“ความยุติธรรมที่แกพยายามเสาะหาอยู่นั่นน่ะศิลา... บางครั้งมันก็เป็นแค่เครื่องมือของพวกไร้อำนาจเอาไว้ปลอบใจตัวเองตอนก่อนนอนเท่านั้นแหละ”
น้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบของชายวัยกลางคนดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของห้องโถงพิพิธภัณฑ์ที่ปิดทำการไปแล้ว ศิลาชะงักฝีเท้าที่กำลังก้าวผ่านความมืดของโซนจัดแสดงโบราณวัตถุ เขารู้สึกได้ถึงไอเย็นเยียบที่แผ่ซ่านออกมาจากความว่างเปล่าเบื้องหลัง มือหนากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปนใต้ผิวหนัง แต่กระนั้นเขาก็ยังคงรักษาความสุขุมได้อย่างน่าประหลาด
ศิลาค่อยๆ หันกลับไปมองต้นเสียง แสงจันทร์ที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างบานสูงฉาบให้เห็นเงาร่างของชายคนหนึ่งที่ยืนเด่นตระหง่านอยู่ตรงนั้น ธันวาในชุดสูทสีเทาเนี้ยบกริบ เขายืนกอดอก รอยยิ้มจางๆ บนใบหน้าไม่ได้สื่อถึงความเป็นมิตร ทว่ามันคือรอยยิ้มของนักล่าที่กำลังเฝ้ามองเหยื่อติดกับดัก
“ดูเหมือนคุณจะว่างงานมากนะครับ ผู้การธันวา” ศิลาตอบกลับ เสียงของเขาเยือกเย็นราวกับคมมีดที่กำลังลับกับหิน “ถึงได้อุตส่าห์ถ่อสังขารมาเดินเล่นในที่อับชื้นแบบนี้เพียงลำพัง”
ธันวาหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและแห้งแล้ง เขาค่อยๆ ก้าวเดินเข้ามาหาศิลาอย่างช้าๆ จังหวะการก้าวเท้าแต่ละครั้งราวกับเสียงเคาะระฆังแห่งความตาย “คนเราน่ะศิลา เมื่อมีอำนาจล้นมือ สิ่งที่น่าเบื่อที่สุดคือการต้องมาคอยกำจัดเศษขยะที่พยายามจะกวาดล้างพรมใต้เท้าของตัวเอง”
“รวมถึงผมด้วยใช่ไหม?” ศิลาสวนทันควัน สายตาของเขาสแกนหาความผิดปกติรอบตัว รินรดาควรจะดักรออยู่ที่ประตูหลังในตอนนี้ แต่สัญญาณสื่อสารของเธอกลับเงียบกริบไปอย่างไม่น่าไว้วางใจ
ธันวาหยุดยืนห่างจากศิลาเพียงสามก้าว เขาเอื้อมมือไปสัมผัสกระจกตู้จัดแสดงอย่างแผ่วเบา “คุณเข้าใจผิดแล้วล่ะ ผมไม่ได้มองว่าคุณเป็นเศษขยะ... สำหรับผม คุณน่ะคือ ‘ภาพสะท้อน’ ที่สวยงามที่สุดที่ผมเคยทำหล่นหายไปในกองเพลิงเมื่อสิบปีก่อนต่างหากล่ะ”
ประโยคนั้นทำให้หัวใจของศิลาเต้นผิดจังหวะ อดีตที่เขาพยายามปิดตาย—เหตุการณ์ไฟไหม้ที่พรากทุกอย่างไป—ถูกขุดขึ้นมาด้วยถ้อยคำเพียงไม่กี่คำ ศิลาพุ่งเข้าไปคว้าคอเสื้อของธันวาด้วยความเร็วที่เหนือมนุษย์ แรงปะทะทำให้สูทราคาแพงยับย่น แต่ทว่าธันวากลับไม่แสดงอาการหวาดกลัวแม้แต่น้อย เขายังคงยิ้มรับด้วยสายตาที่ว่างเปล่า
“ถามตัวเองดูสิศิลา ว่าสิ่งที่แกตามหาจนแทบคลั่งน่ะ จริงๆ แล้วมันคือความจริงที่สะอาดบริสุทธิ์ หรือเป็นแค่ก้นบึ้งของความเน่าเฟะที่แกไม่มีวันรับไหวกันแน่?” ธันวากระซิบชิดใบหู แรงกดดันจากไอสังหารของอีกฝ่ายทำเอาศิลาถึงกับชะงักค้าง
ในจังหวะนั้นเอง แสงเลเซอร์สีแดงจุดเล็กๆ ก็ปรากฏขึ้นบนหน้าอกของศิลา เสียงฝีเท้าของคนหลายกลุ่มดังขึ้นล้อมรอบโถงพิพิธภัณฑ์จากทุกทิศทาง เสียงปลดล็อกเซฟตี้ปืนดังระงมไปทั่วพื้นที่ รินรดาก้าวออกมาจากเงามืดด้านหลังของธันวา ใบหน้าของเธอเรียบเฉย ทว่าแววตาของเธอกลับดูเลื่อนลอยราวกับถูกควบคุมด้วยกลไกบางอย่าง
