ขอเป็นคนโปรดของคุณ (ศัตรูหัวใจคนนี้คือผมเอง)•ตอนที่ 5

รอยจูบที่ไม่ได้ตั้งใจ

ผลงานโดย คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง
"ถ้าคิดว่าจะเอารอยยิ้มปลอมๆ แบบนั้นมาซื้อความสนใจจากคินได้ล่ะก็... บอกไว้ก่อนเลยนะครับว่าสอบตกตั้งแต่ยังไม่เริ่มวิชาแรกแล้วล่ะครับ คุณเน็ต" เสียงใสแต่เจือด้วยความเย้ยหยันดังขึ้นท่ามกลางความเงียบของโถงทางเดินคณะบริหารธุรกิจ เสียงหวานหยดของเน็ตที่เอ่ยทักทายคินเมื่อครู่ยังไม่ทันจางหายไปจากบรรยากาศ ผมก็สวนกลับด้วยประโยคที่คมกริบพอจะตัดกระจกให้แตกเป็นเสี่ยงๆ ได้ทันที รอยยิ้มพิมพ์ใจของอดีตคนคุยระดับดาวเด่นกระตุกวูบไปชั่วขณะ ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยแววตาแข็งกร้าวที่พยายามซ่อนไว้ภายใต้เปลือกตาที่กระพริบปริบๆ อย่างน่าสงสาร "อ้าว... น้องพาย นี่พี่คุยอยู่กับคินนะครับ ไม่ได้คุยกับ..." "ครับ ทราบครับว่าไม่ได้คุยกับผม แต่พอดีว่าหูผมมันดีเกินไปหน่อย แถมตาช่วงนี้ก็ยังมองเห็นอะไรที่มันรกหูรกตาได้ชัดเจนเป็นพิเศษซะด้วยสิครับ" ผมขัดขึ้นหน้าตาเฉย พร้อมกับก้าวเท้าเข้าไปประชิดตัวคินอีกนิด จนไหล่ของเราแทบจะเบียดชนกัน เจตนาแสดงความเป็นเจ้าของแบบไม่เกรงใจใครถูกส่งผ่านทางสายตาที่จ้องมองเน็ตตรงๆ คินที่ยืนเงียบมาตลอดไม่ยอมปริปากพูดอะไรสักคำ แต่ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบหน้าหล่อเหลาไร้ที่ติคู่นั้นกลับพราวระยับ มุมปากหยักลึกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเจ้าเลื้อยที่ผมเห็นแล้วอยากจะยกเท้าขึ้นไปประทับรอยรองเท้าผ้าใบไว้บนหน้าสักที ไอ(ช)บ้านี่... แทนที่จะช่วยกันตบมุขหรือไล่แขกไม่ได้รับเชิญ กลับยืนกอดอกดูผมออกโรงชนเดี่ยวซะอย่างนั้น "พาย..." เสียงทุ้มต่ำกระซิบชิดริมหูผมอย่างจงใจ ลลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่แถวต้นคอจนขนลุกซู้ด "หึงเหรอครับ?" "หึงบ้าอะไรล่ะครับ! หลอนอะไรแต่เช้าเนี่ยคุณคิน" ผมรีบหันไปค้อนใส่จนตาแทบคว่ำ แต่ระยะห่างที่มันใกล้ชิดเกินความจำเป็น ทำให้ปลายจมูกของเราเกือบจะชนกันเข้าจริงๆ กลิ่นน้ำหอมผู้ชายปนกลิ่นบุหรี่จางๆ และความสะอาดแบบสปอร์ตของอีกฝ่ายทำเอาสติผมเตลิดไปชั่วขณะ เน็ตที่ยืนมองโมเมนต์กระหนุงกระหนิงของเราสองคนหน้าเสียไปอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะสะบัดหน้าเชิดใส่แล้วเดินกระแทกส้นเท้าหนีหายไปในมุมตึก เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นดัง *ต๊อกแต๊ก* ถี่ๆ เป็นสัญญาณว่าเจ้าตัวคงกำลังหัวเสียสุดขีดที่แผนการเข้ามาตีสนิทถูกทำลายลงอย่างไม่เป็นท่า เมื่อสถานการณ์กลับมาสู่ความสงบ ผมก็รีบถอยหลังออกมาตั้งหลักทันที พร้อมกับปั้นหน้าขึงขังใส่คนที่ยังยืนยิ้มกรุ้มกริ่มอยู่ตรงหน้า "เลิกทำหน้าแบบนั้นได้แล้วครับคุณเดือนคณะ คุณเกือบทำให้ผมเผลอซัดหน้าคุณเน็ตไปรอบหนึ่งแล้วนะเนี่ย รู้ตัวไหมครับ" "ก็เห็นยืนปากเก่งใส่คนอื่นซะขนาดนั้น นึกว่ารบเก่งทุกสนามซะอีก" คินหัวเราะในลำคอ เสียงทุ้มต่ำนั้นช่างน่าหมั่นไส้เสียจริง "แต่เมื่อกี้... หึงจริงๆ ใช่ไหมล่ะครับ ยอมรับมาเถอะน่า พายก็รู้ว่าผมเคลียร์ขาดกับทางนั้นนานแล้ว" "ใครหึงครับ ไม่มี๊!" ผมปฏิเสธเสียงสูงกลบเกลื่อนความร้อนผ่าวที่แล่นริ้วขึ้นมาถึงใบหู "ผมแค่ไม่อยากเห็นใครมาเดินแรดในอาณาเขตที่ผมต้องรับผิดชอบก็แค่นั้นเองครับ งานโปรเจกต์กลุ่มวิชาประวัติศาสตร์สื่อยังกองอยู่ตรงหน้าเป็นภูเขา ไม่ว่างมาเล่นละครตบจูบกับใครหรอกนะครับ" "งั้นก็ไปห้องสมุดกันครับ" คินเปลี่ยนเรื่องหน้าตาเฉย แถมยังเอื้อมมือมาคว้าข้อมือผมไว้แล้วออกแรงดึงเบาๆ ให้เดินตาม "ถ้างานมันกองเป็นภูเขาจริง อย่างน้อยมีผมไปช่วยกางเต็นท์เฝ้ากองภูเขานั้นให้ รับรองว่างานเสร็จเร็วกว่านั่งทำคนเดียวครึ่งต่อครึ่งแน่นอนครับ" "ใครใช้ให้คุณมาช่วยไม่ทราบครับ ปล่อยมือผมเลยนะ คนมองกันหมดแล้ว!" แม้จะบ่นอุบอับแต่สุดท้ายผมก็ขัดแรงช้างสารของพ่อคุณหนูวิศวะคนนี้ไม่ได้อยู่ดี ร่างสูงเดินนำลิ่วโดยมีข้อมือผมถูกกอบกุมไว้ในอุ้งมืออุ่นจัดตลอดทางจนกระทั่งมาถึงห้องสมุดกลางของมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นโซนมุมอับสายตาและเงียบสงบที่สุดที่พวกเรามักจะใช้หลบภัยจากการทำงานกลุ่มวุ่นวาย บรรยากาศในห้องสมุดช่วงบ่ายแก่ๆ ค่อนข้างเงียบเชียบ แสงแดดสีส้มอ่อนที่ลอดผ่านกระจกใสบานใหญ่ทาบทับลงบนชั้นหนังสือไม้มะฮอกกานีเก่าแก่ ทอดเงายาวทับซ้อนกันไปมา กลิ่นอายเฉพาะตัวของกระดาษเก่าและฝุ่นจางๆ ลอยอบอวลอยู่ในอากาศ ชวนให้รู้สึกผ่อนคลายจนแทบจะหลับคาโต๊ะ พวกเราเลือกโต๊ะมุมในสุดที่ถูกบังด้วยชั้นหนังสือสูงท่วมหัว กองชีทเอกสาร หนังสืออ้างอิง