอนนั้นเอง ธันวากลับปรบมือช้าๆ สองสามครั้ง ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พลางก้าวเดินมาหาศิลาด้วยท่าทางที่ดูสง่างามทว่าน่าสะพรึงกลัว
“ศิลา... นายพยายามจะหว่านล้อมคนของฉันด้วยการโกหกน้ำขุ่นๆ แบบนี้เหรอ?” ธันวาขยับเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นซิการ์จางๆ จากตัวเขา “แต่น่าเสียดายนะที่นายไม่รู้ตัวเลย... ว่าทำไมเกรียงไกรถึงกล้าหักหลังนาย”
ธันวาโน้มตัวลงกระซิบข้างหูของศิลา เสียงของเขาทุ้มต่ำและแฝงไปด้วยความอำมหิตที่แท้จริงจนน่าขนลุก
“เพราะเกรียงไกรไม่ได้ถูกฉันบังคับหรอก แต่น้องสาวของเขา... คนที่นายคิดว่าตายไปตั้งแต่อุบัติเหตุเมื่อห้าปีก่อนน่ะ... ตอนนี้เธอเป็นคนดูแลความปลอดภัยส่วนตัวให้ฉันอยู่ในห้องถัดไปนี่เอง และถ้านายขยับตัวเพียงนิดเดียว ฉันจะให้เธอเป็นคนลั่นไกสังหารเพื่อนรักของนายด้วยมือเธอเอง”
ศิลาชะงักกึกทันที หัวใจของเขาราวกับหยุดเต้นไปชั่วขณะเมื่อได้ยินความจริงที่บิดเบี้ยวนี้ เกรียงไกรยิ้มออกมาเป็นครั้งแรก ยิ้มที่ดูแตกสลายและเต็มไปด้วยความขมขื่นที่สุดเท่าที่ศิลาเคยเห็น
“จบเกมแล้วศิลา” เกรียงไกรกล่าวเบาๆ พร้อมกับที่ประตูห้องอีกฝั่งเปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นร่างหญิงสาวคนหนึ่งที่ถือปืนเล็งตรงมาที่กลางหลังของศิลา
ศิลาสูดลมหายใจเข้าลึก เขาตระหนักได้ว่านี่ไม่ใช่แค่การทรยศธรรมดา แต่มันคือกับดักที่ออกแบบมาเพื่อพรากจิตวิญญาณของเขาไปพร้อมกับชีวิต... และในวินาทีที่เขากำลังจะยอมรับชะตากรรม นิ้วของเขาก็แตะลงบนเครื่องส่งสัญญาณขนาดเล็กที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋ากางเกง
ขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับผมในบทที่เข้มข้นที่สุดตอนนี้ครับ ราชันย์หอกทมิฬครับ
หอกทมิฬเสียดนภา: ยุทธการล้างแค้นใต้แสงดวงดารา•ตอนที่ 26
การทรยศในองค์กร
ผลงานโดย ราชันย์หอกทมิฬ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ราชันย์หอกทมิฬ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หอกทมิฬเสียดนภา: ยุทธการล้างแค้นใต้แสงดวงดารา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!