ประโยคยียวนกวนประสาทของ 'เน็ต' ยังลอยเคว้งอยู่กลางอากาศ ทว่ามันกลับถูกกลืนหายไปอย่างไร้ร่องรอย เมื่อร่างสูงโปรดปรานของใครบางคนก้าวเข้ามาแทรกกลางระหว่างเราสองคนอย่างถือวิสาสะ
กลิ่นน้ำหอมคุ้นจมูกที่ผสมผสานเข้ากับกลิ่นบุหรี่จางๆ และความเย็นเยียบของค่ำคืนนี้ ทำให้ผมรู้ได้ทันทีโดยไม่ต้องเงยหน้าขึ้นมองด้วยซ้ำว่าใครคือเจ้าของการปรากฏตัวที่ทำให้อุณหภูมิรอบตัวดิ่งวูบลงอย่างกะทันหัน
"ถ้าไม่อยากให้หน้าหล่อๆ ของมึงมีรอยเย็บเพิ่ม ก็หุบปากแล้วไสหัวไปซะ... เน็ต"
น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังจนน่าขนลุกเอ่ยขึ้น คินยืนบังร่างของผมไว้จนมิดชิด ไหล่กว้างที่มักจะสวมเสื้อช็อปวิศวะตัวเก่งขยับเล็กน้อยยามที่เขาปรายตามองอดีตคนคุยด้วยแววตาดุดัน ราวกับเสือดาวที่กำลังจ้องจะขย้ำเหยื่อผู้บังอาจล้ำเส้นอาณาเขต
เน็ตหัวเราะในลำคอ สีหน้ามีความเย้ยหยันฉาบอยู่ชัดเจน "แหม... ใจร้อนจริงนะคิน ถึงกับต้องถ่อมาถึงหอพักเด็กนิเทศฯ เลยเหรอวะ นึกว่าเลิกรากันไปเด็ดขาดแล้วซะอีก เห็นช่วงนี้ป้วนเปี้ยนอยู่กับคนอื่นจนลืมเพื่อนเก่าไปเลยนี่"
"เรื่องของกู" คินสวนกลับทันควัน น้ำหอมกลิ่นความหึงหวงลอยอบอวลในอากาศรอบตัวเขาอย่างชัดเจนจนผมที่ยืนอยู่ด้านหลังยังรู้สึกได้ "แล้วก็จำใส่สมองไว้ด้วยว่า อย่ามาแตะต้องคนของกู... ไม่ว่ากรณีใดทั้งสิ้น"
คนของกูเหรอ?
ผมเผลอขมวดคิ้วมุ่น แม้ในใจจะกระตุกวูบไหวกับคำพูดแสดงความเป็นเจ้าของนั้น แต่ทิฐิและเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมาไม่กี่ชั่วโมงก่อนก็ทำให้ผมยังไม่อยากทำตัวใจอ่อนยอมยกโทษให้เขาง่ายๆ
"ใครคนของนายไม่ทราบ หูฝาดไปหรือเปล่าไอ้คุณเดือนวิศวะ" ผมกัดฟันสวนกลับ ยื่นหน้าออกมาจากด้านหลังแผ่นหลังกว้างนั้นเล็กน้อย เชิดคางขึ้นสู้สายตาคมกริบที่หันขวับกลับมามองผมทันที "ฉันจำได้ว่าเราไม่ได้เป็นอะไรกันแล้วนี่นา หรือความจำเสื่อมจนจำสถานะตัวเองไม่ได้?"
คินหรี่ตาลงเล็กน้อย สันกรามคมสันขบเข้าหากันจนนูนเด่น รังสีความหงุดหงิดแผ่ซ่านออกจากตัวเขาจนแทบจะกลายเป็นควันไฟอยู่รำไร มือหนาข้างหนึ่งเอื้อมมากระชับข้อศอกผมไว้แน่นพอประมาณ ไม่ได้รุนแรงจนเจ็บ แต่หนักแน่นพอที่จะไม่ยอมปล่อยให้ผมถอยหนีไปไหน
"อย่ามาดื้อกับฉันตอนนี้พาย" คินกระซิบด้วยน้ำเสียงต่ำลอดไรฟัน ดวงตาคู่คมที่เคยเต็มไปด้วยความหยิ่งผยอง บัดนี้กลับฉายแววความร้อนรนบางอย่างที่เขาพยายามปกปิดมันไว้ภายใต้มาดนิ่งขรึม
"ใครดื้อ นายต่างหากที่น่ารำคาญ..." ผมสะบัดแขนออกจากการเกาะกุมเบาๆ แม้จะใจเต้นแรงเป็นบ้ากับระยะห่างที่ใกล้จนเกินไป "กลับไปหาคนของนายโน่นเถอะ ไม่ต้องมาทำเป็นห่วงเป็นใยฉันหรอก หน้าหอก็ไม่ใช่ที่ของวิศวะเขาล่ะมั้ง"
เน็ตที่ยืนมองบทสนทนาของเราอยู่ยิ้มมุมปาก ยักไหล่อย่างไม่ยี่หระก่อนจะโบกมือลา "งั้นก็ตามสบายนะฃดคิน นายจัดการเคลียร์กับ 'คนของนาย' เอาเองก็แล้วกัน ฉันขอตัวไปพักผ่อนก่อนล่ะ"
ร่างโปร่งของเน็ตเดินเลี่ยงหายเข้าไปในตัวตึกหอพัก ทิ้งให้เราสองคนยืนเผชิญหน้ากันท่ามกลางความเงียบงันและแสงไฟสีส้มสลัวของโคมไฟหน้าตึก คินยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ดวงตาคู่คมจ้องมองผมราวกับจะกลืนกินเข้าไปทั้งตัว
"เลิกประชดสักทีได้ไหมพาย" คินเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงของเขาอ่อนลงกว่าเมื่อครู่เล็กน้อย แต่ยังคงมีความดื้อรั้นเจืออยู่ "รู้ไหมว่าฉันตามหานายทั่วคณะตั้งแต่เย็น นายบล็อกเบอร์ฉัน ปิดเฟซ แถมยังหนีหน้า... ทำไม? แค่ฉันคุยกับมันแค่นั้น นายต้องงอนเป็นเด็กๆ ด้วยรึไง"
ผมแค่นسหัวเราะในลำคอ รู้สึกเลือดขึ้นหน้าขึ้นมาทันทีกับคำว่า 'แค่นั้น' ของเขา
"งอน? นายคิดว่าฉันงอนเหรอคิน!" ผมก้าวเข้าไปประชิดตัวเขา นิ้วเรียวจิ้มลงบนอกแกร่งแรงๆ อย่างเหลืออด "ฉันไม่ได้งอน! แล้วฉันก็ไม่ได้ว่างมานั่งน้อยใจเรื่องงี่เง่าแบบนั้นด้วย สิ่งที่ฉันรังเกียจคือความไม่ชัดเจนและความเห็นแก่ตัวของนายต่างหากล่ะ!"
คินชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาเบิกกว้างขึ้นนิดหนึ่งเมื่อเจอประโยคตัดพ้อที่ซ่อนความน้อยใจไว้มิด แต่มันกลับหลุดออกมาจากปากผมด้วยน้ำเสียงที่สั่นระริกเล็กน้อย
"นายทำตัวเหมือนคนเป็นเจ้าandเข้าครอบครองฉันทุกอย่าง แต่พอลับหลัง นายกลับทำตัวสนิทสนมกับคนเก่าที่จ้องจะแทรกกลางเราตลอดเวลา... นายคิดว่าฉันเป็นตัวอะไรวะคิน? ของเล่นแก้เบื่อไทม์ไลน์ว่างๆ ระหว่างรอกลับไปหาคนเก่าอย่างงั้นเหรอ!"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ไม่มีคำแก้ตัวใดๆ หลุดออกมาจากปากของผู้ชายที่ขึ้นชื่อว่าปากร้ายที่สุดในคณะวิศวะ คินนิ่งงั้นไป ดวงตาคู่คมไหววูบราวกับถูกตบเข้าฉาดใหญ่ด้วยความจริงที่เขาไม่เคยเอะใจมาก่อน
ภาพลักษณ์เดือนคณะผู้เย่อหยิ่ง ทะนงตัว และไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร บัดนี้กลับดูราวกับเด็กหนุ่มผู้หลงทางที่ทำอะไรไม่ถูกเมื่อเห็นน้ำตาคลอเบ้าหน่วยตาของผมโดยไม่รู้ตัว
ให้ตายสิ... ผมเกลียดตัวเองชะมัดที่ดันอ่อนแอต่อหน้าผู้ชายคนนี้
ผมสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อสะกดกลั้นความรู้สึกวูบวาบในอก เอื้อมมือผลักอกเขาออกเบื้องหน้าแล้วหมุนตัวเตรียมจะเดินหนีเข้าตึกหอพัก
หมับ!