“ริน...” ศิลาเรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า มือที่กำคอเสื้อธันวาคลายออกอย่างไม่ตั้งใจ
ธันวาก้าวถอยหลัง ปัดคอเสื้อให้เข้าที่ด้วยท่าทีสุภาพบุรุษจอมปลอม เขามองดูรินรดาที่เดินเข้าไปยืนข้างกายเขาอย่างว่าง่าย ก่อนจะหันมามองศิลาด้วยสายตาเวทนา “ผมบอกแล้วไงครับว่าอย่าไว้ใจใครในเมืองนี้... แม้แต่คนที่คุณคิดว่าเขายืนอยู่ข้างคุณมากที่สุดก็ตาม”
ศิลาทรุดตัวลงเล็กน้อยเมื่อความจริงกระแทกเข้ากลางใจ รินรดาหยิบเครื่องบันทึกเสียงขนาดเล็กออกมาจากกระเป๋าเสื้อ แล้ววางมันลงบนฐานรูปปั้นใกล้ๆ เสียงที่ดังออกมาจากเครื่องนั้นไม่ใช่เสียงของเธอ แต่เป็นเสียงของศิลาที่สารภาพความผิดบาปบางอย่างในความฝัน—ความผิดบาปที่ศิลาจำไม่ได้ว่าตนเคยทำลงไป
“นี่คือของขวัญตอนรับตอนจบของเกมนี้ครับศิลา” ธันวาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดส่งข้อมูลบางอย่างออกไป “หลักฐานชิ้นใหม่ที่ยืนยันว่าฆาตกรที่ตำรวจตามหามาตลอดสิบปี... ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าผมนี่เอง”
ทันใดนั้น เสียงไซเรนรถตำรวจนับสิบคันก็ดังสนั่นหวั่นไหวอยู่หน้าพิพิธภัณฑ์ แสงไฟจากรถเจ้าหน้าที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างจนขาวโพลนไปหมด รินรดาเหลือบมองศิลาด้วยแววตาที่เจ็บปวดเพียงชั่วครู่ก่อนจะหันหลังเดินจากไปกับธันวา ทิ้งให้ศิลาเผชิญหน้ากับชะตากรรมที่กำลังถาโถมเข้ามาในรูปแบบของลูกกรงขังและการทรยศที่เจ็บปวดยิ่งกว่าคมกระสุน
ศิลาหมุนตัวมองไปรอบๆ ทางออกถูกปิดตายทั้งหมด แสงไฟฉายจากภายนอกส่องกราดเข้ามาในโถงมืดมิด เสียงคำสั่งตะโกนดังกึกก้อง "วางอาวุธและมอบตัวซะ! ไม่อย่างนั้นเราจะใช้มาตรการเด็ดขาด!" ศิลาไม่ได้มองหาทางหนี เขากลับก้มลงมองมือตัวเองที่สั่นเทา พลางคิดในใจว่าความทรงจำที่หายไปส่วนไหนกันแน่ที่ถูกธันวาบิดเบือนจนเขากลายเป็นอาชญากรในสายตาของผู้คนเสียเอง
เขากำลังจะก้าวเท้าออกไปเผชิญหน้ากับความพินาศ แต่แล้วเสียงกระซิบเบาๆ จากเครื่องบันทึกเสียงที่ยังวางอยู่บนฐานรูปปั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่เสียงของเขา... มันเป็นเสียงของรินรดาที่พูดกับใครบางคนในความมืดก่อนหน้านี้ว่า "ทุกอย่างเป็นไปตามแผน... ปล่อยให้มันคิดว่ามันคือผู้ถูกกระทำไปจนกว่าจะถึงวินาทีสุดท้าย"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับผมในบทที่เข้มข้นที่สุดนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ - ราชันย์หอกทมิฬ
หอกทมิฬเสียดนภา: ยุทธการล้างแค้นใต้แสงดวงดารา•ตอนที่ 10
ศัตรูที่คาดไม่ถึง
ผลงานโดย ราชันย์หอกทมิฬ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ราชันย์หอกทมิฬ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หอกทมิฬเสียดนภา: ยุทธการล้างแค้นใต้แสงดวงดารา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!