“อย่าเพิ่งเปิดประตู”
ศิลาเอ่ยเสียงต่ำ มือหนาคว้าข้อมือรินรดาไว้แน่นก่อนที่ปลายนิ้วเรียวของเธอจะแตะลงบนกลอนประตูห้องพักเพียงเสี้ยววินาที แรงบีบที่ส่งผ่านสัมผัสไม่ได้รุนแรง แต่มันแฝงไปด้วยกระแสความตึงเครียดที่ทำให้หญิงสาวชะงัก
รินรดาหันกลับมามอง ใบหน้าของเธอภายใต้แสงไฟสลัวจากโถงทางเดินฉายแววไม่เข้าใจ “ทำไม? คุณกลัวธันวาขนาดนั้นเลยหรือไงศิลา?”
“ไม่ใช่ความกลัว... แต่เป็นความไม่ไว้วางใจ” ศิลาตอบพลางกวาดสายตาคมกริบผ่านช่องว่างของบานประตูที่ปิดสนิท เขารู้สึกได้ถึง ‘บางอย่าง’ ตั้งแต่เดินขึ้นลิฟต์มาถึงชั้นนี้ ความเงียบที่ผิดปกติของโถงทางเดินอาคารพักอาศัยระดับหรูหราแห่งนี้ ไม่ใช่ความเงียบที่เกิดจากผู้อาศัยพักผ่อน แต่มันคือความเงียบของนักล่าที่กำลังจดจ้อง
เขากระชับเสื้อโค้ทตัวนอก ปลายนิ้วสัมผัสกับความเย็นเฉียบของวัตถุบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋า ในอดีตเขามักจะพลาดพลั้งเพราะความประมาท แต่หลังจากคืนที่สูญเสียทุกอย่างไป ศิลาฝึกฝนที่จะฟังเสียงลมหายใจของความตายมากกว่าเสียงฝีเท้าของตัวเอง
“คุณเป็นอะไรไป” รินรดาเริ่มลดเสียงลง ความมั่นใจที่เคยมีเริ่มสั่นคลอนเมื่อเห็นแววตาของศิลาที่เปลี่ยนไป มันไม่ใช่แววตาของผู้ชายที่แตกสลาย แต่มันคือแววตาของสัตว์ป่าที่กำลังจนตรอก
“เงียบ” ศิลากระซิบ สั่งด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
เขาลากเธอกลับไปที่มุมเสาตรงทางแยกของระเบียง จังหวะที่ร่างของทั้งสองหลบพ้นสายตาจากมุมอับ แสงเงาจากหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ที่กะพริบถี่ๆ สะท้อนให้เห็นถึงเงาร่างหนึ่งที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วผ่านหน้าห้องของเขาไป
มันไม่ใช่ธันวา
ชายในชุดสูทสีเข้ม รูปร่างสูงใหญ่เกินคนปกติ ก้าวเดินด้วยจังหวะที่ไม่มีเสียงฝีเท้าแม้แต่น้อย เขาสวมหมวกปีกกว้างที่ช่วยอำพรางใบหน้า แต่รอยสักรูปงูที่โผล่พ้นปกคอเสื้อออกมาเพียงนิดเดียว ทำให้ศิลารู้สึกถึงความหนาวเหน็บที่แล่นริ้วขึ้นมาตามแนวกระดูกสันหลัง
‘นักฆ่าจากตระกูลเงา’—ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในหัว
ศิลาสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามคุมจังหวะหัวใจที่เต้นรัวให้กลับมานิ่งสนิท เขาหันไปสบตารินรดาที่ตอนนี้ใบหน้าซีดเผือด เธอปิดปากตัวเองแน่นไม่ให้เสียงหลุดรอด ศิลาขยับปากโดยไม่มีเสียง: *‘วิ่งไปที่บันไดหนีไฟ... อย่าหันหลังกลับ’*
รินรดาส่ายหน้าช้าๆ แววตาของเธอสั่นระริก เธอเป็นนักข่าวที่ไล่ล่าความจริงมาตลอดชีวิต แต่การเผชิญหน้ากับความตายในระยะประชิดเช่นนี้มันต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
ศิลาไม่ได้รอให้เธอตัดสินใจ เขาตัดสินใจแทนเธอด้วยการผลักร่างของเธอให้วิ่งไปทางบันไดหนีไฟ ก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับเงาสีดำที่หยุดนิ่งอยู่หน้าห้องพักของเขา ชายชุดดำคนนั้นไม่ได้พยายามจะพังประตู เขาเพียงแค่ยืนนิ่ง ราวกับกำลังดมกลิ่นอากาศ
“คุณกำลังมองหาอะไรอยู่?” ศิลาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงด้วยความกังวานของนักรบที่พร้อมจะแลกด้วยชีวิต
เงาร่างนั้นค่อยๆ หมุนตัวกลับมา ช้าๆ และสง่างาม แสงไฟกะพริบดับลงชั่วขณะ ก่อนจะสว่างวาบขึ้นอีกครั้ง เผยให้เห็นใบหน้าใต้ปีกหมวกที่เรียบเฉย ไร้อารมณ์ดุจรูปปั้นหิน แต่ดวงตานั้น... มันว่างเปล่าจนน่าสยดสยอง