ทว่ามือหนากลับคว้าข้อมือผมไว้เสียก่อน แรงดึงที่ไม่มากไม่น้อยเกินไปทำให้ผมต้องหันกลับไปเผชิญหน้ากับเขาอีกครั้ง และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง... ร่างสูงใหญ่ของคินก็ก้าวเข้ามาประชิดตัวจนแผ่นหลังผมชนเข้ากับเสาปูนหน้าตึก
เขากักขังผมไว้ด้วยวงแขนทั้งสองข้างที่ยันติดกับเสาปูน ก้มหน้าลงมาจนหน้าผากของเราแทบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับแก้มของผมท่ามกลางอากาศเย็นยามค่ำคืน
"ปล่อยนะ..." ผมพยายามเบือนหน้าหนี แต่คินกลับใช้นิ้วเรียวเชยคางผมให้หันกลับไปสบตากับเขาตรงๆ
"มองหน้าฉันพาย" น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและจริงจังอย่างที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อน "ฉันไม่เคยคิดว่านายเป็นของเล่น... และไอ้เน็ต มันก็เป็นแค่อดีตที่ฉันสะสางไม่จบสิ้น ไม่ใช่เพราะฉันยังมีเยื่อใย แต่มันเป็นเพราะฉันต้องการตัดขาดมันให้เด็ดขาดต่างหาก เพื่อที่มันจะไม่ได้มายุ่งกับเราอีก"
ผมชะงัก หัวใจเต้นโครมครามจนแทบทะลุออกมานอกอก "แล้ว... แล้วทำไมไม่บอกฉันตรงๆ ตั้งแต่แรก?"
"เพราะฉันมันโง่ไง..." คินระบายลมหายใจออกมาอย่างยอมจำนน ดวงตาคู่คมทอดมองผมด้วยความรู้สึกที่อ่านยาก แต่มันเต็มไปด้วยความจริงใจที่สะท้อนอยู่ในนั้น "ฉันคิดว่าตัวเองคุมเกมได้ทุกอย่าง คิดว่าศักดิ์ศรีบ้าบออะไรนั่นมันสำคัญ จนกระทั่ง... เห็นนายเดินหนีและทำท่าทางแบบนี้..."
เขาเว้นวรรคไปครู่หนึ่ง ก่อนจะโน้มใบหน้าลงมาจนริมฝีปากหยักแทบจะชิดกับริมฝีปากของผม
"ฉันถึงได้รู้ว่า... ศักดิ์ศรีเหี้ยอะไรก็ไม่มีค่าอะไรเลย ถ้ามันต้องแลกกับการสูญเสียนายไป"
คำสารภาพที่หลุดออกมาจากปากของคนซึนๆ อย่างคิน ทำให้ผมถึงกับพูดไม่ออก สมองขาวโพลนไปหมด ความโกรธขึงเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความอุ่นวาบที่แผ่ซ่านไปทั่วหัวใจจนแทบจะละลาย
นี่เขา... ยอมทิ้งศักดิ์ศรีเดือนคณะเพื่อมาสารภาพความรู้สึกบ้าๆ นี้ต่อหน้าหอพักเด็กนิเทศฯ เลยอย่างนั้นเหรอ?
