หอกทมิฬเสียดนภา: ยุทธการล้างแค้นใต้แสงดวงดารา•ตอนที่ 6

คำเตือนจากความตาย

ผลงานโดย ราชันย์หอกทมิฬ
กลิ่นอานิสงส์แห่งเพลิงเผาผลาญเมื่อสิบปีก่อนไม่ได้จางหายไปไหน มันแค่เปลี่ยนรูปมาเป็นคราบเขม่าสีดำที่ยังคงฝังแน่นอยู่ตามเนื้อไม้เก่าคร่ำครึในห้องรับแขก ศิลายืนนิ่งอยู่หน้าบานประตูห้องนอนของตัวเอง ปลายนิ้วชาดิกจนเกือบไร้ความรู้สึก ความเย็นเยียบจากเหล็กดัดหน้าต่างซึมผ่านแผ่นหลังเข้ามาปะทะกระดูกสันหลัง แต่ความหนาวเหน็บนั้นเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า บนผนังสีขาวสะอาด—พื้นที่ซึ่งเขาจงใจปล่อยให้ว่างเปล่ามาตลอดเพื่อเตือนสติถึงความว่างเปล่าของชีวิต บัดนี้ถูกละเลงด้วยรอยหมึกสีแดงเข้มข้นจนหยดติ๋งลงสู่พื้นไม้ปาร์เกต์ *‘คนตายไม่มีสิทธิ์หายใจ... มึงคือรายต่อไป’* ลายมือนั้นหวัดและเกร็งแน่นจนกระดาษทิชชูหรือกำแพงแทบทะลุ มันไม่ใช่แค่คำขู่ มันคือลายเซ็นของผู้ที่จงใจเดินออกจากขุมนรกเพื่อมาทวงลมหายใจคืนจากเขา ภาพในหัวของศิลาหมุนควายย้อนกลับไปถึงเงาร่างในความมืดที่สถานีรถไฟร้างเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน ดวงตาคู่นั้น... แววตาที่เต็มไปด้วยความแค้นเคืองและรอยแผลเป็นจากไฟลวกครึ่งใบหน้า ซึ่งตามบันทึกทางราชการแล้ว ควรจะกลายเป็นเถ้าถ่านไปพร้อมกับกองเพลิงในคฤหาสน์ตระกูลอัศวเรืองเมื่อทศวรรษก่อนแล้ว "ไม่ใช่ลูกน้องของธันวา..." เสียงกระซิบแหบพร่าหลุดออกจากริมฝีปากที่ซีดเซียวของศิลา ถ้าไม่ใช่ธันวา แล้วใคร? ใครกันที่มีกุญแจสำรองบ้านหลังนี้? ใครกันที่รู้ว่าเขาซ่อนตัวตนและความรู้สึกไว้เบื้องหลังความเงียบงันแบบไหน? กริ๊ง... เสียงกริ่งหน้าประตูบ้านดังขึ้นแผ่วเบา แต่ในความเงียบสงัดยามวิกาลนี้ มันกลับดังราวกับเสียงค้อนทั่งตีลงบนโสตประสาท ศิลาสะดุ้งเฮือก สติสัมปชัญญะที่เคยสุขุมเยือกเย็นถูกกระชากกลับมาอย่างรวดเร็ว มือขวาขยับไปที่เอวโดยอัตโนมัติ—ความว่างเปล่าเตือนเขาว่าปืนพกสั้นถูกถอดเก็บไว้ในลิ้นชักหัวเตียง ฝ่าเท้าหนาก้าวถอยหลังอย่างเงียบเชียบ ลมหายใจถูกผ่อนออกทางจมูกอย่างระมัดระวังที่สุด ไม่ให้มีเสียงเล็ดลอด สองตาจ้องเขม็งไปยังบานประตูหน้าบ้านที่ปิดสนิท กริ๊ง... ครั้งที่สองยาวนานกว่าเดิม และตามมาด้วยเสียงเคาะเบาๆ สามครั้ง สามจังหวะที่คุ้นเคย—จังหวะเคาะรหัสลับที่ใช้เฉพาะคนในกลุ่มข่าวกรองเก่า *รินรดา* ศิลาผ่อนลมหายใจยาวเหยียด ความตึงเครียดในกล้ามเนื้อไหล่คลายลงเพียงเล็กน้อย แต่ความระแวงยังคงเกาะกุมหัวใจ เขาเดินเลี่ยงจากผนังที่มีข้อความมรณะ ไปหยุดยืนอยู่ข้างบานประตู พร้อมกับบิดลูกบิดช้าๆ แสงไฟสีส้มสลัวจากถนนหน้าบ้านลอดผ่านร่างเพรียวบางของหญิงสาวที่ก้าวเข้ามา รินรดาสวมเสื้อโค้ทกันหนาวสีเข้ม หยดน้ำค้างพราวตามปีกหมวก แสดงว่าเธอเพิ่งฝ่าสายฝนปรอยๆ ด้านนอกมาอย่างเร่งรีบ แต่สิ่งที่ทำให้ศิลารู้สึกแปลกใจไม่ใช่การปรากฏตัวยามวิกาลของเธอ หากแต่เป็นสีหน้าของนักข่าวสาวที่ซีดเผือดราวกับเพิ่งไปเห็นผีมา "ศิลา... คุณต้องดูนี่" รินรดายื่นซองเอกสารสีน้ำตาลชื้นแฉะให้โดยไม่รอให้เขาเอ่ยทักทาย "ฉันเพิ่งได้มันมาตอนห้าทุ่มจากแหล่งข่าววงใน... คนที่ปล่อยข่าวเรื่องคดีไฟไหม้บ้านคุณเมื่อสิบปีก่อน ไม่ได้มีแค่ธันวาคนเดียว" ศิลารับซองเอกสารมา