“มองหา... เศษซากของบาปที่ยังหลงเหลืออยู่ในโลกนี้” เสียงของมันแหบพร่าเหมือนกระดาษทรายที่ขัดกับเหล็ก “นายท่านบอกว่า สิ่งที่ควรตายไปตั้งแต่วันนั้น ไม่ควรจะมีลมหายใจอยู่จนถึงวันนี้”
“นายท่านของแก... คือธันวา?” ศิลาแค่นยิ้ม แต่ในใจเขากลับเย็นเยียบ ยิ่งศัตรูพูดถึงอดีตของเขาได้แม่นยำเท่าไหร่ ความโกรธแค้นก็ยิ่งปะทุขึ้นในอก
“ธันวาเป็นเพียงมดปลวกในกระดาน” ชายชุดดำก้าวเดินเข้ามาหาหนึ่งก้าว แรงกดดันมหาศาลถาโถมเข้าใส่ศิลาจนลมหายใจติดขัด “ข้าคือกรรมที่จะมาสะสางสิ่งที่นายท่านละเลย”
รินรดาที่แอบมองอยู่หลังมุมตึกมือสั่นเทา เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาหวังจะกดบันทึกภาพ แต่เพียงแค่เธอกดเปิดหน้าจอ แสงจากหน้าจอก็กลายเป็นจุดสนใจ
ชายชุดดำเบนสายตามาที่เธอทันทีด้วยความเร็วที่เหนือมนุษย์ ศิลารู้ดีว่าหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ รินรดาไม่มีทางรอด เขาจึงไม่ลังเลที่จะดึง 'สิ่งที่อยู่ในกระเป๋า' ออกมา
มันคือมีดพกเล่มสั้นที่เคยเปื้อนเลือดของคนในตระกูลเขามาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ศิลาพุ่งตัวออกไปเหมือนลูกธนูที่หลุดจากคันศร ความเร็วของเขาอาจไม่เท่าชายชุดดำ แต่แรงขับเคลื่อนจากความแค้นที่สั่งสมมานับสิบปีทำให้เขารวดเร็วกว่าที่เคยเป็นมา
คมมีดกรีดผ่านอากาศหมายจะปลิดชีพอีกฝ่าย แต่ชายชุดดำกลับเอนตัวหลบได้อย่างง่ายดาย ก่อนจะฟาดสันมือเข้าที่หน้าอกของศิลาจนเขากระเด็นไปกระแทกผนังปูน ร่างของศิลาทรุดลงพร้อมกับเสียงไอเป็นเลือด
“ศิลา!” รินรดาเผลอหลุดปากร้องออกมา
ชายชุดดำหันไปทางเธอ รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นบนใบหน้าใต้หมวก เขาเดินผ่านร่างของศิลาที่ไร้ทางสู้ไปอย่างไม่ไยดี ราวกับจะบอกว่าศิลาไม่ใช่เป้าหมายหลักในตอนนี้
เขายื่นมือยาวเรียวไปทางรินรดา หมายจะกระชากเธอเข้ามา แต่ทันใดนั้น ศิลาที่ควรจะหมดสติไปแล้วกลับคว้าข้อเท้าของชายชุดดำไว้แน่นด้วยแรงทั้งหมดที่มี
“แก... แตะต้องเธอไม่ได้”
ชายชุดดำหัวเราะร่วน ก่อนจะก้มลงมองศิลา “แกคิดว่าตัวเองปกป้องใครได้? แกก็เป็นแค่เงาที่รอกวันดับสูญเหมือนกัน!”
ชายชุดดำง้างมือขึ้นเตรียมจะปิดฉากความแค้นนี้ด้วยการทุบลงที่ศีรษะของศิลา ทว่าก่อนที่สันมือจะปะทะกับเป้าหมาย เสียงกระสุนปืนนัดหนึ่งก็ดังสนั่นก้องไปทั่วโถงทางเดิน ร่างของชายชุดดำชะงักก้าง
เลือดสีเข้มหยดลงบนพื้นพรม ศิลาเบิกตากว้างเมื่อเห็นเงาร่างหนึ่งยืนถือปืนอยู่ตรงปลายสุดของระเบียงทางเดิน เงาร่างที่คุ้นเคย... เงาร่างที่เขาไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นอีกในชีวิตนี้
“หยุดมือ... ก่อนที่ความตายจะมาเยือนแกเสียเอง” เสียงนั้นเย็นเยียบและทรงอำนาจกว่าใครที่เขาเคยพบมา
รินรดาอุทานชื่อนั้นออกมาแผ่วเบาด้วยความตกใจสุดขีด ในขณะที่ศิลาทำได้เพียงจ้องมองภาพเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจนิยามได้ว่านี่คือ 'ความหวัง' หรือ 'จุดเริ่มต้นของนรกที่แท้จริง' กันแน่
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับผมในความมืดมิดนี้ครับ - ราชันย์หอกทมิฬ
หอกทมิฬเสียดนภา: ยุทธการล้างแค้นใต้แสงดวงดารา•ตอนที่ 4
เงามืดในเมืองใหญ่
ผลงานโดย ราชันย์หอกทมิฬ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ราชันย์หอกทมิฬ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หอกทมิฬเสียดนภา: ยุทธการล้างแค้นใต้แสงดวงดารา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!