ไอ้คนบ้าเอ๊ย... ทำไมถึงทำให้ผมแพ้ทางได้ตลอดเลยนะ
ผมเม้มริมฝีปากแน่น พยายามจะดึงฟอร์มความใจแข็งกลับมา แต่ใบหน้าที่ขึ้นสีแดงก่ำของตัวเองคงทรยศความคิดไปหมดแล้ว คินยกยิ้มมุมปากเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าเกราะป้องกันของผมเริ่มร้าวราน
"หายโกรธฉันยังครับ... คนดี?" คินกระซิบชิดริมฝีปาก เสียงทุ้มต่ำนั้นสั่นพร่าเล็กน้อยอย่างคนที่ไม่ค่อยได้ง้อใคร
"ใครคนดีของนาย... ปล่อยได้แล้ว คนมองกันหมดแล้วมั้งเนี่ย" ผมเอ็ดเบาๆ พยายามดันอกเขาออก แต่คินกลับยิ่งกระชับวงแขนให้แน่นขึ้นไปอีก รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลานั้น
"ไม่ปล่อย... จนกว่านายจะยอมพูดคำนั้น"
"คำอะไรเล่า!"
"คำว่า 'หายโกรธแล้ว' ไง หรือจะให้ฉันยืนง้อนายตรงนี้จนเช้า คินก็ไม่แคร์หรอกนะ" เขาเลิกคิ้วกวนประสาทตามสไตล์เดิม แต่แววตาคู่รั้นนั้นกลับจริงจังกว่าครั้งไหนๆ
ผมถอนหายใจยาวเหยียด ยอมจำนนต่อความดื้อรั้นของพ่อหนุ่มวิศวะคนนี้ในที่สุด ก่อนจะช้อนตาขึ้นมองเขาด้วยความหมั่นไส้ระคนเอ็นดู
"เออ! หาย..."
ยังไม่ทันที่ผมจะพูดคำว่า 'หายโกรธแล้ว' จบลงด้วยซ้ำ ประตูอัตโนมัติกระจกใสของหอพักด้านหลังก็เปิดออกเสียงดัง 'ป๊อง' พร้อมกับร่างของรูมเมทตัวดีของผมที่เดินถือถุงขนมกรุบกรอบออกมาพอดี
"อ้าวน้องพาย! ยืนทำอะไรตรง... อุ๊ย! ขอโทษ ขัดจังหวะผัวเมียเขาหรือเปล่าเนี่ย เชิญสวีทกันต่อตามสบายเลยนะจ๊ะ!"
ผมเบิกตากว้างด้วยความตกใจ รีบผลักอกคินออกทันที ส่วนพ่อหนุ่มวิศวะตัวดีกลับส่งเสียงหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี พร้อมกับเอื้อมมือมาคว้ามือผมไปกุมไว้แน่นท่ามกลางสายตาแซวของเพื่อนสนิทที่เดินผ่านไป
และในวินาทีนั้นเอง... เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อช็อปของคินก็แผדเสียงดังขึ้นขัดจังหวะบรรยากาศโรแมนติก คินขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความขัดใจ หยิบเครื่องขึ้นมาดูหน้าจอเพียงแวบเดียว
สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ รอยยิ้มขี้เล่นเมื่อครู่หายวับไปทันที ทิ้งไว้เพียงความตึงเครียดที่ฉายชัดบนใบหน้าคมสัน
"ว่าไงนะ... มึงอยู่ที่ไหนนะไอ้กร?" คินกรอกเสียงถามปลายสายด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด ทันทีที่กดรับสาย ดวงตาคู่คมหันกลับมามองผมด้วยแววตาที่ทำให้หัวใจของผมกระตุกวูบลงไปถึงตาตุ่ม "เออ... เดี๋ยวฉันรีบไป เดี๋ยวนี้แหละ!"
เขาตัดสายทันที หันมามองหน้าผมด้วยความลังเลที่ปิดไม่มิด
"พาย... คือฉัน..."
---
โปรดติดตามตอนต่อไป (ตอนที่ 30: เมื่อความลับที่ถูกซ่อนไว้กำลังจะถูกเปิดเผย และบททดสอบครั้งใหม่ที่เดิมพันด้วยความเชื่อใจ)
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาจิกหมอนและฟินไปด้วยกันในตอนนี้นะครับ!
ขอเป็นคนโปรดของคุณ (ศัตรูหัวใจคนนี้คือผมเอง)•ตอนที่ 29
เมื่อความซึนกลายเป็นหมาโบ้
ผลงานโดย คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ขอเป็นคนโปรดของคุณ (ศัตรูหัวใจคนนี้คือผมเอง) นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!