แต่สายตาของเขายังคงเหลือบมองไปที่ผนังห้องรับแขกด้านหลัง รินรดาสังเกตเห็นความผิดปกติในแววตาของชายหนุ่ม เธอขมวดคิ้ว ปลายเท้าก้าวผ่านห้องรับแขกไปเพื่อจะดูว่าเกิดอะไรขึ้น "หยุด!" ศิลาพยายามเอ่ยห้าม แต่ช้าไปเสียแล้ว ร่างบางชะงักกึก ดวงตาเบิกกว้างเมื่อแสงไฟจากโถงทางเดินสาดส่องกระทบเข้ากับตัวอักษรสีแดงฉานบนผนัง รอยหมึกนั้นยังไม่แห้งสนิทดีด้วยซ้ำ—กลิ่นคาวสนิมจางๆ ของบางสิ่งที่ผสมอยู่ในหมึกโชยเข้าจมูก "นี่มัน... เลือดเหรอ?" รินรดาพึมพำ มือเรียวสั่นเทาขณะยกขึ้นปิดปาก "ศิลา ใครเข้ามาในบ้านคุณ? ระบบรักษาความปลอดภัยไม่มีร่องรอยการงัดแงะเลยนะ!" "เพราะเขาไม่ต้องงัด..." ศิลาเดินเข้าไปใกล้รินรดา ร่างสูงใหญ่ก้าวบังหน้าเธอไว้โดยสัญชาตญาณ สายตากวาดมองไปรอบห้องมืดทึบ "คนที่เข้ามา... มีกุญแจดอกเดียวกับที่ฉันถืออยู่" ความเงียบเข้าปกคลุมบรรยากาศในห้องอีกครั้ง ลมพัดกระโชกแรงด้านนอกทำให้หน้าต่างไม้เก่ากระทบวงกบเสียงดังปึงปัง ราวกับมีใครบางคนกำลังพยายามพังประตูเข้ามาสมทบจากโลกภายนอก รินรดากำชายเสื้อของศิลาแน่น ความมั่นใจในฐานะนักข่าวผู้ไม่เคยกลัวเกรงต่ออิทธิพลใดๆ มลายหายไปจนหมดสิ้นเมื่อเผชิญหน้ากับความเร้นลับที่คุกคามถึงชีวิต "ถ้าอย่างนั้น... ข้อความนี้หมายถึง..." "หมายความว่า คนที่ฉันปล่อยให้รอดไปเมื่อสิบปีก่อน ตั้งใจจะกลับมาเก็บกวาดงานที่ค้างคาให้เสร็จ" ศิลาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เย็นเยียบจนน่ากลัว แต่แววตาไหววับไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความแค้นที่ถูกจุดขึ้นใหม่อีกครั้ง ในจังหวะที่ทั้งสองคนกำลังตกอยู่ในภวังค์แห่งความตึงเครียดนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังขึ้นที่ชั้นสองของบ้าน—*บนเพดานเหนือศีรษะของพวกเขาพอดี* กึก... กึก... เสียงลากบางสิ่งบางอย่างที่มีน้ำหนักมาก ข้ามผ่านพื้นไม้เก่าจากห้องนอนใหญ่ไปยังระเบียงด้านหลัง ศิลาส่งสัญญาณมือให้รินรดาก้าวไปหลบหลังเสา มือหนาเอื้อมไปหยิบแจกันเซรามิกหนักอึ้งบนโต๊ะข้างทางเดิน สายตาคมกริบจ้องเขม็งไปยังบันไดวนที่ทอดตัวขึ้นสู่ความมืดเบื้องบน หัวใจเต้นระรัวเป็นจังหวะกระหน่ำพร้อมกับสัญชาตญาณนักล่าที่ตื่นเต็มตา ทว่า ก่อนที่ศิลาจะได้ก้าวขึ้นบันไดก้าวแรก เสียงกริ่งหน้าบ้านก็ดังขึ้นอีกครั้ง... ไม่ใช่เสียงกริ่งไฟฟ้าธรรมดา แต่เป็นเสียงเคาะสามครั้งด้วยจังหวะเดิม แต่อาณัติสัญญาณนี้ไม่ได้มาจากรินรดา และไม่ใช่จากเงาปริศนาบนชั้นสอง... บนหน้าจอมือถือของศิลาที่วางอยู่บนโต๊ะ ปรากฏข้อความแจ้งเตือนจากกล้องวงจรปิดหน้าบ้าน ภาพที่ปรากฏบนหน้าจอคือร่างของชายในชุดสูทสีดำสนิทผู้หนึ่ง กำลังยืนหันหลังให้กล้อง มือข้างหนึ่งถือซองเอกสารคล้ายกับที่รินรดานำมา แต่อีกมือหนึ่ง... กำลังถือโทรศัพท์แนบหู และหน้าจอนั้นสว่างวาบพร้อมกับเสียงเรียกเข้าที่ดังแว่วมาจากด้านนอกประตูบ้านของศิลาเอง *สายเรียกเข้าจาก: ธันวา* ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางสืบเสาะความมืดมิดนี้ไปด้วยกัน — ราชันย์หอกทมิฬ
สารจากนักเขียน (ราชันย์หอกทมิฬ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หอกทมิฬเสียดนภา: ยุทธการล้างแค้นใต้แสงดวงดารา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%