และแล็ปท็อปถูกวางกองระเกะระกะอยู่บนโต๊ะไม้ตัวใหญ่ ผมทรุดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามกับคิน แต่พออีกฝ่ายเห็นว่ามีโต๊ะกว้างขวางแค่นี้ เขากลับลากเก้าอี้ของตัวเองมานั่งเบียดชิดติดกับเก้าอี้ของผมซะอย่างนั้น "คุณคิน! จะมานั่งเบียดทำไมเนี่ย โต๊ะออกจะกว้าง" ผมโวยเบาๆ กลัวผิดกฎห้องสมุด "ก็นั่งฝั่งนู้นมันมองหน้าพายไม่ชัดนี่ครับ นั่งตรงนี้แหละ ใกล้ชิดเห็นมุมชัดเจนดี" เจ้าตัวตอบหน้าตาย แถมยังถือวิสาสะยื่นมือมาปัดปอยผมที่ตกลงมาปรกหน้าผากผมออกให้อย่างเบามือ สัมผัสอุ่นๆ จากปลายนิ้วที่ปัดผ่านผิวแก้มทำเอาหัวใจผมกระตุกวูบอย่างไร้สาเหตุ "เลิกยุ่งกับผมได้แล้วครับ เปิดไฟล์งานขึ้นมาเลยนะ ผมจะตรวจหน้าที่คุณรับผิดชอบ ถ้าทำมาตกหลุมพรางอีกรอบล่ะก็... ผมจะให้คุณเลี้ยงชาบูสามมื้อติดกันเลยคอยดู" ผมรีบดึงสติตัวเองกลับมาแล้วเอื้อมมือไปเปิดแล็ปท็อปบนโต๊ะ คินหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ดวงตาคมกริบมองผมด้วยประกายระยิบระยับที่อ่านไม่ออก "ถ้าเป็นเรื่องกินกับพาย... ผมยอมแพ้ทางตั้งแต่เริ่มอยู่แล้วล่ะครับ" เวลาผ่านไปเกือบชั่วโมงครึ่ง ท่ามกลางเสียงพลิกหน้ากระดาษและเสียงพิมพ์คีย์บอร์ดเบาๆ ความเงียบสงบทำให้สมาธิของผมจดจ่ออยู่กับตัวอักษรบนหน้าจอจนลืมรอบข้างไปสนิท แต่ปัญหาคือ ระยะห่างระหว่างเราสองคนมันแคบลงเรื่อยๆ จนตอนนี้ไหล่กว้างของคินแนบชิดติดกับไหล่ผม ทุกครั้งที่เขาขยับตัวหยิบจับอะไร กลิ่นกายสะอาดๆ ของเขาก็ลอยมาแตะจมูกจนสมาธิที่สะสมมาเริ่มพังทลาย "ตรงนี้... ประโยคมันดูทะוריםกันอยู่นะครับ" ผมชี้ไปที่หน้าจอแล็ปท็อป พร้อมกับเอี้ยวตัวหันไปอธิบายให้คินฟัง แต่เพราะความเร่งรีบและพื้นที่จำกัด ทำให้จังหวะที่ผมหันหน้าไป... เป็นวินาทีเดียวกับที่คินหันหน้ามาพอดี! ลมหายใจของเราปะทะกันอย่างจัง ริมฝีปากของผมที่กำลังจะอ้าพูดต่อ... เผลอเฉียดผ่านมุมปากหยักของอีกฝ่ายไปอย่างไม่ตั้งใจ ความนุ่มหยุ่นและสัมผัสอุ่นร้อนที่แตะกันเพียงเสี้ยววินาทีทำเอาโลกทั้งใบหยุดหมุนไปดื้อๆ ผมเบิกตากว้างด้วยความตกใจ สมองขาวโพลนจนคิดคำพูดอะไรไม่ออก ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้เป็นหิน ขณะที่คินเองก็ชะงักค้างไปเช่นกัน ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยก่อนจะวับวามด้วยประกายบางอย่างที่อันตรายเกินกว่าจะรับมือ ไม่มีใครขยับตัว ไม่มีใครกล้าหายใจแรง ระยะห่างระหว่างเราตอนนี้เหลือเพียงแค่ศูนย์เซนติเมตร กลิ่นอายความใกล้ชิดบีบคั้นหัวใจจนเต้นรัวระรัวราวกับจะทะลุออกมานอกอก เสียงนาฬิกาแขวนผนังห้องสมุดดัง *ติ๊กต็อก* แข่งกับจังหวะชีพจรที่เต้นแรงจนน่ากลัว คินไม่เพียงแต่ไม่ถอยหนี แต่สายตาคู่นั้นกลับกวาดมองลงมาที่ริมฝีปากของผมช้าๆ สัญชาตญาณการเอาตัวรอดร้องเตือนดังลั่นในหัวว่าผมควรรีบผละออกไปให้ห่างจากสถานการณ์อันตรายนี้เสีย แต่ขาทั้งสองข้างกลับหนักอึ้งราวกับถูกตรึงไว้กับพื้น "พาย..." เสียงทุ้มต่ำแหบพร่าหลุดลอดออกมาจากริมฝีปากของคนที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม แววตาของเขาเปลี่ยนไปจนน่ากลัว มันเต็มไปด้วยความต้องการและความรู้สึกบางอย่างที่ถูกเก็บซ่อนไว้ภายใต้ท่าทางกวนประสาทมาโดยตลอด "อ...อะไรเล่าครับ ถอยไปเลยนะ" ผมพยายามเปล่งเสียงพูดออกไปให้ดูแข็งกร้าวที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่เสียงกลับสั่นพร่าจนน่าสมเพช คินไม่ได้ถอยหนีอย่างที่ปากผมสั่ง ปลายนิ้วอุ่นจัดเอื้อมขึ้นมาแตะเบาๆ ที่กรามข้างแก้วของผม นิ้วโป้งของเขาเกลี่ยไล้เบาๆ บนพวงแก้มที่ร้อนผ่าวราวกับจะหลอมละลาย ดวงตาคมกริบจดจ้องมองลึกเข้ามาในนัยน์ตาผมราวกับจะค้นหาความลับทั้งหมดที่ซ่อนอยู่ข้างใน "อุบัติเหตุเมื่อกี้..." คินกระซิบชิดริมฝีปาก แววตาพราวระยับด้วยความเจ้าเล่ห์แต่จริงจังอย่างไม่เคยเห็นมาก่อน "ผมไม่ได้ตั้งใจหรอกนะ... แต่ถ้าจะมีครั้งที่สอง... ผมคงต้องขออนุญาตทำมันให้ตั้งใจกว่าเดิมแล้วล่ะครับ" หัวใจผมกระตุกวูบ ร่างกายชาดิกไปหมดกับคำพูดและสายตาคู่นั้น และในวินาทีที่ผมกำลังจะอ้าปากเถียงกลับเพื่อรักษาฟอร์ม เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นกะทันหัน พร้อมกับร่างของบุคคลที่ไม่คาดฝันที่ก้าวพ้นชั้นหนังสือมุมอับเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะของเราพอดี! "อ้าว คิน... พาย... มาสุมหัวทำอะไรกันอยู่ตรงนี้สองคนเนี่ย?" *ขอบคุณที่ติดตามอ่านและสนับสนุนผลงานของคอร์ดรักกีตาร์โปร่งนะครับ*
สารจากนักเขียน (คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ขอเป็นคนโปรดของคุณ (ศัตรูหัวใจคนนี้คือผมเอง) นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%